………………………
โชเฟอร์วัยกลางคนไม่เชื่อคำเตือนของหรั่ง และขับรถไปตามทางหลัก ด้วยคิดว่าหนุ่มหล่อนายนั้นเป็นตัวซวยที่นำพาปีศาจร้ายมาไล่ล่า และเมื่อดีดตัวออกห่างได้สำเร็จ เขาก็น่าจะพ้นจากเคราะห์กรรมทั้งปวง
“ ฟู่….เพียงเท่านี้ เราก็น่าจะรอดแล้ว ”
แท็กซี่กลางเก่ากลางใหม่แล่นไปตามท้องถนนได้ไม่นาน โชเฟอร์วัยกลางคนก็เกิดปวดฉี่ขึ้นมา เลยคิดจะปลดปล่อย ทันใดนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นปั๊มใหญ่เบื้องหน้า จึงบังคับรถให้เลี้ยวเข้าไปจอด
“สงสัยต้องแวะเข้าห้องน้ำก่อน เพราะที่ผ่านมา เราเจอมาหนักจนอั้นไว้นานพอสมควร ”
ทันทีที่โชเฟอร์วัยกลางคนทำธุระเสร็จ เขาก็ตรงไปที่อ่าง และพอน้ำใสถูกกวักขึ้นมาจนกระทบใบหน้าความสดชื่นก็หวนคืนสู่จิตใจ
“ ฮ้า…..สบายจังเลย ดูท่าทางว่าเราจะรอดแล้ว โชคดีที่ไล่ไอ้หนุ่มนั่นลงจากรถ เพราะถ้าขืนไปกับมัน คงโดนปีศาจร้ายตามล่าไม่เลิก ”โชเฟอร์วัยกลางคนคิดว่าตนตัดสินใจไม่ผิด และในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นมา เพื่อดูสารรูปของตัวเองในกระจก ดวงตาก็พลันเบิกโพลง ด้วยความตกใจ เพราะสิ่งที่ฉายอยู่บนนั้นก็คือ…….สตรีชาวต่างชาติ เธอกำลังยืนอยู่ข้างหลัง
“ เหวอ…….คุณเข้ามาในห้องน้ำชายได้ยังไง ” สิ่งแรกที่โชเฟอร์วัยกลางคนกระทำ ก็คือ…..หันไปต่อว่า พร้อมตีหน้าเข้ม เพราะยังเสียขวัญกับเหตุวิปริตที่เพิ่งเกิดเมื่อหลายนาทีก่อน และการที่หญิงสาวแสดงอาการเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกจิตตกมากกว่าเดิม
ทว่าหญิงสาวนางนั้นยังคงยืนนิ่ง ชุดราตรีแบบเดรสยาวของเธอนั้นสกปรกมอมแมม แถมยังขาดรุ่งริ่งในบางจุด ส่วนใบหน้า แม้จะแลขาวสวย ไม่ต่างจากดาราที่เคยเห็นในหนัง แต่ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิงจนดูไม่เป็นทรง
“สภาพแบบนี้ ต้องบ้าแน่ๆ แถมยังเป็นคนต่างชาติอีก เราจะคุยเธอยังไง ”โชเฟอร์วัยกลางคนหนักใจ แต่เครียดได้ไม่นาน สตรีนางนั้นก็ยิ้มให้นิดๆ พร้อมถามกลับเป็นภาษาไทยแบบชัดถ้อยชัดคำ
“ก็คุยกันด้วยภาษาของเจ้านี่แหละ ว่าแต่เจ้าหนุ่มที่มาด้วยกัน อยู่ที่ไหนซะล่ะ”
โชเฟอร์วัยกลางคนตกใจ ไม่ใช่ว่าสาวนางนี้พูดไทยชัดเกินไป แต่เป็นเพราะเธอรู้ได้ไงว่าเขาคิดอะไร ทว่าสตรีต่างชาติคงไม่อยากเสียเวลา เลยทวงคำตอบอีกครั้ง
“ไม่ต้องสนหรอกว่าข้ารู้ได้ไง แค่เจ้าจงบอกมาว่า......พ่อหนุ่มคนนั้นหายไปไหน ”
