ตลอดระยะเวลาห้าเดือนซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่มุ่งมั่นกับการอ่านหนังสือด้วยความตั้งใจ โดยมีเฟิ่งฟานเป็นคนช่วยทบทวนวิชาความรู้ให้กับทั้งคู่อย่างเข้มข้น อย่างไรครอบครัวของเฟิ่งฟานก็เป็นครอบครัวนักวิชาการ การที่เขาจะเขียนจดหมายเพื่อกลับไปขอแนวข้อสอบมาให้ซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่ได้ทดลองทำก็ไม่ใช่เรื่องยาก
เพียงแต่เฟิ่งฟานไม่ได้เขียนบอกในจดหมายว่าข้อสอบฉบับทดลองนั้นเขาขอมันมาให้ใคร เพราะถ้าครอบครัวของเขารู้ คุณปู่ซ่งกับคุณย่าซ่งก็ต้องรู้ เขายังไม่อยากให้คนตระกูลซ่งรู้ถึงการมีอยู่ของซ่งหย่วนกับซ่งเจ๋อ เขาอยากให้ซ่งหย่วนมีสมาธิกับการสอบในครั้งนี้ให้มากที่สุด ส่วนที่ว่าพอกลับไปถึงเมืองหลวงแล้วซ่งหย่วนจะกลับไปนับญาติกับครอบครัวของบิดาหรือเปล่า เรื่องนี้คงต้องรอให้ซ่งหย่วนกับซ่งเจ๋อเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง
จนกระทั่งวันสอบมาถึง ซ่งหย่วนปั่นจักรยานพาจูเสี่ยวลี่ไปสนามสอบโดยไม่ได้นั่งรถแทรกเตอร์ของหมู่ไปพร้อมกับยุวชนคนอื่น เป็นเพราะต้องใช้เวลาสอบสองวัน ดังนั้นสองสามีภรรยาจึงนอนค้างที่บ้านของคุณน้าเจี่ยซีหนึ่งคืน ซึ่งคุณน้าเจี่ยซีก็ต้อนรับพวกเขาด้วยความเต็มใจ ทั้งยังตุ๋นน้ำแกงไก่ น้ำแกงกระดูกหมู แล้วยังทำอาหารบำรุงอีกหลายอย่างไว้ให้ทั้งสองคนเป็นอย่างดี
เป็นเพราะซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่เตรียมตัวอ่านหนังสือมาอย่างดี บวกกับมีอาจารย์ติวเข้มอย่างเฟิ่งฟาน รวมถึงการฝึกทำแนวข้อสอบที่มีอยู่หลายสิบชุด ทำให้ทั้งคู่ทำข้อได้อย่างไม่มีปัญหา เมื่อซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่ลองคำนวณคะแนนดูก็คิดว่าพวกเขาน่าจะสอบผ่าน
ผิดกับยุวชนหลายๆ คนที่หลังจากการสอบต้องกลับบ้านด้วยความผิดหวัง เพราะพวกเขาทำข้อสอบได้เพียงแค่ครึ่งเดียว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าครึ่งเดียวที่ได้เขียนคำตอบลงไปนั้นจะเป็นคำตอบที่ถูกหรือไม่ บางคนท้อแท้จนไม่เป็นอันทำอะไร แต่บางคนกลับฮึดสู้แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านและคิดเอาไว้ว่าปีหน้าจะต้องทำข้อสอบให้ดีกว่านี้
ผ่านไปหนึ่งเดือนก็มีการประกาศผลสอบออกมา
“ทุกคนครับ! คนที่สอบได้อันดับที่หนึ่งกับอันดับที่สองของอำเภอเป็นคนของหมู่บ้านเรา!”
