“พี่…ผมทำได้ไหม” เสียงแหบพร่าของเกียกกายกระซิบข้างหูของธาริณีความรักและความต้องการทางร่างกายเอ่อล้นออกมาจนไม่อาจหักห้ามใจนี้ได้
“อือ…”ธาริณีตอบกลับด้วยเสียงจากในลำคอ ร่างกายในตอนนี้สั่นเทิ้มไปทั้งตัว การหายใจเริ่มถี่ขึ้นโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้
เมื่อดวงตาของทั้งสองประสานกันต่างก็รับรู้ได้ว่าต้องการกันและกันมากเพียงใดริมฝีปากของทั้งคู่ต่างลองลิ้มชิมรสความหวานของกันและกันผู้ที่อยู่ด้านบนเริ่มขยับใบหน้ามาซุกไซ้ข้างลำคอคนด้านล่าง และค่อย ๆไล่เลียงชิมส่วนต่าง ๆ จนรู้สึกพอใจ แม้แขนจะใช้ได้เต็มที่เพียงข้างเดียวแต่ก็ยังมีความสามารถมากพอสำหรับเรื่องนี้
“อ๊ะ…”น้ำตาของหญิงสาวไหลซึมออกมาโดยอัตโนมัติแม้ครั้งนี้จะทำให้เจ็บจนแทบจะทนไม่ไหวแต่ก็รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ทำสิ่งนี้กับคนที่ตนรัก
“พี่เจ็บไหม…”เกียกกายหยุดชะงักเมื่อเห็นน้ำตาของธาริณี
“ไม่เป็นไรทำต่อเถอะ” มือทั้งสองข้างของหญิงสาวเกาะหลังฝ่ายตรงข้ามจนแน่นทั้งยังฝากรอยเล็บไว้บนแผ่นหลังนั้นเพื่อลดความเจ็บลงได้บ้าง
“อือ…”เสียงกระเส่าที่เกิดขึ้นภายในลำคอของธาริณี ทำให้เกียกกายก้มลงไปประทับริมฝีปากบนหน้าผากเพื่อเป็นการปลอบประโลม
“อย่าเกร็งนะครับพี่ผมรักพี่นะ ผมจะไม่ทิ้งพี่ไปไหน” เสียงแหบพร่าแต่บนไปด้วยความหวานทำให้ผู้ฟังรู้สึกคล้อยตาม
เกียกกายขยับร่างกายไปมาอย่างช้าๆ ความรักลึกซึ้งในครั้งแรกของกันและกันเริ่มหล่อหลอมให้ร่างกายของทั้งคู่กลายเป็นหนึ่งเดียวกันในที่สุดเสียงขาเตียงเสียดสีกับพื้นไม้ประหนึ่งเป็นเสียงเพลงบรรเลงรักของคนทั้งคู่ที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้
วันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 09.53 น.
“พี่ครับ…ลุกไหวรึเปล่า” เกียกกายกระซิบข้างหูธาริณีที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่ขยับไปไหน “พี่…คือ คือผมขอโทษนะ ผมเห็นพี่เลือดไหลแล้วรู้สึกใจคอไม่ดีเลย พี่เจ็บมากไหมแต่ผมก็รักพี่มากนะ เมื่อเช้าพอผมเห็นพี่แล้วก็อดใจไม่ไหวจริง ๆผมขอโทษนะที่ผมห้ามใจตัวเองไม่ได้” ธาริณียังคงนอนนิ่งไม่ตอบโต้ใด ๆ
“พี่ทำไมไม่พูดกับผมพี่…” ชายหนุ่มเริ่มพูดเสียงดังขึ้น พร้อมเขย่าตัวหญิงสาวไม่หยุดถ้าธาริณีไม่ตอบคงจะโวยวายไม่หยุดตามนิสัยเดิม
“พอแล้วกายเลิกเขย่าได้แล้วพี่ก็แค่เหนื่อย ขาอ่อนแรงไปหมดแล้วเนี่ย ขอนอนต่ออีกนิดไม่ได้เหรอ”ธาริณีลืมตาขึ้นมาตอบเกียกกายด้วยสีหน้าอิดโรย
