นักล่าล้างพันธุ์อมตะ (ฉบับเซ็นเซอร์)

    เลือดหยดที่ 43 ภาพสุดท้าย

    ……………………… 


             โชเฟอร์วัยกลางคนไม่เชื่อคำเตือนของหรั่ง และขับรถไปตามทางหลัก  ด้วยคิดว่าหนุ่มหล่อนายนั้นเป็นตัวซวยที่นำพาปีศาจร้ายมาไล่ล่า  และเมื่อดีดตัวออกห่างได้สำเร็จ เขาก็น่าจะพ้นจากเคราะห์กรรมทั้งปวง 


    “ ฟู่….เพียงเท่านี้  เราก็น่าจะรอดแล้ว ” 



             แท็กซี่กลางเก่ากลางใหม่แล่นไปตามท้องถนนได้ไม่นาน  โชเฟอร์วัยกลางคนก็เกิดปวดฉี่ขึ้นมา เลยคิดจะปลดปล่อย  ทันใดนั้นเอง  สายตาก็เหลือบไปเห็นปั๊มใหญ่เบื้องหน้า จึงบังคับรถให้เลี้ยวเข้าไปจอด 


    “สงสัยต้องแวะเข้าห้องน้ำก่อน  เพราะที่ผ่านมา เราเจอมาหนักจนอั้นไว้นานพอสมควร ” 



             ทันทีที่โชเฟอร์วัยกลางคนทำธุระเสร็จ เขาก็ตรงไปที่อ่าง  และพอน้ำใสถูกกวักขึ้นมาจนกระทบใบหน้าความสดชื่นก็หวนคืนสู่จิตใจ 


    “ ฮ้า…..สบายจังเลย  ดูท่าทางว่าเราจะรอดแล้ว  โชคดีที่ไล่ไอ้หนุ่มนั่นลงจากรถ เพราะถ้าขืนไปกับมัน  คงโดนปีศาจร้ายตามล่าไม่เลิก ”โชเฟอร์วัยกลางคนคิดว่าตนตัดสินใจไม่ผิด และในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นมา เพื่อดูสารรูปของตัวเองในกระจก  ดวงตาก็พลันเบิกโพลง  ด้วยความตกใจ  เพราะสิ่งที่ฉายอยู่บนนั้นก็คือ…….สตรีชาวต่างชาติ เธอกำลังยืนอยู่ข้างหลัง 


    “ เหวอ…….คุณเข้ามาในห้องน้ำชายได้ยังไง ” สิ่งแรกที่โชเฟอร์วัยกลางคนกระทำ  ก็คือ…..หันไปต่อว่า พร้อมตีหน้าเข้ม เพราะยังเสียขวัญกับเหตุวิปริตที่เพิ่งเกิดเมื่อหลายนาทีก่อน  และการที่หญิงสาวแสดงอาการเช่นนี้  ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกจิตตกมากกว่าเดิม 



             ทว่าหญิงสาวนางนั้นยังคงยืนนิ่ง ชุดราตรีแบบเดรสยาวของเธอนั้นสกปรกมอมแมม แถมยังขาดรุ่งริ่งในบางจุด  ส่วนใบหน้า  แม้จะแลขาวสวย ไม่ต่างจากดาราที่เคยเห็นในหนัง แต่ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิงจนดูไม่เป็นทรง 


    “สภาพแบบนี้  ต้องบ้าแน่ๆ  แถมยังเป็นคนต่างชาติอีก  เราจะคุยเธอยังไง ”โชเฟอร์วัยกลางคนหนักใจ  แต่เครียดได้ไม่นาน  สตรีนางนั้นก็ยิ้มให้นิดๆ พร้อมถามกลับเป็นภาษาไทยแบบชัดถ้อยชัดคำ 


    “ก็คุยกันด้วยภาษาของเจ้านี่แหละ  ว่าแต่เจ้าหนุ่มที่มาด้วยกัน  อยู่ที่ไหนซะล่ะ” 



            โชเฟอร์วัยกลางคนตกใจ ไม่ใช่ว่าสาวนางนี้พูดไทยชัดเกินไป แต่เป็นเพราะเธอรู้ได้ไงว่าเขาคิดอะไร  ทว่าสตรีต่างชาติคงไม่อยากเสียเวลา  เลยทวงคำตอบอีกครั้ง 