เสียงตะโกนดังลั่นตั้งแต่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เรียกความสนใจให้กับชาวบ้านได้ไม่น้อย เพราะการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทุกคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะครอบครัวที่บุตรหลานได้แต่งงานกับยุวชน พวกเขาคาดหวังว่ายุวชนมีการศึกษาเหล่านั้นจะนำพาชื่อเสียงและความสำเร็จมาสู่ครอบครัวของตน ส่วนคนที่ตะโกนเสียงดังนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นซ่งเจ๋อตัวแสบนั่นเอง
“เสี่ยวเจ๋อ เธอบอกว่าคนที่สอบได้อันดับที่หนึ่งกับอันดับที่สองของอำเภอเป็นคนจากหมู่บ้านของเราเหรอ เป็นใครกันล่ะ ใครที่สอบได้คะแนนสูงถึงขนาดนั้น” ชาวบ้านคนหนึ่งเรียกถาม
“คุณป้าครับ เป็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ของผมเองครับ” ซ่งเจ๋อตอบอย่างภาคภูมิใจ
“อะไรนะ! เสี่ยวหย่วนกับนังหนูเสี่ยวลี่สอบได้อันดับหนึ่งกับอันดับสองเชียวเหรอ ทำไมถึงได้เรียนเก่งกันอย่างนี้เนี่ย”
“พี่ชายกับพี่สะใภ้ของผมเก่งสุดยอดอยู่แล้ว คุณป้าครับ ผมต้องกลับไปบอกข่าวดีกับแม่ก่อน ผมไปแล้วนะครับ” ซ่งเจ๋อพูดจบก็วิ่งกลับบ้านอย่างเร็ว ทั้งเขายังไม่ลืมที่จะตะโกนไปตลอดทางว่าพี่ชายกับพี่สะใภ้ของเขาเป็นคนที่สอบได้อันดับหนึ่งและอันดับสองของอำเภอ
จนกระทั่งมาถึงหน้าบ้าน ซ่งเจ๋อก็วิ่งเข้าไปกอดมารดา “แม่ครับ ประกาศผลสอบออกมาแล้วว่าพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้สอบได้เป็นอันดับที่หนึ่งและอันดับที่สองของอำเภอ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้จะได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้วนะครับ”
“อาเจ๋อ! แกว่าอะไรนะ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ของแกสอบติดมหาวิทยาลัยทั้งคู่ แถมคะแนนยังเป็นอันดับหนึ่งกับอันดับสองของอำเภออีกเหรอ แกไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่ไหม ถ้าขืนแกเอาเรื่องนี้มาล้อเล่น ฉันจะเอาไม้ไล่ตีแกเดี๋ยวนี้” แม่ซ่งตื่นเต้นจนเผลอทิ้งทัพพีที่อยู่ในมือ
“โธ่...แม่ครับ ผมจะเอาเรื่องใหญ่อย่างนี้มาล้อเล่นทำไมกันล่ะครับ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้สอบผ่านและคะแนนยังสูงกว่าคนอื่นตั้งหลายสิบคะแนน พี่ชายกับพี่สะใภ้ของผมเก่งจริงๆ” ซ่งเจ๋อยิ้มให้พี่ชายกับพี่สะใภ้เมื่อเห็นว่าทั้งคู่เดินออกมาจากห้อง “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกพี่สอบติดแล้ว อย่างนี้บ้านเราต้องจัดงานฉลองแล้วหรือเปล่า”
ซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่ต่างก็หันมายิ้มให้กัน ก่อนหน้านี้พวกเขาลองคำนวณคะแนนดูแล้วก็คิดว่าตัวเองทำข้อสอบได้ดีจึงน่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยอย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่คิดว่าคะแนนของพวกเขาจะทำออกมาได้ดีถึงขนาดนี้
“อย่าเพิ่งดีใจไป เราต้องรอให้มีจดหมายตอบรับส่งมาก่อน ส่วนงานเลี้ยงฉลองก็ไม่ต้องหรอก สิ้นเปลืองเปล่าๆ อีกอย่างเราควรประหยัดเงินไว้เพราะฉันกับพี่สะใภ้ของนายยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการเรียนอีกมาก” ซ่งหย่วนบอกน้องชาย อย่างไรคนในหมู่บ้านก็พลาดหวังจากการสอบอยู่หลายคน พวกเขาจึงไม่ควรทำตัวเด่นเกินไป
“พี่กลัวว่าจะมีอะไรผิดพลาดใช่ไหม” ซ่งเจ๋อยิ้มเพราะไม่เข้าใจความหมายที่พี่ชายจะสื่อ เขาเข้าใจแค่ว่าพี่ชายคงอยากเห็นหลักฐานที่เป็นเอกสารก่อน “ไม่มีอะไรผิดพลาดหรอกพี่เชื่อผมสิ อีกเดี๋ยวคุณลุงหัวหน้าหมู่บ้านกับคุณลุงหัวหน้าฝ่ายผลิตก็จะถือประกาศมาบอกข่าวดีกับพี่ด้วยตัวเอง ได้ยินว่าคนที่สอบได้ที่หนึ่งกับที่สองจะได้รับเงินรางวัลด้วยนะครับ คราวนี้พี่ชายกับพี่สะใภ้ของผมก็จะมีเงินติดตัวไปเรียนอีกก้อนหนึ่งแล้ว”
“เงินที่ได้จะสักเท่าไหร่กันเชียว” แม้ปากจะพูดอย่างนั้นแต่ซ่งหย่วนก็ยิ้มจนแก้มแทบปริ เขาไม่ได้ดีใจที่กำลังจะได้รับเงินรางวัล แต่เงินจำนวนนี้มันหมายถึงความพยายามและความสำเร็จในก้าวแรกของเขากับภรรยา ต่อให้มันจะเป็นเพียงเงินแค่ไม่กี่หยวน แต่เขาก็ยังภูมิใจที่ได้รับอยู่ดี
“คุณลุงหัวหน้าหมู่บ้านมาแล้ว!” ซ่งเจ๋อตะโกนขึ้น
ซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่พร้อมกับทุกคนจึงรีบออกไปต้อนรับ แต่หัวหน้าหมู่บ้านรู้ว่าครอบครัวซ่งคงต้องการความเป็นส่วนตัวและต้องการแสดงความยินดีกันเป็นการภายใน เมื่อมอบหนังสือแจ้งผลการสอบให้กับซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่เสร็จ เขาก็ขอตัวเอาหนังสือแจ้งผลการสอบไปแจ้งกับผู้ที่ผ่านการสอบอีกคนหนึ่ง เพียงแต่ซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่ไม่ได้ถามว่าคนคนนั้นเป็นใคร มารู้อีกทีว่าเป็นเสิ่นต้าไห่ก็ตอนที่พวกเขาเห็นเสิ่นต้าไห่กับไฉปาเม่ยมายืนรอขึ้นรถไฟพร้อมกัน
ซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่มีเวลาเตรียมตัวไม่กี่เดือนพวกเขาก็เดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเปิดภาคเรียนแรก เมื่อทั้งคู่เดินทางไปถึงสถานีรถไฟก็พบเฟิ่งฟาน เจี่ยซี รวมถึงเด็กน้อยเฟิ่งฟ่านซีที่มารอรับพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
