หลังจากเผิงหลงแต่งงานกับหลานซิ่วอิงได้ราว ๆ 3 เดือน เื่ราวเลวร้ายหลายอย่างก็เกิดขึ้นมันอย่างไม่ทันตั้งตัว เื่ร้ายเื่แรกเป็เื่เกี่ยวกับบิดาของมัน ยามนั้น หวู่ฟู่ไชได้ออกเดินทางไปทำการค้าที่เมืองทางใต้ ทว่า...เพราะอายุมาก บวกกับต้องเดินทางไกล ๆ จึงทำให้มหาเศรษฐีเฒ่าเกิดอาการเจ็บป่วยอย่างหนัก หนักถึงขั้นที่ว่าหมอเก่ง ๆ แถวนั้นก็ไม่อาจรักษาได้ สุดท้ายหวู่ฟู่ไช มหาเศรษฐีชื่อดังจึงต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ
ข่าวนี้สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่ หวู่เผิงหลง และคนในสกุลเป็อย่างมาก มันในฐานะบุตรชายคนโตจึงจำต้องเดินทางไปรับศพบิดามาทำพิธีตามประเพณี ทว่า...ยังไม่ทันได้ไปไหน จู่ ๆ ก็มีจดหมายจากสหายเก่าแก่ส่งมาบอกว่า พวกมันทั้งสองกำลังจะแต่งการ พวกมันทั้งคู่ไม่ใช่ใครอื่น จ้าวหยุน และหลิวซินนั้นเอง...
เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของหวู่เผิงหลงซ้ำสอง พึ่งเสียบิดาไปไม่หมาด ๆ ยามนี้ยังต้องมีเสียสตรีที่ตนหมายปองมาั้แ่เยาว์วัยไปอีก ความแค้นปะทุออกจนแทบจะะเิ แต่มันก็จำต้องเก็บทุกอย่างไว้ในใจ ก่อนจะกลั้นใจส่งจดหมายไปยินดีกับเพื่อนรักทั้งสอง ก่อนที่ตัวมันจะเดินทางไปรับศพบิดาในทิศใต้...
เผิงหลงใช้เวลาไปกลับเกือบเดือนเลยทีเดียว ซึ่งพิธีไว้ทุกข์ของหวู่ฟู่ไชก็จัดขึ้นที่คฤหาสน์บ้านเกิดของมันนั่นแหละ งานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะเป็เวลา 49 วัน เมื่อสิ้นสุดการไว้ทุกข์ หวู่เผิงหลงก็รับสืบทอดตำแหน่งผู้นำสกุลคนต่อไปทันที มันยังคงทำการค้ากับหัวเมืองรอบทิศไม่ว่าจะเป็เหนือ ใต้ ออก ตก เฉกเช่นที่หวู่ฟู่ไชเคยทำมาแต่เก่าก่อน ทว่า....ในยามนั้นเองก็เกิดความแห้งแล้งไปทั่ว ชาวบ้านมากมายเดือดร้อน ทำไร่ทำนาไม่ได้ ซึ่งจ้าวหยุน กับหลิวซินสองผัวเมียเองก็เช่นกัน
“ท่านพี่พวกเราจะทำเช่นไรกันดี ขืนเป็แบบนี้คงได้อดตายกันเป็แน่ ดีว่ายามนี้ข้ายังไม่ตั้งครรภ์ ไม่งั้นลูกที่เกิดมาคงลำบากไม่น้อย” หลิวซินเอ่ยขึ้นขณะที่นั่งอยู่ในกระท่อมหลังกับเก่ากับสามีนาง จ้าวหยุนได้แต่นิ่งเงียบเพราะมันเองก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาในครั้งนี้อย่างไรเหมือนกัน ทว่า...ในยามนั้นเองก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งเอ่ยเรียกดังขึ้นจากภายนอก
