(E-Book) มารเร้นกายดับแสงดารา

    ตอนที่ 46 รักและคิดถึง

    กาลเวลาผันผ่านจากหนึ่งเดือนเป็นหนึ่งปี เหมันตฤดูเวียนมาบรรจบกันอีกครั้ง กงจื่อเย่ยังคงเป็นดังเช่นวันวาน นัยน์ตาสีม่วงแดงของจอมมารเหม่อมองสรรพสิ่งรอบตัวถวิลหาคนที่จากไปอย่างไร้ร่องรอย


    แม้พยายามลบเลือนนางออกไปจากใจแต่สุดท้ายกลับทำไม่ได้อย่างที่คิดจึงได้รู้ซึ้งความทรมานที่ฝังลึกถึงแก่นวิญญาณ โหยหาอยากพบเจอนางอีกครั้งทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการกลับมาพบกันในครานี้นางมีหน้าที่ต้องสังหารมารปีศาจอย่างเขา


    ขณะปล่อยความทรงจำโลดแล่นราวกับยินดีติดอยู่ในอดีตของช่วงเวลาที่เขาไม่เคยรู้เลยว่าคือความสุขหนึ่งเดียว


    “เสด็จพี่ เทศกาลชมจันทร์ค่ำคืนนี้ เราสองคนออกไปนอกวังได้หรือไม่เพคะ” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ


    กงจื่อเย่หันไปมองทางด้านหลังแต่กลับไม่พบเจอใครเพราะที่แห่งนั้นมีเพียงซากปรักหักพังของตำหนักจันทราที่เขาเคยพำนักอาศัยยามสวมรอยดำรงชีวิตเป็นหลินซีเวยเท่านั้น


    รอยยิ้มเศร้าปรากฏบนใบหน้าของจอมมาร เสียงพึมพำเอ่ยขึ้นมา “เป็นเพราะข้า ทุกอย่างถึงได้พังทลาย”


    ช่วงแรก ๆ หลังจากเกิดเหตุการณ์มารปีศาจบ้าคลั่ง บางครั้งขบวนพเนจรคนอดอยากมักแอบแทรกตัวเข้ามายังเมืองร้างแห่งนี้บ้างเพื่อหาเสบียงหรือของมีค่าที่คนตายทิ้งเอาไว้


    หากแต่เสียงร้องไห้โหยหวนกลับดังก้อง หมาป่าหอนเกรียวทั้งคืนจนทำเอาขนลุกขวัญผวาจึงเกิดเสียงลือไปทั่วเมืองใกล้เคียงในแคว้นนั้นว่าเมืองไท่หยางที่เคยรุ่งโรจน์กลายเป็นเพียงเมืองร้างผีสิงที่ไม่มีใครกล้าเฉียดผ่านเข้ามาเพราะกลัวว่าข้างในจะมีวิญญาณของชาวเมืองที่ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมวนเวียนไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดหลอกหลอน


    ใครเล่าจะรู้ว่าต้นเหตุของเสียงร่ำไห้จะมาจากคนที่ลงมือทำลายทุกอย่างด้วยตนเอง


    บางครา กงจื่อเย่เองนึกสงสัยว่าเหตุใดตัวเขาจึงมีความรู้สึกกับนางมากเพียงนี้


    “เจ้าทำอันใดกับข้ากันแน่ ในแก่นวิญญาณของข้าคงไม่ได้มีเพียงเมล็ดพันธุ์ที่เจ้าฝังเอาไว้กระมัง”


    คำตอบที่อยากรู้กลับไม่มีผู้ใดตอบได้


    “ข้าไม่เคยรักเจ้า ทุกสิ่งที่ข้ารู้สึกในเวลานี้เป็นแค่สิ่งที่เจ้าเล่นเล่ห์ทำให้ข้าหลงกล เฮอะ... เจ้าคงไม่รู้ว่าแผนการของเจ้ามันไม่ได้ผล เจ้าเผลอทำให้เมล็ดพันธุ์ปริแตกก่อนเวลาอันควร อีกทั้งยังไม่รู้ว่าหากเป็นเช่นนั้นแล้วข้าจะรู้ตัวจนทำลายมันได้อย่างง่ายดาย”


    แม้จะไม่รู้คำตอบของเรื่องอื่นใด แต่กลับมั่นใจว่าความรู้สึก รักและคิดถึง ในเวลานี้เป็นเพียงสิ่งเหลวไหลทั้งเพ


    “เฮอะ... ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าทุกสิ่งที่เจ้าทำ ทุกอย่างที่เจ้าเสียสละมันไร้ค่าสิ้นดี”


