ร่างที่แหลกละเอียดของนักรบศิลาทั้งสามร่วงหล่นสู่พื้นและสลายกลายเป็นลำแสงหายไปอย่างไร้ร่องรอยแม้ว่าจะกำจัดศัตรูที่มีระดับเดียวกัน แต่พวกเขาทั้งสามยังไม่ได้ผ่อนคลายลงเพราะเรื่องนี้แต่อย่างใดพวกเขาเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ เส้นทางที่ทอดยาวไปข้างหน้ามองดูแล้วเหมือนทางเดินธรรมดาแต่พวกเขาก็ไม่อาจผ่อนคลายลงได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเจอกับเหตุการณ์ใดบ้าง
เพียงชั่วไม่ถึงสิบลมหายใจหลังจากที่ทั้งสามจัดการกับนักรบศิลาลงได้เบื้องหน้าชายหนุ่มทั้งสามพลันปรากฏลูกแสงสีเขียวเก้าดวงพุ่งตรงเข้ามาทันทีมันกลายร่างเป็นนักรบศิลาทีมีรูปร่างเหมือนกับสามตนก่อนหน้าพวกมันยกดาบหินขึ้นมาพุ่งตรงมายังทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าจำนวนจะมากขึ้นแต่ความแข็งแกร่งของนักรบศิลาพวกนี้กลับอยู่ในระดับสวรรค์ เช่นเดิมชายหนุ่มทั้งสามก้าวออกไปด้านหน้าเฟิ่งหยูตวัดดาบราชันออกไปอย่างรวดเร็วปราณดาบราวกับมังกรพุ่งทะยานออกไปด้วยความรุนแรงและหนักแน่นนักรบศิลาสี่ตัวถูกทำลาย แตกละเอียดเป็นเศษชิ้นส่วนจำนวนมากมายทันที
องค์ชายอานฉวนร่ายรำเพลงกระบี่พร้อมปลดปล่อยลำแสงกระบี่ตัดผ่านศีรษะของนักรบศิลาสามตัวอย่างรวดเร็ว องค์ชายสามรวบรวมลมปราณผสานเข้ากับขวานยักษ์ฟาดฟันลำตัวของนักรบศิลาที่เหลืออีกสองตัวจนแหลกละเอียดนักรบศิลาทั้งเก้าตัวถูกจัดการลงในพริบตา ความดุดันและการโจมตีของทั้งสามคนนั้นมิใช่สิ่งที่นักรบศิลาจะต้านทานเอาไว้ได้เลยพวกมันต่างสลายกลายเป็นลำแสงหายไปทันที
อีกสิบลมหายใจต่อมาลำแสงสีเขียวสดใสก็สาดประกายขึ้นมาเบื้องหน้าของชายหนุ่มทั้งสามคนอีกครั้งคราวนี้กลับมีถึงสิบแปดดวงความแข็งแกร่งของนักรบศิลาพวกนี้ยังอยู่ในระดับสวรรค์ทั้งหมดเช่นเดิมแต่การสู้รบกับจำนวนที่มากกว่าเช่นนี้จึงเป็นเรื่องยากสำหรับคนอื่นหากเป็นคนอื่นคงต้องสิ้นหวัง และท้อถอยอย่างแน่นอนแต่สำหรับเฟิ่งหยูและองค์ชายทั้งสองหาเป็นเช่นนั้นไม่พวกเขาเตรียมพร้อมสู้รบอยู่ตลอดเวลา
“เจองานช้างเข้าแล้วไหมละเตรียมตัวลุยให้พร้อม ไม่ต้องสนใจพวกมันไม่ใช่มนุษย์ ทำลายให้หมดก็พอ”เฟิ่งหยู่กล่าวขึ้นมา
นักรบศิลาทั้งสิบแปดตนปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขาทั้งสาม ใบหน้าทั้งสามคนเคร่งขรึมกระชับอาวุธในมือแน่น พร้อมกับทะยานออกไปอย่างรวดเร็วและพร้อมเพียงกันเฟิ่งหยูอัดพลังปราณพร้อมผสานเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์เข้าไปในดาบราชันย์ฟาดฟันออกไป
ปั้ง ปั้ง ปั้ง ปั้ง!!!
นักรบศิลาสี่ตนถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเศษหินลอยกระจายไปทั่วบริเวณ ดาบหินหลายเล่มฟาดฟันเข้าใส่เฟิ่งหยูจากด้านหลังโดยที่ไม่แม้แต่จะหันไปเหลือบมอง เฟิ่งหยูชี้นิ้วไปยังด้านหลังทันที
“ตัดมิติ”
แคร๊กกก....
มิติด้านหลังที่เฟิ่งหยูชี้ไปพลันแยกออกจากกันเป็นทางยาวกว่าสองวา(สี่เมตร) นักรบศิลาจำนวนกว่าสามตนถูกตัดขาดออกจากกันโดยทันที
องค์ชายอานฉวนพุ่งออกไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วและฟาดฟันกระบี่ออกไปทันทีเสียงกระบี่กระทบกับนักรบศิลาดังกึกก้อง ห้านักรบศิลาถูกบดขยี้พร้อมๆ กันในขณะนั้นเฟิ่งหยูก็ได้ร้องเตือนองค์ชายทั้งสองขึ้น
“พวกท่านพยายามจำกัดการใช้พลังลมปราณให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้พวกท่านสังเกตไหมว่าจำนวนของพวกมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่ารอบหน้าจะมีจำนวนมากมายเท่าไหร่”
สู้กับคู่ต่อสู้จำนวนมาก แม้จะเป็นเพียงนักรบศิลาแต่การต่อสู้ยังคงหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาทั้งสามใช้เวลาในการจัดการกับนักรบศิลาในรอบนี้ไม่นานมากนักก็สามารถจัดการได้ทั้งหมดก่อนที่พวกมันจะกลายเป็นลำแสงลอยหายไปอีกครั้ง
เฟิ่งหยูและองค์ชายทั้งสองคนเดินหน้าต่อไปเพียงแค่สิบลมหายใจต่อจากนั้น ลำแสงสีเขียวสดใสก็ส่องประกายขึ้นตรงหน้าของเขาอีกครั้งแต่ครั้งนี้มีมากถึงสามสิบสองดวงคราวนี้มันลอยมาล้อมพวกเขาทั้งสามเอาไว้หมดทุกทางก่อนจะกลายเป็นนักรบศิลา
องค์ชายสามรีบกวัดแกว่งขวานทะยานเข้าหาเหล่านักรบศิลาที่อยู่ด้านหน้า การกวัดแกว่งขวานขององค์ชายสามมันยังคงรุนแรงและเกรี้ยวกรดเช่นเดิมการฟาดฟันแต่ละครั้งทำลายนักรบศิลาอย่างต่อเนื่อง
องค์ชายอานฉวนไม่รอช้าเช่นกันเขาร่ายรำเพลงกระบี่ในทันที่เมื่อมองเห็นเหล่านักรบศิลาอยู่ตรงหน้า
“ค่ายกลหมื่นกระบี่ผันแปร”กระบี่เพียงหนึ่งเดียวขององค์ชายอานฉวนเพิ่มจำนวนนับหมื่นลอยเต็มท้องฟ้าเสียงกรีดของสายลมที่กระบี่ตัดผ่านอากาศทำให้นักรบศิลาถูกทำลายตัวแล้วตัวเล่าก่อนที่พวกมันจะมีโอกาสเข้าใกล้
เสียงระเบิดดังอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนเฟิ่งหยูกวัดแกว่งดาบราชันย์ด้วยความหนักแน่นเหล่านักรบศิลาที่อยู่ตรงหน้ายังไม่สามารถคุกคามเฟิ่งหยูและองค์ชายทั้งสองได้ พวกมันถูกเปลี่ยนเป็นเศษหินบนพื้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป(สิบห้านาที) ก่อนพวกมันจะสลายกลายเป็นลำแสงหายไปในที่สุด
เฟิ่งหยูรีบควักโอสถออกมาและโยนให้กับองค์ชายทั้งสองพร้อมกับยัดเม็ดโอสถจำนวนสองเม็ดเข้าปากของตนอย่างรวดเร็วองค์ชายทั้งสองเห็นดังนั้นจึงรีบทำตามเฟิ่งหยูทันทีพวกเขานำโอสถสองเม็ดเข้าปากในทันที หลังจากที่โอสถไหลลงคอพลังปราณทั่วร่างของพวกเขาทั้งสามคนพลันกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้งหนึ่ง
“เตรียมตัวให้พร้อม!!”