“ อะ…..เอ่อ….มะ…หมอนั่นไปแล้ว เราแยกกันกลางทาง ” โชเฟอร์วัยกลางคนตอบตะกุกตะกัก ท่าทางหวาดระแวงเป็นที่สุด
สตรีต่างชาติเอียงคอ ดวงตาคมจ้องคู่สนทนาแน่วนิ่ง ประมาณว่าจะจับผิด แต่พอเวลาผ่านไปอึดใจ เธอก็ยิ้มออกมานิดนึง
“ดูท่าทางเจ้าจะไม่ได้โกหก ”
“ เฮ้อ…..แค่นี้คงจบเรื่องแล้วล่ะมั้ง” โชเฟอร์วัยกลางคนถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะคิดว่าสตรีประหลาดคงจะจากไปเสียที แต่ผิดคาด เจ้าหล่อนกลับยื่นมือมาบีบคอ
“อั้ก…..” โชเฟอร์วัยกลางคนตกใจที่โดนสตรีต่างชาติจู่โจม จากนั้นเขาก็ถูกดันกายติดกำแพง และยกขึ้นมาจนตัวลอยอีกต่างหาก
“ เฮ้ย! บ้าแล้ว เป็นไปไม่ได้ คนธรรมดาจะทำแบบนี้ได้ยังไง หรือว่านังนี่จะเป็น….”
ก็นับว่าโชเฟอร์วัยกลางคนคาดไม่ผิด เพราะสตรีประหลาดเริ่มแสยะยิ้มชั่วร้าย ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ เขี้ยวคมยาวโผล่ออกมาจากมุมปาก แถมใบหูยังยืดยาวขึ้นมาอีก
“ หึ หึ หึ เข้าใจถูกต้องแล้ว ข้าคือปีศาจที่ไล่ตามพวกเจ้ามา ”
“เหวอ…..ไม่นะ ” โชเฟอร์วัยกลางคนร้องเสียงหลง ในหัวสมองนึกถึงน้ำคำของหรั่งที่เพิ่งพูดกับเขาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
“ถ้าแยกกัน ให้รีบหนีไปให้ไกลที่สุด อย่าหยุดรถเป็นอันขาด และอย่าใช้เส้นทางหลัก จงไปตามตามตรอกซอกซอย เพราะปีศาจตนนั้นอาจจะติดตามพี่ ด้วยมันคงไม่ต้องการให้พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์นั้นรอดชีวิต ”
“เพื่อตอบแทนความซื่อสัตย์ของเจ้า จะมอบความตายที่ไม่ทรมานให้ จงขอบคุณข้าซะ ”ปีศาจสาวร้องบอก ด้วยกระแสเสียงที่แหลมสูงจนเสียดแก้วหู แถมยังดึงใบหน้าของโชเฟอร์วัยกลางคนเข้ามาใกล้ และนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่เขาได้เห็น ก่อนที่ภาพทั้งมวลจะตัดลง กลายเป็นฉากหลังที่ดำมืด ดุจดั่งหุบเหวแห่งนิลกาฬ
………………………
ตัดกลับมาที่ฝั่งของอัลเบิร์ต พวกเขากำลังเดินทาง โดยใช้เก๋งรุ่นลายคราม แน่นอนว่าทั้งสามชีวิตได้แต่นั่งเงียบ พร้อมขบคิดอยู่ในใจ
“เรานั่งรถมาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่เห็นเป้าหมายที่ตามหา หรือคุณอัลเบิร์ตจะดมกลิ่นพลาด ” วอนจอง นักวิทยาศาสตร์สาวชาวเกาหลีใต้นึกสงสัย ดวงตาเรียวที่หวานซึ้งเริ่มหรี่ต่ำ ทว่าเธอกลับไม่มีโอกาสได้อ้าปากถาม เพราะยูมิโกะผู้ทำหน้าที่สารถี ได้ชิงกล่าว