    เจ้าตัวแสยะยิ้มเย็นชาพลางร่ายพลังมารเพื่อดึงเอาสิ่งที่อยู่ในกายออกมาทำลายอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก


    “เสด็จพี่ ถุงหอมกลิ่นนี้ พระองค์โปรดหรือไม่เพคะ”

    “ซีเวย พระองค์จะให้หม่อมฉันเรียกพระนามไปตรง ๆ ได้อย่างไร”

    “ซีเวย ข้ารักเจ้า”


    ความทรงจำที่แสนอบอุ่นเหล่านั้นกำลังถูกลบเลือนหายไป หัวใจที่เคยว่างเปล่ามาเป็นร้อยปีเต้นรัวด้วยความเจ็บปวดจนน้ำตาไหลพราก


    จอมมารฉุนเฉียวขึ้นมาทันใด “ทำไมข้าถึงทำไม่ได้ จะไปสนใจใยดีคนเช่นนั้นทำไมกัน เจ้าคิดสังหารข้า เจ้าไม่ได้รักข้า เทพอย่างเจ้าก็โป้ปดอย่างนั้นหรือ เช่นนั้น การที่เจ้าทำให้ข้าทุกข์ทรมานคงเป็นอีกหนึ่งวิธีการของเจ้าใช่หรือไม่”


    กงจื่อเย่ยังคงดันทุรังทำต่อไป เพียงแต่ว่ายิ่งฝืนทำเช่นนั้นเพื่อทำลายและลบเลือน เขายิ่งทุรนทุรายไม่มีสิ้นสุด กระแสพลังที่ร่ายออกมาเริ่มเบาบางลง เสียงพึมพำไม่ได้ศัพท์เอ่ยซ้ำไปมา


    “เยว่ชิง เจ้าอยู่ที่ใด เคยบอกไม่ใช่หรือว่าอยากฆ่าข้าถึงเพียงนั้น แล้วเจ้าหายไปอยู่ที่ใด”


    เวลานั้น กงจื่อเย่หยิบถุงหอมที่นางให้ไว้ออกมาดูพลันตัดสินใจได้แล้วว่า “ความทรงจำของเจ้าอยู่ที่ข้า เพราะเหตุนั้นเจ้าจึงไม่รีบกลับมาหาข้าใช่หรือไม่”


    แม้จะนั่งอยู่ในศาลาหน้าตำหนักเพียงลำพังแต่หูกลับได้ยินเสียงหนึ่งอยู่ตลอดเวลา


    “เสด็จพี่ หม่อมฉันรักพระองค์ยิ่งนัก”


    ในชั่วพริบตา คำหวานซึ้งแปรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ใบหน้าผิดหวังเสียใจของนางในวันสุดท้ายก่อนแตกสลายยังคงฝังใจจอมมาร


    “เพราะเหตุใดจึงทำเช่นนี้...”

    “แม้แต่ลูกของเรา เจ้าก็ละเว้นไม่ได้หรือ”

    “พบเจอกันคราหน้า คงได้จบสิ้นวาสนากับเจ้าเสียที”


    เขาส่ายหน้าไล่ความทรงจำนั้นออกไปราวกับไม่อยากจดจำว่านางต้องการตัดเขาอย่างไร้เยื่อใย ความคิดในใจสับสนอยู่บ่อยครั้ง


    “หากรักข้าถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงคิดจะลาจากกันชั่วนิรันดร์”


    กงจื่อเย่เงยหน้ามองขึ้นไปบนฟากฟ้า “ข้ารอเจ้าอยู่นาน ไม่เคยคิดไปที่ไหน แต่ข้าคงไม่อาจทนอยู่เฉย ๆ อย่างนี้ได้ ในเมื่อเจ้าไม่กลับมาหาข้าเสียที ข้าคงต้องขึ้นไปตามหาเจ้าด้วยตัวเองกระมัง เยว่ชิง”


    หลังจากคิดได้อย่างนั้นแล้ว จอมมารจึงหายลับไปยังภพสวรรค์แอบพรางตัวอย่างแนบเนียนเพื่อเข้าไปเสาะหานาง ผู้คนบนนั้นกำลังง่วนกับการฟื้นฟูและวุ่นวายเตรียมพร้อมรับมือจึงไม่ได้สังเกตเลยว่าเวลานี้มีจอมมารหนึ่งตนกำลังทำตัวประหนึ่งเทพเซียนปะปนอยู่กับพวกเขา


    สองหูสดับฟังเสียงเซียนน้อยจากหลายตำหนักพูดคุยกันอยู่เงียบ ๆ สองขาก้าวเดินไปตรงโน้นทีตรงนี้ทีอย่างไร้จุดหมายอยู่ครึ่งค่อนวัน