“ในกระท่อมมีใครอยู่หรือไม่” สองผัวเมียสกุลจ้าว ถึงกับตาเบิกกว้าง ที่เป็เช่นนั้นไม่ใช่เพราะใ หากแต่มันทั้งคู่ทราบว่าเสียงผู้ใดต่างหาก ทั้งสองจึงพลันออกมาหาด้วยความตื่นเต้น ซึ่งคนที่ว่าก็ไม่ใช่ใคร หวู่เผิงหลงนั้นเอง
“เผิงหลงเป็เ้าจริง ๆ เ้าเป็อย่างไรบ้างสบายดีหรือไม่” จ้าวหยุนระบายยิ้มกว้างก่อนเอ่ยถาม
“แน่นอนจ้าวหยุนสหายรักของข้า ข้าสบายดี แต่ดูเหมือนพวกเ้าทั้งสองจะไม่ดีสักเท่าไหร่น่ะ หากดูจากสีหน้าแล้ว”
“ก็อย่างที่เ้าทราบเผิงหลงยามนี้เกิดความแห้งแล้งไปทั่ว ไร่นาไม่ได้ พืชผลแทบไม่ออกดอกแล้วพวกข้าจะสบายได้อย่างไร” หลิวซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา ใบหน้าเศร้าสร้อย เผิงหลงยิ่งเห็นมันก็ยิ่งเจ็บแค้น นี่ถ้าสมัยก่อนหลิวซินเลือกมันเป็ผัว มีหรือที่ยามนี้นางจะต้องมาตกระกำลำบากกับไอ้กระจอกจ้าวหยุนผู้นี้ เผิงหลงได้แต่คิดในใจ ก่อนจะแสร้งยิ้ม พร้อมเอ่ยด้วยถ้อยคำที่จอมปลอมถึงสิบสองส่วน
“โอ้ น่าเห็นใจพวกเ้าทั้งสองผัวเมียยิ่งนัก เราสามคนนับว่าเป็สหายเก่าแก่เล่นกันมาั้แ่เด็ก ๆ เห็นแบบนี้แล้วข้าปวดใจยิ่งนัก เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ เ้าทั้งคู่มาทำงานกับข้า” พอจ้าวหยุน กับหลิวซินได้ฟังคำของเผิงหลง พวกมันสองผัวเมียก็ตาเบิกกว้าง
“งานหรือ? เ้าจะให้งานพวกข้าสองคนทำจริงหรือ...”
“ถูกต้องสหายรักของข้า หลิวซินนั้นเป็สตรีนางน่าจะพอทำงานเป็แม่ครัว หรือทำงานปัดกวาดเช็ดถูเล็กน้อยในคฤหาสน์ได้ ส่วนจ้าวหยุน ด้วยรูปร่าง และพละกำลังของเ้าแบบนี้ช่างเหมาะจะเป็ คนคุ้มกันสินค้าของข้ายิ่งนัก อีกสามวันข้ามีสินค้าต้องไปส่งให้พ่อค้าที่เมืองทางใต้พอดี ทว่า...มีข่าวลือว่าเส้นทางที่ต้องผ่านมีพวกโจรชุมนัก หากมีคนคุ้นกันสินค้าเพิ่มขึ้นข้าคงวางใจไม่น้อย” เผิงหลงกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง ซึ่งตอนแรกจ้าวหยุนก็เตรียมจะพยักหน้าตกปากคำ ทว่า...หลิวซินกลับดึงแขน แล้วบอกว่าขอคิดดูก่อนอีก 1 วันจึงจะให้คำตอบ เผิงหลงนั้นไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้ว เพราะเป็การตัดสินใจของหลิวซิน สตรีที่มันหมายปองมาตลอด
ตกกลางคืนสองผัวเมียจึงมานั่งปรึกษากัน
“เหตุใดเ้าถึงไม่ให้ข้าตอบตกลงเผิงหลงไป” จ้างหยุนเอ่ยถาม
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันท่านพี่ แต่ท่าทางของเผิงหลงดูไม่น่าไว้ใจ ท่านก็ทราบดีไม่ใช่หรือ ว่าเขาเป็คนเช่นไร”