“พี่วอนจองคงคิดว่าเรามาผิดทางหรือเปล่า ตาลุงนี่น่าจะดมกลิ่นพลาดแล้ว ใช่มั้ย ”
“ เอ๊ะ! เธอรู้ได้ไง ไม่สิ คุณอัลเบิร์ตไม่น่าจะผิดพลาด พี่คิดเรื่องอื่นอยู่ต่างหาก ” วอนจองเกือบจะหลุดปากบอกความจริง แต่เกรงใจชายฉกรรจ์ ผู้ทำหน้าที่เป็นเรดาร์ให้ทีม เลยแก้เกี้ยวไปเรื่องอื่น
ทว่าเด็กสาวร่างเล็กกลับอมยิ้มนิดๆ พร้อมอธิบายต่อไป ด้วยน้ำเสียงที่เจืออาการขำ
“พี่วอนจองไม่ต้องกังวลไปหรอก เพราะจมูกตาลุงนี่เข้าขั้นสุดยอด ชนิดที่อยู่ห่างเกิน 10 กิโล ยังจับทิศทางได้อย่างแม่นยำ และคาดว่าอีกไม่นาน พวกเราน่าจะถึงจุดหมาย ใช่มั้ย ลุง ” ยูมิโกะพูดจบ ก็เอื้อมมือมาสะกิดหัวไหล่ของอัลเบิร์ต แต่เจ้าตัวกลับสนองเพียง……พยักหน้าให้เบาๆ เด็กสาวเลยเริ่มขุ่นเคือง และตวาดใส่เสียงดัง
“เอาอีกแล้ว ทำไมถึงไม่ยอมทำตัวเหมือนมนุษย์ทั่วไป รู้มั้ย ถ้าอยู่ในสังคมนี้ ลุงต้องหัดมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นบ้าง ”
“ เอาน่า อย่าไปถือสาคุณอัลเบิร์ตเลย บางทีเขาอาจกำลังยุ่งอยู่กับการดมกลิ่นอยู่ก็ได้ ” แน่นอนว่าวอนจองต้องเข้ามาห้ามทัพอีกคราว ซึ่งถ้านับตั้งแต่เธอร่วมทีมนี้ ก็คงจะเป็นครั้งที่ 300 แต่แล้ว พลพรรคก็พากันเงียบกริบ ด้วยเห็นบางสิ่งที่แปลกประหลาด เด็กสาวจึงหยุดรถ เพื่อมองเหตุการณ์ให้เต็มสองตา
เจ้าสิ่งนั้นคือ……ซากรถตำรวจที่กำลังไหม้ไฟ มีพนักงานดับเพลิงประมาณสามคนคอยใช้หัวฉีดระงับอัคคีภัย ส่วนคนที่คอยกำกับก็คือ…..ตำรวจสูงวัย ร่างเล็กบาง
“น่ากลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ คงมีอะไรกระแทกใส่รถตำรวจอย่างรวดเร็วจนกระจกแตกกระจาย และเจ้าสิ่งนั้นต้องมีน้ำหนักพอสมควร ”วอนจองสันนิษฐานทันควัน ซึ่งค่อนข้างแม่นยำ เพราะนี่คือความชำนาญเฉพาะด้านของเธอ
“และสิ่งที่เจ้าพูดถึง เป็นปีศาจสาวอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะข้าได้กลิ่นของมันลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ” อัลเบิร์ตพูดออกมาเป็นคำแรก ดวงตาสีเหล็กเหม่อมองไปรอบๆ
“ หึ หึ หึ เห็นแบบนี้แล้ว พี่วอนจองยังคิดว่าตาลุงนี่ดมกลิ่นพลาดอีกหรือเปล่า” ยูมิโกะหันมาพูดกับวอนจองที่นั่งตรงเบาะท้าย รอยยิ้มที่ผุดขึ้นมา ดูมีเลศนัย
“ ฮะ ฮะ ฮะ ” วอนจองยิ้มแห้งๆ แม้เธอยังไม่เชื่อเต็มร้อย เพราะต้นเหตุที่เกิด อาจไม่ใช่ปีศาจสาวก็ได้ แต่ยอมรับอัลเบิร์ตทำหน้าที่เรดาร์ได้ไม่เลวเลยทีเดียว เนื่องจากเขาสามารถนำพามาเจอเหตุการณ์ที่ดูชอบกล