    “ทำไมจึงไม่มีผู้ใดพูดถึงเจ้าเลยเล่า” น้ำเสียงหงุดหงิดพึมพำอยู่คนเดียวคิดอยากใช้พลังบังคับใครสักคนมาไต่ถามให้สิ้นเรื่อง แต่หากทำเช่นนั้นแล้วเทพเซียนคงแตกตื่นแห่มาจับตัวเขาก่อนจะได้เจอนาง


    กรุ้งกริ้ง กรุ้งกริ้ง


    เสียงกระดิ่งแก้วกระทบกันดังมาจากทางหนึ่งข้างหน้า เซียนน้อยสองนางถือโคมไฟกำลังเดินมาทางเขา


    “ข้ารู้มาว่าเทพหลายองค์มิอาจกลับสวรรค์เพราะแก่นวิญญาณแตกสลาย” เซียนน้อยกล่าวกับคนข้างกาย “หน้าที่ของเทพสวรรค์อย่างไรก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง หากจอมมารรบชนะขึ้นมา สามภพคงจะปั่นป่วนมากกว่านี้”


    “เป็นดังเจ้าว่า แต่เหตุใดเทพดาราจึงหายไปอย่างนั้นหรือ” นางนึกสงสัย นามของผู้ที่จากไปแล้วจะปรากฏอยู่บนศิลาบรรพชน คนที่ยังอยู่กลับสู่ภพสวรรค์ตามเดิม แต่นางไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย”


    “เฮ้อ หากแม้แต่เทพวายุยังไม่รู้ ก็ไม่มีผู้ใดรู้แล้วว่าเวลานี้นางหายไปอยู่ที่ใด” เซียนน้อยส่ายหน้า “แปลกยิ่งนัก หรือว่าด่านเคราะห์ยังไม่จบลงหรือ”


    “มิใช่หรอก เขาเคยลงไปตามหานางที่แดนมนุษย์แล้ว แต่กลับไม่เจอร่องรอย เวลานี้จึงได้แต่กักตัวอยู่ที่ตำหนักเพื่อใช้พลังตามหานาง”


    กงจื่อเย่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก เขาเห็นนางสลายไปด้วยตาตนเอง ไม่มีทางที่ด่านเคราะห์ของนางจะยังคงอยู่ และในเมื่อนางไม่ได้อยู่ในภพสวรรค์ เช่นนั้นแล้วนางอยู่ที่ใดกันแน่


    “ไหนบอกว่าจะมาฆ่าข้าอย่างไรเล่า เหตุใดจึงปล่อยให้ข้ารอนานถึงเพียงนี้” เขาพึมพำแล้วเดินไปยังตำหนักที่นางเคยประทับยามมีชีวิตอยู่ “แม้แต่ที่แห่งนี้ก็ยังไร้เงาของเจ้า”


    จู่ ๆ กลับคิดได้ว่าบางทีใครบางคนอาจจะช่วยเขาตามหานางได้จึงรีบหายตัวกลับมายังภพมารทันที


    การปรากฏตัวของเขาทำให้ลูกน้องทั้งสามตกอกตกใจไม่น้อย รีบกุลีกุจอเข้ามาทำความเคารพด้วยสีหน้าหวาดหวั่นเพราะไม่รู้ว่ายามนี้อารมณ์ของเขาเป็นอย่างไร


    “นายท่าน มีเรื่องอันใดหรือขอรับ” เฉินซือหยางรีบถามทันทีที่เห็นหน้าเขา


    “อีนั่ว เป็นอย่างไรบ้าง” เขากลับเอ่ยถามหลิวอิงอิงผู้รับหน้าที่ร่ายพลังมาร พลันสายตาเหลือบเห็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ในแก่นวิญญาณของร่างลูกชายหนึ่งเดียว


    รอยยิ้มมุมปากแสดงถึงความเจ้าเล่ห์เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งเดียวกันกับที่อยู่ในแก่นวิญญาณของเขา


    รากต้นไม้แห่งชีวิตกำลังหยั่งลึกในใจของบุตรจอมมารกลายเป็นสิ่งยืนยันที่ทำให้กงจื่อเย่ไม่อาจปฏิเสธและหลอกตัวเองได้อีกต่อไป


    “มารปีศาจอย่างข้าน่ะหรือหลงรักเจ้า เยว่ชิง” จอมมารพึมพำ

    คล้ายกับเรื่อง(E-Book) มารเร้นกายดับแสงดารา ที่คุณอ่าน