“อ้าว…ผมเห็นพี่เงียบไปตั้งนาน พี่ไม่ได้โกรธผมหรอกเหรอ”ความสดใสเริ่มเปล่งประกายขึ้นในดวงตาของเกียกกายเมื่อรู้ว่าไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตนคิดไว้
“ถ้าพี่โกรธแล้วจะมานอนอยู่ตรงนี้เหรอแล้วอีกอย่างก็ไม่รู้ว่าจะโกรธเรื่องอะไร ในเมื่อพี่ก็ยอมให้กายทำเอง”ชายหนุ่มขยับตัวหญิงสาวให้เข้ามานอนในอ้อมกอดของตน และกอดไว้จนแน่นแนบหน้าอก
“ถ้าเกิดพี่มีเจ้าตัวเล็กขึ้นมาผมจะรับผิดชอบพี่เอง” เกียกกายพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นไหมพี่มีกายอยู่แค่คนเดียวนะ ถ้ากายไม่รับผิดชอบพี่พี่ไม่ยอมจริง ๆ ด้วย”หญิงสาวทำปากจู๋แกล้งงอนชายคนรัก ยิ่งทำให้ดูน่ารักน่าทะนุถนอม
“ดีใจจังที่ได้ยินแบบนี้หรือว่าเราจะแต่งงานกันเลยดีไหมพี่ ผมอยากมีพยานความรักของเราเร็ว ๆ จัง”ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนได้เป็นเจ้าของร่างกายของธาริณีอย่างเต็มตัวยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้หัวใจพองโต จึงแสดงน้ำเสียงดีใจยิ่งกว่าลิงโลดออกมา
"อย่าเว่อร์ให้มากไอ้กาก" หญิงสาวพูดพลางเผยอมยิ้มน้อย ๆ
“ผมพูดจริงๆ นะ เราแต่งงานกันไหม ผมรอไม่ไหวแล้วอะ ถ้าพี่ตกลงวันนี้เราไปซื้อแหวนกันเลย"ธาริณีนิ่งเงียบไปสักครู่และถามเกียกกายกลับด้วยน้ำเสียงจริง
“กายพี่พูดตามตรงนะ”เกียกกายพยักหน้าตอบรับ
“งานการกายก็ไม่ได้ทำไม่ต้องพูดถึงเลี้ยงพี่หรอก ถ้ามีลูกขึ้นมาเราจะเลี้ยงไหวรึเปล่าพี่ยังมีแม่กับเจ้าทีที่ต้องดูแลอยู่นะ”
“โถ่พี่นึกว่าเรื่องอะไรถึงผมจะไม่ได้ทำงานแต่ผมก็รวยมากนะครับ เงินเก็บผมก็มีตั้งเยอะแยะ ไหนจะเงินกงสีที่ผมได้จากครอบครัวอีกเลี้ยงพี่ได้สบายโดยที่พี่ไม่ต้องทำงานเลยด้วยซ้ำหรือถ้าพี่อยากให้ผมกลับไปทำงานที่บ้าน ผมก็จะกลับไป”
“จ้าพ่อคนรวย…แต่เราเพิ่งคบกันไม่นานเท่าไร มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอแค่ตอนนี้เราก็ข้ามขั้นมาไกลแล้วนะ”
“แต่ผมรักพี่มาสิบกว่าปีแล้วนะจนตอนนี้พี่ก็อายุสามสิบแล้วอะ มันไม่เร็วไปหรอกพี่ นะนะนะ ผมอยากอยู่กับพี่อยากตื่นมาเจอหน้าพี่ทุกวัน อยากนอนกอดพี่ทุกวันแล้วอะ ผมไม่อยากรอแล้ว”เกียกกายพูดด้วยน้ำเสียงงอแงเหมือนเด็กอยากได้ของเล่น แต่ลึก ๆภายในใจของธาริณีก็อยากให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
“ก็ได้ๆ ถ้างั้นพี่ขอคุยกับแม่ก่อนนะ”
“ให้ผมไปพูดด้วยไหม”เกียกกายยิ้มแป้นในคำตอบที่ได้รับจากธาริณี
“ไม่ต้อง”
“งั้นผมขอมัดจำไว้ก่อนละกันนะเพื่อเป็นคำสัญญาว่าพี่ไม่ได้โกหก” เมื่อสิ้นเสียงพูด บทบรรเลงรักก็เริ่มต้นขึ้น ความหวานล้ำลึกแทรกซึมสู่ร่างกายของคนทั้งคู่จนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง