เขายังเอ่ยไม่ทันจบเสียงก็กลืนหายลงไปในลำคอสีหน้าเขาหวาดกลัวราวกับได้เห็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนโลกใบนี้ ั์ตาเบิกโพลงจนเกือบจะหลุดออกมาจากเบ้าฟันบนและล่างกระทบกันรุนแรงจนดังกึกๆ
เขาเห็นจ้าวหันวิ่งมาหาเขาอย่างบ้าคลั่งราวกับเจอปีศาจร้ายขณะวิ่ง เนื้อบนตัวก็ร่วงลงพื้นราวกับสายฝนที่เทลงมาจนเกิดเสียงดังซู่ๆและที่น่ากลัวที่สุดก็คือ เนื้อบนใบหน้าจ้าวหันร่วงเกือบหมดแล้วแต่ตัวเขากลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตัวเองเลยสักนิดเดียว
เขาลนลานพุ่งมาตรงหน้าฟางฉีมือสองข้างที่กระตุกอย่างผิดปกติคว้าหมับเข้าที่ไหล่ของฟางฉี พลางโหยหวนว่า"พี่ใหญ่ มีผี ข้างหน้านั่นมีผี!!”
เขาะโโวยวายเสียงดังอย่างตื่นตระหนกกรามอ้ากว้างเล็กน้อยจึงรั้งเนื้อหนังบนใบหน้าทั้งหมดให้ร่วงลงมาในที่สุด
เสียงแปะดังผิวหน้านี้ถึงกลับหล่นใส่หน้าฟางฉี!
คราวนี้ทั้งสองคนล้วนตะลึงค้าง!
ฟางฉีหนาวะเืจนขนทั่วร่างลุกชันเขายื่นมือสั่นระริกออกไปดึงผิวหน้าชุ่มเืนั้นออกจากใบหน้าตัวเอง และมองหัวกะโหลกโชกเืที่โยกไปมาตรงหน้าเขาใจนตาเกือบจะถลน น้ำตารินไหลออกมาอย่างหยุดไม่อยู่
แต่จ้าวหันกลับมองผิวหน้านั่นอึ้งๆเขายืนอยู่ที่เดิม พลางถามออกมาราวกับคนโง่ “นี่คืออะไรน่ะ”
เขามองฟางฉีอึ้งๆแล้วเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ในมือพี่คืออะไรเหรอ”
ฟางฉีลิ้นแข็งจะพูดอะไรออกมาได้เสียที่ไหน ร่างกายที่อ่อนปวกเปียกทรุดลงไปนั่งบนพื้นราวกับปุยนุ่นกองหนึ่งเขามองจ้าวหันด้วยความหวาดกลัว พร้อมกับใช้มือและเท้าช่วยดันตัวให้ถอยหลังไป
จ้าวหันหันหน้าไปมองหญิงสาวที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งก็เห็นเธอเบิกตาคู่หนึ่งมองมาทางเขาด้วยความกลัวและใตัวสั่นเช่นกันกระทั่งส่วนสำคัญบนร่างกายก็ลืมปิดไปแล้ว สนใจแต่กรีดร้องเสียงดังเท่านั้น
สายตาของฟางฉีกับหญิงสาวคนนี้มองจนจ้าวหันรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเขาค้นพบว่าตัวเองผิดปกติได้รางๆแต่กลับมองไม่เห็นว่าตรงไหนของตัวเองที่ผิดปกติกันแน่ เขาทั้งร้อนรนและกลัวจึงตะคอกว่า “บอกมา รีบบอกมาเร็วเข้าว่านี่คืออะไร!”
เขาเพิ่งจะเอ่ยจบก็ได้ยินเสียงตุบดังลอยมาจากข้างเท้า ฟางฉีกับหญิงสาวใจนกรีดร้องออกมาพร้อมกัน
จ้าวหันก้มหน้ามองก็เห็นลูกตาสีขาวอ่อนนุ่มลูกหนึ่งที่เปื้อนเืเล็กน้อยกำลังกลิ้งไปมาอยู่ข้างเท้าจากนั้นลูกตาก็หงายขึ้นมาจ้องเขาจากพื้น!
“นี่หรือว่านี่ หรือว่าคือ...” จ้าวหันร่างกายสั่นเทา มือเขาสั่นเทิ้ม ขณะที่ยื่นมือไปลูบใบหน้าตัวเองช้าๆ
เมื่อมือแตะถูกใบหน้าก็รู้สึกว่าฝ่ามือเหนียวเหนอะราวกับมีแอ่งโคลนแอ่งหนึ่งเขาออกแรงจับแล้วก้มหน้ามอง ก็เห็นว่าในฝ่ามือคือเศษเนื้อแดงฉานกองหนึ่ง! “นี่ นี่คือของฉันเหรอ”
เขาส่งเสียงร้องโหยหวนที่น่าเวทนายิ่งออกมาแล้วยกมือที่สั่นเทาขึ้นไปจับเบ้าตาซ้ายตัวเอง! ข้างในนั้นกลวงโบ๋ ไม่มีอะไรเลย!