………………………
หรั่งหอบถี่ สองเท้าที่วิ่ง ดูตุปัดตุเป๋ ทำให้กายสูงล่ำสันเซไปกระแทกกำแพงปูนที่ขนาบซ้ายขวา
“ แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก เราทั้งเหนื่อยและบาดเจ็บ แบบนี้จะหนีมันพ้นมั้ยนะ ”
ถึงหนุ่มหล่อจะแทบขาดใจ และอยากฟุบนอนบนพื้นซะเดี๋ยวนี้ แต่เพราะความกลัวตาย เขาจึงยังฝืนไปต่อ เพราะรู้ดีว่าถ้าหยุดวิ่งเมื่อใด ก็จะถูกปีศาจสาวตามทัน
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเรายังมีลมหายใจอยู่ ก็ต้องไปต่อ ”
หรั่งกึ่งวิ่งกึ่งย่องไปตามตรอกซอกซอยอยู่นานพอดู ท่าทางร่อแร่สุดขีด แถมยังพกปืนลูกโม่ สปาต้าติดกาย โชคดีที่เวลานี้คือยามดึกสงัด อันไร้หูตาของผู้คน เขาเลยไม่ต้องถูกเหล่าตำรวจตามมาราวี โทษฐานพกอาวุธในที่สาธารณะ และมีพฤติกรรมน่าสงสัย
ระหว่างที่หนีตาย หรั่งรู้สึกว่าดวงตาของตัวเองเริ่มพร่ามัว สองขาไร้เรี่ยวแรงจนแทบก้าวไม่ออก ขณะที่เขาทำท่าจะล้ม ก็เหลือบไปเห็นโกดังเก็บของ จึงรีบตรงไปที่ประตูเลื่อนบานใหญ่ ซึ่งเป็นทวารขวางกั้นสู่ข้างใน ทว่าดันมีอุปสรรค ด้วยสิ่งนั้นถูกล็อคด้วยแม่กุญแจ
“ ฮะ ฮะ ฮะ ว่าแล้ว มันต้องไม่ง่าย ” หรั่งทำใจไว้แล้วว่าจะเจอแบบนี้ โชคดีที่เขามีสกิลโจรติดตัว ด้วยในอดีต เขาคือเด็กแสบที่ผ่านบ้านเมตตามาหลายวาระ จึงเอาขดลวดที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ออกมา แล้วเสียบมันเข้าไปในรูกุญแจ
“อืม…..ต้องรีบหน่อย หวังว่าลูกไม้เก่าๆจะยังไม่ขึ้นสนิม ” หรั่งยิ้มสู้เหตุการณ์ นับว่าเขาเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งเลยทีเดียว เพราะถ้าเป็นคนทั่วไป มาเจอเหตุการณ์แบบนี้ คงสติแตกไปแล้ว
หรั่งเพียรพยายามอยู่นานสองนาน ในใจนึกบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้สะเดาะกุญแจสำเร็จ ในที่สุด แม่กุญแจก็หลุดจากขั้ว
“แกร๊ก…..”
“เย้…..ทำสำเร็จแล้ว ” หรั่งเฮในใจ เพราะไร้เรี่ยวแรงจะออกแอคชั่นใดๆ และพอเข้าไป เขาก็พบกับลังไม้นับร้อยที่กองเป็นชั้นๆ แถมยังเรียงตัวกันยาวเหยียดนับสิบแถว ดูเผินๆ ไม่แตกต่างจากชั้นวางสินค้าในโลตัส
“ เยี่ยม เท่านี้ เราก็มีที่ซ่อนแล้ว เก็บตัวอยู่ที่นี่จนกว่าจะเช้าเถอะ ” หรั่งตกลงใจ ก่อนจะปิดประตูเลื่อนให้สนิท แล้วขัดกลอนจากข้างใน ปิดท้ายด้วยการใช้แม่กุญแจเจ้ากรรมล็อคซ้ำอีกที
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