“พี่ลี่ลี่ เสี่ยวซีอยู่นี่ เสี่ยวซีมารับพี่แล้วครับ” เฟิ่งฟ่านซีจำจูเสี่ยวลี่ได้ในทันที
“สวัสดีจ้ะเสี่ยวซี มารอรับพี่ไม่หนาวหรือไง” จูเสี่ยวลี่ถามเด็กชาย แม้เวลาจะล่วงเลยเข้าเดือนที่สองของปีแล้ว แต่อากาศที่เมืองหลวงก็ยังเย็นอยู่ เธอกลัวว่าเฟิ่งฟ่านซีจะไม่สบาย
“เสี่ยวซีไม่หนาว คุณย่าใส่เสื้อกันหนาวตัวใหญ่ให้เสี่ยวซีตั้งหลายชั้น พี่ลี่ลี่ดูสิ เสี่ยวซีตัวกลมเป็นลูกหมูแล้ว” เฟิ่งฟ่านซีหมุนตัวให้จูเสี่ยวลี่ดู แต่เพราะเขาใส่เสื้อกันหนาวหลายชั้นเกินไป พอหมุนตัวทีก็ทำให้เขาเกือบหกล้ม
“เจ้าลูกหมู เกือบล้มแล้วเห็นไหม” ซ่งหย่วนรีบคว้าตัวเด็กชายขึ้นมาอุ้ม “แล้วนายน่ะนะ ทักแต่พี่ลี่ลี่ของนาย แล้วนายไม่คิดจะทักทายฉันบ้างเหรอ นายไม่คิดถึงฉันเลยหรือไง เสียแรงที่ตอนอยู่หมู่บ้านฉันพานายไปยิงนกตกปลาออกจะบ่อย”
“คุณพ่อบอกว่าผู้ชายไม่ควรคิดเล็กคิดน้อยเหมือนผู้หญิง แล้วทำไมพี่หย่วนถึงได้ทำตัวเป็นผู้หญิงแบบนี้” เฟิ่งฟานซีดิ้นไม่หยุด “พี่ปล่อยผมลงก่อนสิ เดี๋ยวผมจะเดินเอง ผมโตแล้วไม่ต้องให้ใครมาอุ้มหรอก”
“พูดเก่งขึ้นเยอะเลยนะเรา” ซ่งหย่วนไม่แกล้งเด็กชายอีก “ฉันวางนายลงแล้วนายก็เดินดีๆ ล่ะ เดี๋ยวหกล้มไปจะเจ็บตัวเปล่าๆ”
“ผมไม่ล้มหรอกน่า”
“สองคนนี้เป็นอะไร เจอหน้ากันทีไรก็เหมือนจะชวนกันทะเลาะทุกที” เจี่ยซีบอกซ่งหย่วน “เธอเอย่าไปถือสาเขาเลย เจ้าเด็กคนนี้ก็แค่ปากแข็ง ตอนที่นั่งรถมาเขาเอาแต่ถามถึงเธอไม่หยุด แต่พอได้มาเจอแล้วทำไมถึงเอาแต่ชวนทะเลาะก็ไม่รู้ แล้วนี่กินอะไรกันมาหรือยัง เดี๋ยวน้าจะพาพวกเธอแวะไปกินข้าวก่อนที่จะส่งพวกเธอเข้าหอพักก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องหรอกครับคุณน้า ผมกับลี่ลี่กินมาตั้งแต่อยู่บนรถแล้ว ตอนนี้ก็เลยยังไม่หิว” ซ่งหย่วนบอกอย่างเกรงใจ
“ใช่ค่ะคุณน้า ก่อนลงจากรถไฟฉันกับอาหย่วนซื้อซาลาเปาจากตู้เสบียงมาตั้งเกือบสิบลูก เราสองคนกินกันหมดทีเดียวเลยค่ะ ซาลาเปาไส้เนื้อของตู้เสบียงอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ” จูเสี่ยวลี่พูดสำทับ แม้ความจริงพวกเขาจะยังไม่กินอะไรมาก็ตาม แต่พวกเขาก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่รบกวนคุณอาเฟิ่งกับคุณน้าเจี่ยซีมากเกินไป
เฟิ่งฟานกับเจี่ยซีมีหรือจะไม่เข้าใจ แต่ในเมื่อหลานๆ บอกว่าไม่อยากรบกวน พวกเขาก็จะไม่เซ้าซี้ อย่างไรเวลานี้ทั้งซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่ต่างก็มาเรียนอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว ยังมีเวลาอีกมากที่พวกเขาจะมาดูแลทั้งคู่
“ถ้าอย่างนั้นพวกเธอสองคนก็ขนกระเป๋าตามคุณน้าเจี่ยไปรอฉันที่รถก่อนก็แล้วกัน พอดีฉันเจอคนรู้จักว่าจะเข้าไปทักทายสักหน่อย” เฟิ่งฟานบอก เมื่อส่งทุกคนเดินไปแล้ว เฟิ่งฟานก็รีบเดินเข้าไปทักคนรู้จัก “สวัสดีครับพี่เฉิน กำลังจะเดินทางไปต่างเมืองหรือเพิ่งเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงครับเนี่ย”
“เสี่ยวฟาน? ฉันได้ยินคุณพ่อกับคุณแม่บอกว่านายกับซีซีแต่งงานและมีลูกชายที่น่ารักด้วยกันแล้วหนึ่งคน น่าเสียดายที่ฉันเดินทางไปทำงานที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดก็เลยไม่ได้ไปร่วมแสดงความยินดีกับนายด้วย เป็นยังไง ย้ายกลับมาอยู่เมืองหลวงแล้วจะทำอะไรต่อ จะไปเป็นคุณครูสอนที่โรงเรียนมัธยมหรือจะไปสอบเป็นอาจารย์สอนนักศึกษามหาวิทยาลัย” ซ่งเฉินยิ้มให้กับรุ่นน้องคนสนิทอย่างดีใจ จากนั้นเขาก็มองเลยไปที่กลุ่มคนที่เพิ่งเดินแยกไป “ถ้าคนกลุ่มนั้นเป็นภรรยากับลูกชายของนาย ชายหญิงที่เดินอยู่ด้วยกันใช่อาเฉียงกับคนรักของเขาไหม”
“ไม่ใช่หรอกครับ พวกเขาเป็นลูกศิษย์ของผม”
“แล้วอาเฉียงล่ะ อาเฉียงไม่กลับเข้าเมืองมาพร้อมกับนายเหรอ” ซ่งเฉินยังถามถึงน้องชายต่อก่อนจะถอนหายใจ “ผ่านไปหลายปีขนาดนี้แล้วเขาไม่คิดจะกลับมาหาครอบครัวบ้างหรือไง นายไปบอกเขาหน่อยเถอะว่าคุณพ่อกับคุณแม่รอเขาอยู่ทุกวัน ฉันก็จนปัญญาที่จะปลอบใจพวกเขาแล้ว”
“คุณลุงกับคุณป้าสบายดีนะครับ” เฟิ่งฟานเปลี่ยนเรื่อง
“เสี่ยวฟาน ตกลงแล้วอาเฉียงกลับมาเมืองหลวงพร้อมนายหรือเปล่า” ซ่งเฉินขมวดคิ้วถาม นอกจากเขาจะเลี้ยงดูน้องชายอย่างซ่งเฉียงมาตั้งแต่เด็ก เขายังเลี้ยงดูเฟิ่งฟานมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน แล้วเขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเวลานี้เฟิ่งฟานกำลังโกหกเขาอยู่
“ถ้ามีเวลาว่างผมจะพาพวกเขาไปหาคุณลุงกับคุณป้าที่บ้านเองนะครับ พวกคุณรอหน่อยก็แล้วกัน” เฟิ่งฟานบอก
“ยี่สิบกว่าปีเข้าไปแล้วยังจะใจแข็งอยู่อีก นายไปบอกเขาเถอะว่าพ่อกับแม่ไม่โกรธเขาแล้ว ส่วนสัญญาหมั้นหมายระหว่างตระกูลซ่งกับตระกูลเจี่ย คุณพ่อกับคุณแม่ของฉันก็ไปขอยกเลิกกับทางตระกูลเจี่ยตั้งนานแล้ว ต่อไปทั้งสองตระกูลจะไม่เอาเรื่องนี้มาบังคับลูกหลานอีก” ซ่งเฉินถอนหายใจก่อนจะเดินไปตบไหล่เฟิ่งฟานหนักๆ อยู่หลายที “นายกลับไปบอกเขาตามนี้ก็แล้วกัน”
เฟิ่งฟานได้แต่มองตามหลังซ่งเฉิน เขาไม่รู้จะบอกความจริงออกไปอย่างไรดีว่าซ่งเฉียงได้จากโลกนี้ไปแล้ว อีกทั้งซ่งหย่วนยังไม่ยอมเปิดใจให้กับครอบครัวของบิดา แล้วเขาที่เป็นคนนอกจะไปพูดอะไรได้ มีเพียงคนเดียวที่จะทำให้ซ่งหย่วนเปลี่ยนใจได้นั่นก็คือจูเสี่ยวลี่ แต่เขาจะไปพูดกับนังหนูเสี่ยวลี่ว่าอย่างไรดีล่ะ เฟิ่งฟานถอนหายใจ