    “ไม่ต้องสนหรอกว่าข้ารู้ได้ไง  แค่เจ้าจงบอกมาว่า......พ่อหนุ่มคนนั้นหายไปไหน ” 


    “ อะ…..เอ่อ….มะ…หมอนั่นไปแล้ว เราแยกกันกลางทาง ” โชเฟอร์วัยกลางคนตอบตะกุกตะกัก ท่าทางหวาดระแวงเป็นที่สุด 



            สตรีต่างชาติเอียงคอ ดวงตาคมจ้องคู่สนทนาแน่วนิ่ง  ประมาณว่าจะจับผิด  แต่พอเวลาผ่านไปอึดใจ  เธอก็ยิ้มออกมานิดนึง 


    “ดูท่าทางเจ้าจะไม่ได้โกหก ” 


    “ เฮ้อ…..แค่นี้คงจบเรื่องแล้วล่ะมั้ง” โชเฟอร์วัยกลางคนถอนหายใจออกมาเบาๆ  เพราะคิดว่าสตรีประหลาดคงจะจากไปเสียที แต่ผิดคาด  เจ้าหล่อนกลับยื่นมือมาบีบคอ 


    “อั้ก…..” โชเฟอร์วัยกลางคนตกใจที่โดนสตรีต่างชาติจู่โจม  จากนั้นเขาก็ถูกดันกายติดกำแพง  และยกขึ้นมาจนตัวลอยอีกต่างหาก 


    “ เฮ้ย!  บ้าแล้ว  เป็นไปไม่ได้  คนธรรมดาจะทำแบบนี้ได้ยังไง หรือว่านังนี่จะเป็น….”  



              ก็นับว่าโชเฟอร์วัยกลางคนคาดไม่ผิด เพราะสตรีประหลาดเริ่มแสยะยิ้มชั่วร้าย ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ เขี้ยวคมยาวโผล่ออกมาจากมุมปาก  แถมใบหูยังยืดยาวขึ้นมาอีก 


    “ หึ  หึ  หึ เข้าใจถูกต้องแล้ว  ข้าคือปีศาจที่ไล่ตามพวกเจ้ามา ” 


    “เหวอ…..ไม่นะ ” โชเฟอร์วัยกลางคนร้องเสียงหลง  ในหัวสมองนึกถึงน้ำคำของหรั่งที่เพิ่งพูดกับเขาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน 


    “ถ้าแยกกัน ให้รีบหนีไปให้ไกลที่สุด  อย่าหยุดรถเป็นอันขาด  และอย่าใช้เส้นทางหลัก  จงไปตามตามตรอกซอกซอย  เพราะปีศาจตนนั้นอาจจะติดตามพี่ ด้วยมันคงไม่ต้องการให้พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์นั้นรอดชีวิต ” 


    “เพื่อตอบแทนความซื่อสัตย์ของเจ้า  จะมอบความตายที่ไม่ทรมานให้  จงขอบคุณข้าซะ ”ปีศาจสาวร้องบอก  ด้วยกระแสเสียงที่แหลมสูงจนเสียดแก้วหู  แถมยังดึงใบหน้าของโชเฟอร์วัยกลางคนเข้ามาใกล้  และนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่เขาได้เห็น  ก่อนที่ภาพทั้งมวลจะตัดลง  กลายเป็นฉากหลังที่ดำมืด ดุจดั่งหุบเหวแห่งนิลกาฬ


    ……………………… 


           ตัดกลับมาที่ฝั่งของอัลเบิร์ต พวกเขากำลังเดินทาง  โดยใช้เก๋งรุ่นลายคราม  แน่นอนว่าทั้งสามชีวิตได้แต่นั่งเงียบ  พร้อมขบคิดอยู่ในใจ 


    “เรานั่งรถมาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว  แต่ยังไม่เห็นเป้าหมายที่ตามหา หรือคุณอัลเบิร์ตจะดมกลิ่นพลาด ” วอนจอง นักวิทยาศาสตร์สาวชาวเกาหลีใต้นึกสงสัย ดวงตาเรียวที่หวานซึ้งเริ่มหรี่ต่ำ ทว่าเธอกลับไม่มีโอกาสได้อ้าปากถาม  เพราะยูมิโกะผู้ทำหน้าที่สารถี  ได้ชิงกล่าว 


    “พี่วอนจองคงคิดว่าเรามาผิดทางหรือเปล่า  ตาลุงนี่น่าจะดมกลิ่นพลาดแล้ว  ใช่มั้ย ” 