จ้าวหันไม่รู้สึกเ็ปเลยสักนิดเดียวกระทั่งความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่มี เขาทำได้แค่มองเนื้อบนร่างกายร่วงลงไปทั้งอย่างนั้นความรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้ทำให้หัวใจคนไร้ความรู้สึกลำคอเขามีเสียงครืดคราดดังขึ้นมาชั่วครู่หนึ่งทำให้คนแยกไม่ออกว่าเขากำลังโหยหวนหรือว่าร้องไห้เขาควบคุมร่างกายที่สั่นระริกของตัวเองให้นั่งยองๆ ด้วยท่าทางบิดเบี้ยวแปลกๆ เหมือน้าจะเก็บลูกตาที่อยู่บนพื้นลูกนั้น
แต่เขาเพิ่งจะนั่งยองๆด้านหลังกลับก็มีคนห้อตะบึงมา เท้านั้นเหยียบลงบนลูกตาชุ่มเืลูกนั้นดัง “เผละ”จนแตกเป็น้ำและเืแอ่งหนึ่ง
จ้าวหันเดือดดาลเขาลุกขึ้นมาแล้วพุ่งไปทางคนผู้นั้นราวกับิญญาพยาบาทที่้าเอาชีวิตคน ลำคอส่งเสียงร้องคำรามราวกับสัตว์ร้าย“ตาของฉัน แกเหยียบตาฉันเละ ชดใช้ตาให้ฉันซะ!!”
แต่เมื่อเขาเห็นคนผู้นั้นกลับตะลึงค้างไปทันทีจากนั้นก็ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวออกมาพร้อมกับฟางฉีและหญิงสาวคนนั้น
คนที่วิ่งห้อมาก็คือซุนอวิ๋นปัวเขาดิ้นรนหนีออกมาจากเงื้อมมือของถังชวนมาหาฟางฉีสุดชีวิตแต่กลับเห็นโครงกระดูกที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยเืเนื้อพุ่งมาทางเขาอย่างบ้าคลั่ง
เขาตระหนกใจึงส่งเสียงร้องชวนสังเวชใจที่สะท้านฟ้าะเืดินออกมาพร้อมกับสามคนนั้น
ซุนอวิ๋นปัวเห็นสภาพของจ้าวหันแล้วก็เกือบจะใตายแต่ตัวเขาเองกลับคิดไม่ถึงว่า สภาพของเขานั้นแปลกและน่าสยดสยองยิ่งกว่าจ้าวหันเสียอีก
ภายใต้แสงจันทร์เย็นเยียบซุนอวิ๋นปัวในตอนนี้ดูเหมือนกับศพที่ตายไปนานมากแล้วร่างหนึ่งิัทุกตารางนิ้วล้วนเป็สีขาวอมเทาที่ไร้พลังชีวิต ร่างเขาพองบวม เส้นเืทุกเส้นบนร่างกายบวมจนเหมือนลูกบอลน้ำคล้ายกับว่าพร้อมจะะเิออกได้ตลอดเวลา และที่น่ากลัวที่สุดก็คือิับนร่างกายเขาหลายแห่งถูกทำให้บวมจนปริแตก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อสีขาวจั๊วะด้านในนั้นไม่มีเืแม้แต่หยดเดียว หากมองให้ละเอียด ก็จะเห็นว่ามีหนอนจำนวนนับไม่ถ้วนชอนไชแทะกินอยู่ใต้ิัไปทั่วโดยเฉพาะทวารทั้งเจ็ด[1]ของเขาบริเวณขอบอวัยวะเ่าั้นั้นมีหนอนตัวเล็กๆ โผล่ร่างออกมาบิดตัวดิ้นรนไปมาอยู่ข้างนอก...
ยามค่ำคืนตรอกเล็กๆ ที่ลึกและแคบได้กลายสภาพเป็นรก ในที่สุดจ้าวหันกับซุนอวิ๋นปัวก็เสียสติ!
คนหนึ่งพยายามโกยเืเนื้อบนร่างกายของตัวเองที่หล่นลงบนพื้นยัดกลับเข้าไปในร่างส่วนอีกคนออกแรงจับร่างกายโป่งพองของตัวเองเอาไว้เพื่อจะดึงหนอนบนตัวออกมาให้หมดแต่ยิ่งดึง หนอนที่ชอนไชอยู่ในร่างก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เขานั่งลงบนพื้นคว้านท้องตัวเองเป็รูขนาดใหญ่แล้วควักออกมาอวัยวะทั้งหมดข้างในนั้นล้วนถูกกินไปหมดแล้ว เมื่อมองเข้าไปทั้งหมดนั่นเต็มไปด้วยสีดำเทาของหนอนที่คืบคลานอยู่
ฟางฉีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันถึงฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุดเขามองสองคนที่ควักร่างตัวเองจนกลายเป็โครงกระดูกกับมือตัวเองทั่วร่างเขาไร้ความรู้สึกไปแล้วมือเท้าชาเสียจนเหมือนไม่ใช่อวัยวะส่วนหนึ่งของตัวเอง
เขาทรุดตัวลงไปกองกับพื้นดิ้นไปมาราวกับหนอนตัวหนึ่ง คิดจะหนีไปจากนรกที่น่ากลัวนี้ตามสัญชาตญาณ
เขากลัวเสียจนลืมดึงกางเกงตัวเองขึ้นมาเข็มขัดที่พาดอยู่บนข้อเท้าเขาครูดไปกับพื้นจนเกิดเสียงครืดๆ ดังแสบแก้วหู
หนีต้องหนีออกไปจากที่นี่!
