สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 บทที่ 238 ราชันในหมู่ในราชา

        สนามประลองที่ซุนเฟยคิดว่าจะพังทลายเพราะโดนพลังที่น่ากลัวนั่นถล่มกลับไม่เกิดขึ้น บนสนามประลองไม่มีแม้กระทั่งรอยแตกเสียด้วยซ้ำ...

        เพราะจู่ๆพลังที่น่ากลัวนั่นก็สลายไปก่อนจะตกถึงพื้นดิน

        หายไปอย่างไร้ร่องรอย

        ราวกับว่าไม่เคยมีคลื่นพลังที่น่ากลัวพ่งเข้ามาตั้งแต่ต้น ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายที่น่าเกรงขามหลงเหลืออยู่ในอากาศ

        หนังตาของซุนเฟยกระตุกเล็กน้อย คนผู้นั้นสามารถควบคุมพลังที่น่ากลัวนี้ได้อย่างหมดจด!

        เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

        แต่ก่อนที่พลังจะสลายไป ซุนเฟยได้ยินเสียงอุทานดัง “หืม” ขึ้นมาข้างหูอย่างชัดเจน ราวกับว่าตกใจมากที่เห็นซุนเฟยสามารถหลบการโจมตีนี้ได้เสียงนี้ดังขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่จะหายไป

        “การโจมตีเมื่อครู่ถือเป็นการสั่งสอนเจ้าแบบเบาะๆ เกียรติของอัศวินแห่งราชอาณาจักรไม่ใช่สิ่งที่ใครหน้าไหนจะมาดูหมิ่นได้...เจ้าเด็กเหลือขอจงจำครั้งนี้ไว้ให้ดี ครั้งหน้ามันจะไม่จบง่ายๆ แบบนี้แน่ เฮอะ!”

        ซุนเฟยชะงักไปชั่วขณะ เมื่อจู่ๆ เจ้าของเสียงอุทานก็ส่งเสียงพูดขึ้นมาข้างหูของเขา

        คำพูดดูเหมือนจะคุกคามกันเล็กน้อย

        แต่ไม่รู้ทำไม เมื่อซุนเฟยได้ยินเสียงนี้แล้วกลับรู้สึกสนิทใจขึ้นมา

        ซุนเฟยรู้เลยว่า เสียงนี้เป็นเสียงเดียวกับที่สั่งให้อัศวินผู้ตัดสินทั้งหกคนถอยกลับไป โทนเสียงของเขาฟังดูสงบนิ่ง และน้ำเสียงก็ไม่ได้แฝงท่าทีข่มขู่อย่างใดแต่กลับแฝงไปด้วยเอกลักษณ์ที่สูงส่งและอำนาจอันเหลือล้น ทำให้ไม่มีใครสามารถต่อต้านได้

        คนผู้นี้คือยอดฝีมือที่น่าเกรงขาม

        ท่ามกลางเสียงลมพัด ซุนเฟยยืนอยู่ด้านหลังของมาเตรัซซี่อย่างเงียบๆ ในสภาพที่พร้อมจะใช้ทักษะ 'เทเลพอร์ต' ได้ทุกเมื่อ...แต่หลังจากการโจมตีเมื่อครู่นี้แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก

        “เอ๋ เจ้าเด็กน้อย นี่เจ้าวิ่งมาหลบข้างหลังข้าตั้งแต่เมื่อไรกัน?” มาเตรัซซี่ที่กำลังยืนลูบเคราของตัวเองอยู่ก็ถลึงตาใส่ แสดงความไม่พอใจที่ซุนเฟยเลือกจะมาหลบหลังเขา

        “เอ่อ ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ!”

        ซุนเฟยหัวเราะ เขาไม่โง่บอกเจ้าตัวไปโต้งๆ หรอกว่า ที่มาหลบหลังเจ้าก็เพื่อใช้เป็นโล่กันธนูแทนข้า อย่างน้อยๆ หากยอดฝีมือลึกลับคนนั้นคิดจะสังหารข้า คนที่จะตายก่อนก็คงไม่ใช่ข้า

        “ชิ! จริงๆ แล้วเจ้าไม่ได้คิดแบบนั้นใช่ไหม เจ้า...เจ้านี่มันเหลือเกินจริงๆ!”มาเตรัซซี่มองซุนเฟยด้วยสีหน้าอันซับซ้อนก่อนจะชมเชยออกมา “ฮ่าๆๆ ต่อให้อคินเฟเยฟ หัวหน้าอัศวินผู้ตัดสินมาจัดการเจ้าด้วยตัวเองเขาก็คงไม่มีทางที่ทำให้เจ้าขายหน้าได้แน่ มารดามันเถอะ ทั้งราชอาณาจักรเซนิท นอกจากสถานที่ต้องห้ามทั้งสามแห่งแล้วไม่มีที่ใดที่เจ้าไปไม่ได้!”

        ราวกับว่าเห็นด้วยในสิ่งที่มาเตรัซซี่พูด วินาทีนั้น ผู้คนทั้งสนามประลองก็โห่ร้องออกมาจนเสียงดังกึกก้อง เสียงโห่ร้องของผู้คนนับหมื่นดังสนั่นประหนึ่งมวลน้ำมหาศาลกำลังไหลทะลักทำให้ทั่วทั้งพื้นที่ราบภูเขามอร์โรและกำแพงเมืองหลวงต้องสั่นสะเทือน

        “ราชาแซมบอร์ด! ราชาแซมบอร์ด! ราชาแซมบอร์ด!!! ราชาแซมบอร์ด!!! ราชาแซมบอร์ด!!!”

        เสียงโห่ร้องดังขึ้นด้วยสำเนียงที่แตกต่างกันตามมาตุภูมิของตัวเอง ถึงแม้ว่าสำเนียงของพวกเขาจะแตกต่างกันแต่คำพูดที่เปล่งออกมากลับเป็นคำเดียวกัน สำหรับนักรบ ขุนนางหรือเหล่าเชื้อพระวงศ์เล็กๆ ที่มาจากอาณาจักรบริวารแล้วก่อนหน้านี้พวกเขาอาจจะร้องเชียร์อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ด 'อัศวินโลหิต' แต่ในใจลึกๆ ของพวกเขาแล้วกลับแอบเชียร์ราชาเมืองแซมบอร์ดมากกว่า

        เพราะราชาเมืองแซมบอร์ดกับพวกเขามีบางอย่างที่คล้ายกัน นั่นก็คือเกิดมาในอาณาจักรบริวารเหมือนกัน

        จากมุมมองนี้ เห็นได้ชัดว่าราชาเมืองแซมบอร์ดใกล้ชิดกับพวกเขามากกว่า สำหรับพวกเขาแล้วราชาเมืองแซมบอร์ดเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของทุกคนที่เข้าร่วมการต่อสู้ บางที การต่อสู้ในครั้งนี้อาจซุกซ่อนเบื้องลึกเบื้องหลังมากมายที่พวกเขาไม่รู้แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขายินดีที่จะถือว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างราชอาณาจักรกับอาณาจักรบริวารและชัยชนะของราชาเมืองแซมบอร์ดก็คือชัยชนะของพวกเขา

        มันเป็นความรู้สึกที่เรียบง่ายมาก

        เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง ใต้สนามประลองดาบเต็มไปด้วยแขนของฝูงชนที่ชูไม้ชูมือแล้วโบกไปมาอย่างบ้าคลั่ง บางคนถึงกับกระโดดโลดเต้น...

        สายลมพัดจากภูเขามอร์โรลอยออกไปไกล พร้อมกับหอบคำว่า ‘ราชาแซมบอร์ด’ ตามไปด้วย

        ซุนเฟยหลับตาลงก่อนจะอ้าแขนออกกว้าง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็น 'โหมดพาลาดิน' แสงสว่างสีทองจางๆ เข้าปกคลุมร่างของเขา ทันใดนั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสูงส่งและเมตตาก็แผ่กระจายออกมาอย่างเงียบๆ แสงสว่างสีทองนั่นราวกับแสงอาทิตย์ในยามบ่ายที่สาดส่องลงมาจากฟ้าลำแสงสีทองส่องกระทบร่างของซุนเฟยและหิมะสีขาวเงินจนเป็นประกาย ตอนนี้ซุนเฟยดูเหมือนกับพระเจ้าที่กำลังโอบกอดโลกไว้

        วินาทีนี้ภาพบุรุษหนุ่มผู้บ้าคลั่งและไร้เทียมทาน ได้ประทับอยู่ในใจของผู้คนนับหมื่นจากทั่วทุกอาณาจักรไปตลอดกาล จนยากจะลืมเลือนได้

        นี่เป็นสิ่งที่ซุนเฟยตั้งใจสร้างขึ้นมา

        เขาพยายามประทับภาพลักษณ์ราชาของตัวเองเข้าไปในหัวใจของทุกคน

        เป็นการจูงใจแบบไม่กระโตกกระตาก

        ซุนเฟยเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองได้แสดงบนสนามประลอง และความแข็งแกร่งที่กล้าท้าชนกับเหล่าอัศวินผู้ตัดสินรวมทั้งท่าทางอันสง่างามของราชาภายใต้ 'โหมดพาลาดิน' ...ทุกอย่างอาจจะมีประโยชน์ในอนาคตแบบที่เราคาดไม่ถึงก็ได้!

        “นับจากวันนี้เป็นต้นไป ภายใต้การปกครองขององค์จักรพรรดิ ราชาแห่งแซมบอร์ดจะกลายเป็นราชันในหมู่ราชา!”

        นักพเนจรอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรมาเตรัซซี่พูดออกมาด้วยท่าทางดูถูกเหยียดหยาม เขาเหลือบมองฝูงชนที่อยู่ใต้สนามประลอง และหันไปจ้องซุนเฟยที่กลายเป็นผู้นำของพวกนั้นด้วยสายตาเย็นชาเขาจงใจประกาศออกมาเสียงดัง

        พูดประโยคนี้จบ มาเตรัซซี่ก็ยกแก้วไวน์สีทองขึ้นจิบ ก่อนที่ร่างของเขาจะเปล่งแสงขึ้นแล้วกลายเป็นลำแสงสีทองสลายหายไปในอากาศ...

        เสียงเชียร์ยังคงดังกระหึ่มออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจากเหล่าฝูงชน

        ทันใดนั้นเองก็มีร่างของอัศวินเกราะดำคนหนึ่งเดินขึ้นมาจากด้านล่างเขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าซุนเฟยด้วยท่าทางนอบน้อมแล้วพูดว่า “ฝ่าบาทนี่เป็นคำเชิญจากนายท่านของข้า หากท่านมีเวลาว่างขอเชิญฝ่าบาทมาพบนายท่านของข้าได้ทุกเมื่อ!”

        เป็นการ์ดเชิญสีดำที่เรียบง่ายมาก ไม่มีการตกแต่งอะไรที่ดูพิเศษอลังการ เพียงแต่ตรงมุมขวาด้านบนมีตราสัญลักษณ์สีทองของบิชอปแห่งโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่า ‘นายท่านของข้า’ มีสถานะอะไรแม้แต่ขุนนางชั้นสูงของราชอาณาจักรเซนิทยังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะได้รับบัตรเชิญใบนี้เลยสักครั้ง

        ซุนเฟยไม่ได้แสดงท่าทีอวดดีอะไรออกไป เขาเพียงแค่รับการ์ดเชิญนั่นมาอย่างเงียบๆ

        อัศวินเกราะดำโค้งตัวให้เล็กน้อย ก่อนจะเดินลงจากสนามประลอง

        เหล่าขุนนางที่ได้เห็นฉากนี้ต่างมองมายังซุนเฟยด้วยสายตาอิจฉา

        อิทธิพลของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ด้อยไปกว่าราชวงศ์เลย การได้รับการ์ดเชิญที่มีตราสัญลักษณ์ของบิชอปนั่นก็แสดงว่าราชาแซมบอร์ดกำลังได้รับความสนใจจากตัวบิชอป

        ไม่ช้าขบวนรถม้าของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ก็เดินทางกลับไปที่เมืองหลวง

        ตลอดการเดินทางกลับเมืองหลวง รถม้าเวทมนตร์ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาจากเหล่าอัศวินเกราะดำ

        ตั้งแต่การต่อสู้เริ่มต้นจนกระทั่งจบลง ชายลึกลับที่นั่งอยู่ในรถม้าเวทมนตร์ก็ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนของตัวเองออกมา ทุกคนต่างคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าคนผู้นี้อาจจะเป็นใครสักคนที่มีตำแหน่งสูงในโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าคนผู้นั้นเป็นใคร!

        การจากไปของกองกำลังโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสียงเชียร์ของผู้คนที่กำลังบ้าคลั่งเหล่านี้ กลับกัน เป็นเพราะว่าแรงกดดันได้หายไปเสียงเชียร์จึงดังกระหึ่มยิ่งขึ้นกว่าเดิม

        เวลาผ่านไปได้สักพัก ฝูงชนที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มทยอยจากไป

        ในขณะที่ซุนเฟยเตรียมจะกลับค่าย ทันใดนั้นเอง...

        “ราชาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ด?  ไม่เลวไม่เลวเลยจริงๆ ในบรรดาราชาทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักร เจ้าถือเป็นที่หนึ่งแต่การกระทำในครั้งนี้ของเจ้าก็ได้ไปล่วงเกินวิหารอัศวินเข้าแล้ว ดังนั้น หลังจากนี้เจ้าคงต้องระวังตัวให้มากๆ...” ชายหนุ่มคนหนึ่งได้ใช้เวทธาตุลมลอยเข้ามาหาซุนเฟยบนสนามประลอง เขามองซุนเฟยพลางพยักหน้าอย่างพอใจสีหน้าท่าทางดูยโสโอหังราวกับว่าเป็นลูกค้าที่กำลังเลือกหาสินค้าที่ถูกใจอยู่ “ความแข็งแกร่งของเจ้าทำให้ข้าพอใจมาก ถ้าเจ้ายอมมาอยู่ใต้อาณัติของตระกูลดีน การแข่งขันการซ้อมรบในครั้งนี้เมืองแซมบอร์ดของเจ้าก็จะ…”

        ซุนเฟยมองชายตรงหน้าราวกับกำลังมองคนปัญญาอ่อน จากนั้นก็หันหน้าไปทางอื่น

        ก็แค่สุนัขตระกูลดีนที่วิ่งเข้ามากระดิกหางใส่เท่านั้นแหละ

        “เจ้า…” เมื่อชายคนนั้นเห็นว่าซุนเฟยกำลังเมินตัวเองอยู่ก็รู้สึกอับอายขึ้นมา ดวงตาของเขาฉายแววโมโห

        ในขณะเดียวกันก็มีเงาร่างที่สวยงามลอยขึ้นมาบนสนามประลอง

        เป็นสาวงามจากตระกูลบีเกิ้ล

        สาวงามผู้สูงศักดิ์คนนี้กวาดสายตามองซุนเฟยตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างช้าๆ ถึงแม้นางจะงดงาม แต่ท่าทางยโสและไม่เห็นหัวใครก็ได้ลดความงามของนางลงมาก นางเดินเข้ามาพูดกับซุนเฟยด้วยท่าทางไร้มารยาทว่า “ถึงแม้ว่าเจ้าจะยังห่างไกลจากความต้องการของข้า แต่ข้าจะยอมให้โอกาสเจ้าดูสักครั้ง ราชาแซมบอร์ด ข้าจะยอมให้เจ้าตามจีบข้าและหากเจ้าทำตัวดีๆ ไม่แน่ว่าข้าจะยอมพิจารณาออกเดทกับเจ้าสักครั้งหนึ่ง...”

        “เฮ้อ...”

        ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจออกมา

        นี่เขาต้องรู้สึกเป็นเกียรติที่จะได้ไล่จีบผู้หญิงคนนี้ด้วยหรือ?

        เขาไม่รู้ว่าคนที่มาจากตระกูลขุนนางชั้นสูง หรือกองกำลังที่แข็งแกร่งของราชอาณาจักรจะเป็นแบบนี้ทุกคนไหม แต่พวกเขาราวกับถูกหล่อออกมาจากแม่พิมพ์ตัวเดียวกันกับคริส ซัตตันและอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองน้ำพุร้อนไม่มีผิด ในความรู้สึกของซุนเฟยพวกที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดดูไม่ต่างอะไรกับพวกปัญญาอ่อนพวกเขาทั้งเห็นแก่ตัวและยังคิดว่าโลกจะต้องหมุนรอบตัวเขา

        คนปัญญาอ่อนสองคน!

        ซุนเฟยส่ายหน้าเบาๆด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาไม่สนใจชายหญิงคู่นี้แต่หันไปโบกมือให้กับฝูงชนที่อยู่ด้านล่างอีกครั้ง แน่นอนว่าเขาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง…

        --------------