    “ เอ๊ะ!  เธอรู้ได้ไง  ไม่สิ  คุณอัลเบิร์ตไม่น่าจะผิดพลาด พี่คิดเรื่องอื่นอยู่ต่างหาก ” วอนจองเกือบจะหลุดปากบอกความจริง  แต่เกรงใจชายฉกรรจ์ ผู้ทำหน้าที่เป็นเรดาร์ให้ทีม  เลยแก้เกี้ยวไปเรื่องอื่น 



            ทว่าเด็กสาวร่างเล็กกลับอมยิ้มนิดๆ พร้อมอธิบายต่อไป  ด้วยน้ำเสียงที่เจืออาการขำ 


    “พี่วอนจองไม่ต้องกังวลไปหรอก  เพราะจมูกตาลุงนี่เข้าขั้นสุดยอด ชนิดที่อยู่ห่างเกิน 10 กิโล ยังจับทิศทางได้อย่างแม่นยำ  และคาดว่าอีกไม่นาน  พวกเราน่าจะถึงจุดหมาย  ใช่มั้ย  ลุง ” ยูมิโกะพูดจบ ก็เอื้อมมือมาสะกิดหัวไหล่ของอัลเบิร์ต แต่เจ้าตัวกลับสนองเพียง……พยักหน้าให้เบาๆ  เด็กสาวเลยเริ่มขุ่นเคือง  และตวาดใส่เสียงดัง 


    “เอาอีกแล้ว ทำไมถึงไม่ยอมทำตัวเหมือนมนุษย์ทั่วไป  รู้มั้ย  ถ้าอยู่ในสังคมนี้ ลุงต้องหัดมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นบ้าง ” 


    “ เอาน่า  อย่าไปถือสาคุณอัลเบิร์ตเลย บางทีเขาอาจกำลังยุ่งอยู่กับการดมกลิ่นอยู่ก็ได้ ” แน่นอนว่าวอนจองต้องเข้ามาห้ามทัพอีกคราว ซึ่งถ้านับตั้งแต่เธอร่วมทีมนี้  ก็คงจะเป็นครั้งที่ 300  แต่แล้ว  พลพรรคก็พากันเงียบกริบ ด้วยเห็นบางสิ่งที่แปลกประหลาด  เด็กสาวจึงหยุดรถ  เพื่อมองเหตุการณ์ให้เต็มสองตา 



             เจ้าสิ่งนั้นคือ……ซากรถตำรวจที่กำลังไหม้ไฟ  มีพนักงานดับเพลิงประมาณสามคนคอยใช้หัวฉีดระงับอัคคีภัย  ส่วนคนที่คอยกำกับก็คือ…..ตำรวจสูงวัย ร่างเล็กบาง 


    “น่ากลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ  คงมีอะไรกระแทกใส่รถตำรวจอย่างรวดเร็วจนกระจกแตกกระจาย  และเจ้าสิ่งนั้นต้องมีน้ำหนักพอสมควร  ”วอนจองสันนิษฐานทันควัน  ซึ่งค่อนข้างแม่นยำ  เพราะนี่คือความชำนาญเฉพาะด้านของเธอ 


    “และสิ่งที่เจ้าพูดถึง  เป็นปีศาจสาวอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะข้าได้กลิ่นของมันลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ” อัลเบิร์ตพูดออกมาเป็นคำแรก  ดวงตาสีเหล็กเหม่อมองไปรอบๆ 


    “ หึ  หึ  หึ เห็นแบบนี้แล้ว  พี่วอนจองยังคิดว่าตาลุงนี่ดมกลิ่นพลาดอีกหรือเปล่า” ยูมิโกะหันมาพูดกับวอนจองที่นั่งตรงเบาะท้าย รอยยิ้มที่ผุดขึ้นมา  ดูมีเลศนัย 


    “ ฮะ  ฮะ  ฮะ ” วอนจองยิ้มแห้งๆ  แม้เธอยังไม่เชื่อเต็มร้อย เพราะต้นเหตุที่เกิด  อาจไม่ใช่ปีศาจสาวก็ได้  แต่ยอมรับอัลเบิร์ตทำหน้าที่เรดาร์ได้ไม่เลวเลยทีเดียว  เนื่องจากเขาสามารถนำพามาเจอเหตุการณ์ที่ดูชอบกล 


    ……………………… 


               หรั่งหอบถี่  สองเท้าที่วิ่ง  ดูตุปัดตุเป๋ ทำให้กายสูงล่ำสันเซไปกระแทกกำแพงปูนที่ขนาบซ้ายขวา 


    “ แฮ่ก  แฮ่ก  แฮ่ก เราทั้งเหนื่อยและบาดเจ็บ  แบบนี้จะหนีมันพ้นมั้ยนะ ” 



             ถึงหนุ่มหล่อจะแทบขาดใจ และอยากฟุบนอนบนพื้นซะเดี๋ยวนี้  แต่เพราะความกลัวตาย  เขาจึงยังฝืนไปต่อ เพราะรู้ดีว่าถ้าหยุดวิ่งเมื่อใด ก็จะถูกปีศาจสาวตามทัน 


    “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ถ้าเรายังมีลมหายใจอยู่  ก็ต้องไปต่อ ” 



            หรั่งกึ่งวิ่งกึ่งย่องไปตามตรอกซอกซอยอยู่นานพอดู  ท่าทางร่อแร่สุดขีด  แถมยังพกปืนลูกโม่  สปาต้าติดกาย  โชคดีที่เวลานี้คือยามดึกสงัด  อันไร้หูตาของผู้คน เขาเลยไม่ต้องถูกเหล่าตำรวจตามมาราวี โทษฐานพกอาวุธในที่สาธารณะ  และมีพฤติกรรมน่าสงสัย 



            ระหว่างที่หนีตาย หรั่งรู้สึกว่าดวงตาของตัวเองเริ่มพร่ามัว สองขาไร้เรี่ยวแรงจนแทบก้าวไม่ออก  ขณะที่เขาทำท่าจะล้ม  ก็เหลือบไปเห็นโกดังเก็บของ จึงรีบตรงไปที่ประตูเลื่อนบานใหญ่ ซึ่งเป็นทวารขวางกั้นสู่ข้างใน  ทว่าดันมีอุปสรรค  ด้วยสิ่งนั้นถูกล็อคด้วยแม่กุญแจ


    “ ฮะ  ฮะ  ฮะ  ว่าแล้ว  มันต้องไม่ง่าย ” หรั่งทำใจไว้แล้วว่าจะเจอแบบนี้  โชคดีที่เขามีสกิลโจรติดตัว  ด้วยในอดีต  เขาคือเด็กแสบที่ผ่านบ้านเมตตามาหลายวาระ จึงเอาขดลวดที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ออกมา แล้วเสียบมันเข้าไปในรูกุญแจ 


    “อืม…..ต้องรีบหน่อย  หวังว่าลูกไม้เก่าๆจะยังไม่ขึ้นสนิม ” หรั่งยิ้มสู้เหตุการณ์  นับว่าเขาเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งเลยทีเดียว เพราะถ้าเป็นคนทั่วไป  มาเจอเหตุการณ์แบบนี้  คงสติแตกไปแล้ว 



             หรั่งเพียรพยายามอยู่นานสองนาน  ในใจนึกบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ให้สะเดาะกุญแจสำเร็จ  ในที่สุด  แม่กุญแจก็หลุดจากขั้ว 


    “แกร๊ก…..” 


    “เย้…..ทำสำเร็จแล้ว ” หรั่งเฮในใจ  เพราะไร้เรี่ยวแรงจะออกแอคชั่นใดๆ และพอเข้าไป  เขาก็พบกับลังไม้นับร้อยที่กองเป็นชั้นๆ  แถมยังเรียงตัวกันยาวเหยียดนับสิบแถว  ดูเผินๆ  ไม่แตกต่างจากชั้นวางสินค้าในโลตัส 


    “ เยี่ยม  เท่านี้  เราก็มีที่ซ่อนแล้ว  เก็บตัวอยู่ที่นี่จนกว่าจะเช้าเถอะ ” หรั่งตกลงใจ  ก่อนจะปิดประตูเลื่อนให้สนิท แล้วขัดกลอนจากข้างใน ปิดท้ายด้วยการใช้แม่กุญแจเจ้ากรรมล็อคซ้ำอีกที 


    “ ไม่ว่ายังไง  เราต้องรอดไปให้ได้ ”



    สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

    https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2


    คล้ายกับเรื่องนักล่าล้างพันธุ์อมตะ (ฉบับเซ็นเซอร์) ที่คุณอ่าน