ฟางฉีคลานผ่านจ้าวหันกับซุนอวิ๋นปัวไปคลานอยู่กลางเืเนื้อที่เน่าเหม็นกองหนึ่งกับทะเลหนอนที่น่าขยะแขยงเขาอาเจียนพลางตัวกระตุก ร่างกายแข็งทื่อและบิดเบี้ยว ทุกๆการเคลื่อนไหวของเขาแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติและบ้าคลั่ง
ผู้ชายคนนี้ดิ้นรนอยู่ระหว่างชายขอบของความหวาดกลัวและการเสียสติสุดชีวิต
ถนนสั้นๆเส้นหนึ่งในยามปกติ ตอนนี้กลับไกลราวกับคูน้ำสายหนึ่งไกลจนไม่อาจไปถึงจุดหมายปลายทาง!
ฟางฉีก็ไม่รู้ว่าดิ้นรนอยู่นานแค่ไหนแต่แล้วเขาก็พลันเห็นเท้าคู่หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขาเงียบๆ
เขาไม่รู้ว่าเท้าคู่นี้ปรากฏขึ้นั้แ่เมื่อใดมันยืนอยู่ตรงนี้เงียบๆ มาโดยตลอด เฉยชาราวกับแสงจันทร์สีขาวสว่างบนท้องฟ้า?หรือว่ามาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขากะทันหันอย่างน่าประหลาดราวกับภูตผีในยมโลกกัน?
นี่เป็เท้าที่ไม่ใหญ่สวมรองเท้ากีฬาเก่าคู่หนึ่ง มองออกเลยว่าเ้าของของมันเป็เด็กหนุ่มที่อายุไม่มากคนหนึ่งรองเท้าคู่นี้ธรรมดาทั่วไป ไม่มีจุดที่ควรค่าให้คนสนใจ แต่เมื่อเ้าของของมันสวมมันแล้วยืนอยู่ตรงหน้าเขาเงียบๆก็มีความน่าเกรงขามอันโดดเด่นที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า
ตอนนี้การที่มันอยู่ภายใต้แสงจันทร์มืดสลัวเงียบๆนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจร้ายตนใดเสียอีก!
ความหนาวเย็นะเืแล่นผ่านกระดูกสันหลังของฟางฉีเพียงแค่เสี้ยวพริบตาเขาก็เข้าใจว่าเื่ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเมื่อครู่ทั้งหมดนั้นเป็ผลงานชิ้นเอกของใคร!
ฟางฉีร่างสั่นเทิ้มน้ำลายหยดลงบนพื้นเย็นเฉียบ เขาถึงขั้นไม่กล้าเงยหน้ามองเ้าของรองเท้าคู่นี้เขากลัวว่าหัวใจของตัวเองจะรับภาพเหตุการณ์น่าหวาดกลัวใดๆ ไม่ได้อีก
เขาหน้าซีดเผือดตัวสั่นระริกเหมือนกับนักโทษที่รอความตายคนหนึ่ง
เสียงสะอื้นร่ำไห้ดังขึ้นเหนือศีรษะฟางฉีราวกับมีภูตผีจำนวนนับไม่ถ้วนวนเวียนร่ายรำอยู่เหนือศีรษะเขาเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหูราวกับรอยยิ้มเย้ยหยันของเทพแห่งความตายผู้ดุร้าย
ฟางฉีรู้สึกได้ว่ามีลมเย็นๆที่เย็นเยียบเหมือนใบมีดพัดผ่านข้างกายไปวูบหนึ่ง สายลมนี้พัดวนอยู่รอบตัวเขาคล้ายกับสัตว์ป่าที่เดินวนรอบเหยื่อของตัวเองขณะที่มองอย่างระแวดระวังก็ส่งเสียงคำรามต่ำๆ ออกมา
“เหนือหัวฉันจะไปมีอะไรได้จะมีอะไรได้!!”
เสียงร่ำไห้เสียงสายลมเสียงโหยหวนของิญญาผสมปนเปกับเสียงกรีดร้องที่น่าสังเวชใจของจ้าวหันกับซุนอวิ๋นปัวเหมือนดั่งแอ่งน้ำวนขนาดั์แอ่งหนึ่งที่ดึงกระชากเส้นประสาททุกเส้นของฟางฉีไม่หยุดเขาสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัว ปากก็พูดอะไรไม่ออกสักคำเขาทำได้แค่มองเงาร่างขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นมาจากพื้น มือถือเคียวโค้งเล่มหนึ่งชูขึ้นสูงกลางอากาศแล้ววาดลงมาอย่างแรงท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและน่าสยดสยอง...
[1] ทวารทั้งเจ็ด หมายถึง สองตา สองหู สองรูจมูก และหนึ่งปาก