“เื่นั้นข้ารู้ดีแต่นั่นก็นานมาแล้วนะ ยามนี้เขาอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ อีกทั้งตัวเขาเอง กับตัวเ้าเองก็แต่งงานออกเรือนแล้วทั้งคู่ ไอ้เื่ในสมัยก่อนข้าว่ามันอาจจะไม่มีแล้วก็ได้ เ้าก็อย่าหวาดระแวงเขาเกินไปเลย ยามนี้เราสองกำลังลำบากนะเ้าอย่าลืมสิ หลายคนแถวไม่มีโอกาสโชคดีอย่างเรา ในเมื่อ์เมตตาแล้วพวกเราก็ควรคว้าไว้ไม่ใช่รึไง” คำพูดของจ้าวหนุนทำเอาหลิวซินนั่งนิ่งไปชั่วขณะ ห้าส่วนที่นางไม่ไว้ใจเผิงหลง แต่อีกห้าส่วนก็คิดว่าสิ่งที่สามีกล่าวออกมานั้นถูกต้อง ยามนี้หลายคนกำลังลำบาก และไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก แต่พวกมันสองคนมี ดังคำกล่าวที่ว่า ผู้กำลังจมน้ำ เมื่อเห็นขอนไม้ใหญ่ลอยผ่านมา แล้วไม่ฉวยคว้าเอาไว้ ก็นับว่าโง่เง่านักหนา
พอหลิวซินคิดได้ดังนั้นนางจึงระบายยิ้มกว้างให้สามี ก่อนบอกว่าพรุ่งนี้ จะไปหาเผิงหลงด้วยกัน
วันต่อมา
“โอ้ สหายรักของข้าทั้งสองพวกเ้า ตอบตกลงทำงานกับข้าแล้วใช่หรือไม่” หวู่เผิงหลงเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
“ใช่แล้วเผิงหลง ข้ากับหลิวซินตกลงจะทำงานกับเ้า”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ วิเศษ วิเศษนัก การได้ทำงานกับเพื่อนรักอีกครั้ง นับว่าข้ามีวาสนาจริง ๆ พ่อบ้านเซิน !!!”
“ขอรับคุณชาย”
“เดี๋ยวเ้าจัดการพาหลิวซินไปห้องพัก และแจกแจงรายละเอียดงานให้นางฟัง ส่วนจ้าวหยุน เ้าไปกับข้า ข้าจะแนะนำคนอื่น ๆ ในการเดินทางให้รู้จัก จากนั้นจะได้ออกเดินทางเลย” เผิงหลงยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ พ่อบ้านเซินค้อมศีรษะอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินไปหาหลิวซิน ทว่า....จ้างหยุนนั้นเบิกตากว้างด้วยความงุนงง
“เดินทางเลย? หมายความว่าอย่างไรเผิงหลง ไหนเ้าบอกอีกสามวัน หรือก็คือเหลืออีกสองวันไม่ใช่หรือ” จ้าวหยุนเอ่ยถามขึ้น เผิงหลงชะงักนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนมันจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก กับท่าทางมีพิรุธ
“อะ... อ๋อ ใช่ ใช่ เมื่อวานข้าบอกสามวันสินะ แต่เมื่อเช้าพึ่งมีจดหมายจากพ่อค้าเมืองทางใต้ส่งมาบอกข้าว่า ให้เร่งเดินทางไว ๆ เพราะพวกเขา้าสินค้าด่วน และหากไปส่งไว ดูเหมือนเขาจะจ่ายเพิ่มให้ด้วย เ้าไม่ต้องงงไปหรอก มา ๆ สหายข้า พวกเราไปกันเถิด” หวู่เผิงหลงพยายามพูดตัดบท ก่อนจะเดินตรงมาหาจ้าวหยุนออกจากห้องโถงไปอย่างรวดเร็ว ในยามนั้นเองหลิวซินได้เหลียวมามองแผ่นหลังของสามี ก่อนนางรู้จะสึกใจหายแปลก ๆ คล้ายกับว่านี่อาจเป็ครั้งสุดท้ายที่ตนเองจะได้พบกับ จ้าวหยุน...
จบบท