ทันทีทันใดลูกแสงสีเขียวสว่างสดใสก็ลอยออกมาอีกระลอกหนึ่งทว่าคราวนี้มันมีมากกว่าเดิมถึงเจ็ดสิบสองดวงพวกเขาทั้งสามมองดูดวงไฟทั้งเจ็ดสิบสองดวงพลันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
เฟิ่งหยูและองค์ชายทั้งสองพุ่งออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วด้วยความเชื่อมั่นพวกเขากวัดแกว่งอาวุธทำลายล้างนักรบศิลาเป็นว่าเล่นพวกเขาทั้งสามคนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นอิสระภายใต้วงล้อมของนักรบศิลาจำนวนมากเช่นนี้
ตู้ม...
ตู้ม...
ตู้ม...
การกวัดแกว่งดาบราชันย์ของเฟิ่งหยูดุดันและยากจะต้านทานได้เหล่านักรบศิลาถูกเปลี่ยนให้เป็นเศษหินโดยใช้เวลาครึ่งชั่วยามพวกเขาจึงได้กำจัดนักรบศิลาในรอบนี้หมดสิ้นพวกเขาทั้งสามคนเริ่มเหนื่อย หอบ เนื่องจากต่อสู้ต่อเนื่องเป็นเวลานานเฟิ่งหยูเก็บดาบราชันย์ของเขาเอาไว้เนื่องจากตัวดาบนั้นมีน้ำหนักมากและหันมาพูดกับองค์ชายทั้งสอง
“คงจะหมดแล้วกระมัง.....”
แต่พูดยังไม่ทันขาดคำลำแสงสีเขียวสดใสจำนวนมากลอยออกมาโดยรอบ ร่างของนักรบศิลาจำนวนหนึ่งร้อยสี่สิบสี่ตนปรากฏตัวขึ้นมาด้วยจำนวนที่มากกว่าร้อย การเผชิญหน้าจึงเป็นไปได้ยากเป็นอย่างยิ่ง
“หวังว่าคงจะเป็นชุดสุดท้ายแล้วนะ....”
เฟิ่งหยูคิดเช่นนั้นเขาพยายามควบคุมลมหายใจ และหยิบเม็ดยาฟื้นฟูลมปราณอีกสองเม็ดโยนเข้าปากพร้อมกันนั้นเหล่านักรบศิลาเริ่มพุ่งตรงมายังเบื้องหน้าของพวกเขา ทั้งสามคน
เฟิ่งหยูสูดลมหายใจเข้าลึกมือกุมกระชับดาบราชันย์แน่น พลังปราณทั่วร่างของเขาถูกปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องเฟิ่งหยูดึงพลังฟ้าดินเข้ามารวมกับเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์ทำให้เกิดเพลิงที่มีความร้อนสูงรอบๆบริเวณ องค์ชายอานฉวนและองค์ชายสามทั้งสองคนรับรู้ถึงความอันตรายที่มาจากเฟิ่งหยู จึงรีบถอยออกห่างจากเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็ว
“หงส์เพลิงทะยานฟ้า!”
ตู้มมมมม.....แรงระเบิดทำลายล้างเป็นวงกว้างทำให้นักรบศิลาหลอมละลายกลายเป็นลำแสงอย่างรวดเร็วนักรบศิลาทั้งร้อยกว่าตัวถูกกำจัดสิ้นภายในพริบตา
แฮก......แฮก......แฮก.....
เสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงของเฟิ่งหยูทั่วทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อร้อนผ่าวเฟิ่งหยูใช้หงส์เพลิงทะยานฟ้าออกไปนั้นกระบวนท่านี้ล้วนสิ้นเปลืองลมปราณของเฟิ่งหยูอย่างมหาศาล ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เฟิ่งหยูใช้กระบวนท่านี้ออกไปเฟิ่งหยูแทบจะสูญพลังลมปราณจนหมดสิ้น
เฟิ่งหยูรีบโยนเม็ดยาฟื้นฟูลมปราณเข้าปากอีกครั้งองค์ชายทั้งสองรีบเข้ามาถามไถ่อาการของเฟิ่งหยูทันที
“เจ้าเป็นยังไงบ้างบอกให้พวกเราสงวนพลังไว้ แต่เจ้ากลับทุ่มซะหมดตัว”
ในเวลานั้นเองพลันเกิดเสียงดังสนั่นออกมาจากผนังด้านหน้าของชายหนุ่มทั้งสาม ประตูขนาดยักษ์สูงตระหง่านเปิดออกพวกเขาทั้งสามจึงเดินเข้าไปด้านใน
“เยี่ยมมากพวกเจ้าทำได้เยี่ยมยอดจริงๆหลายแสนปีที่ข้ารอเจ้าอยู่ช่างคุ้มค่าจริง ๆ”
เสียงขอบชายวัยกลางคน สวมชุดสีเขียวแก่ยืนมองพวกเขาทั้งสามคนอยู่
“ข้าน้อยเฟิ่งหยูขอคารวะท่านผู้อาวุโส”
“ข้าน้อยอานฉวนคารวะท่านผู้อาวุโส”
“ส่วนข้าน้อยอานหมิงขอคารวะท่านผู้อาวุโส”
ทั้งสามทำการคำนับแก่ผู้ที่อยู่เบื้องหน้า
“ดี ดี ดีข้าชุนฉือเป็นจิตวิญญาณเต่าทมิฬ ดูแลวิหารเต่าทมิฬแห่งนี้มานานหลายแสนปีแล้วนับเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งที่พวกเจ้าสามารถเข้ามาถึงที่นี่ได้ นี่รางวัลสำหรับพวกเจ้าทั้งสอง”
ชุนฉือมอบเคล็ดวิชาให้กับองค์ชายทั้งสองคนพร้อมกับชุดเกราะและโอสถระดับเทวะอีกหลายชนิดให้กับองค์ชายทั้งสองได้เคล็ดวิชาป้องกันที่หาได้ยากยิ่งพวกเขาต่างตื่นเต้นด้วยความดีใจพวกเขาหันมองชุดเกราะที่ได้รับยิ่งต้องตกตะลึงยิ่งกว่า พวกเขารีบนำชุดเกราะมาสวมใส่ทันทีชุดเกราะที่ทั้งสองคนได้รับนั้นเป็นชุดเกราะที่ยิ่งหาได้ยากยิ่งกว่าคนที่สามารถสร้างชุดเกราะที่ประณีตสวยงามและสามารถสวมใส่ได้กระชับคล่องตัวนั้นหาได้ยากยิ่งแถมชุดเกราะนี้ยังอยู่ในระดับสูงอีกด้วย พวกเขาไม่กล้าถามผู้อาวุโสว่ามันอยู่ในระดับใดแต่พวกเขาก็เต็มใจที่จะรับมันไว้
“ส่วนเจ้า ตามข้ามา”ชุนฉือเอ่ยขึ้นมาทันทีหลังจากที่มอบของทั้งหมดให้กับองค์ชายทั้งสอง
“ท่านผู้อาวุโสจะพาเขาไปที่ไหนอย่างนั้นหรือ?” องค์ชายสามถามผู้อาวุโสชุนฉือด้วยความสงสัย
“ข้ามีธุระนิดหน่อยกับผู้อาวุโสพวกท่านรอข้าอยู่ตรงนี้ก่อน ข้าไปไม่นานหรอก”
แต่ก่อนที่องค์ชายสามจะถามอะไรต่อกลับถูกองค์ชายอานฉวนห้ามเอาไว้เสียก่อน
“พวกท่านไปเถอะพวกเราจะรออยู่ตรงนี้เอง”