ประมาณสองชั่วโมงหรือเร็วกว่านั้นนิดหน่อยร่างของสองกัปปะลอยไปตามแม่น้ำในถ้ำที่มืดมิดมีเพียงแสงสว่างจากคบเพลิงของศิลาฉายแสงนำทางในถ้ำที่ทอดเป็นทางยาวไร้สิ้นสุดเสียงน้ำสะเทือน เสียงหายใจเป็นสิ่งเดียวที่ทำลายความเงียบสงบของสถานที่นี้ความอ่อนหล้าทางสมองและความอ่อนเพลียทางร่างกายชักนำพาให้เขาเกือบจะหลับไหลบนหลังของกัปปะแต่ฟ้าครามนั้นนอนหลับปุ๋ยสบายใจ ศิลาสดุ่งเฮือกเหมือนถูกบางอย่างดึงสติที่เลือนลางให้กลับมา
เช่นเดียวกันกัปปะทั้งสองก็เปลี่ยนท่าทีจากว่ายลอยไปตามน้ำแบบสบายมาเป็นระแวดระวังตัวทุกวินาที
ซุยเงะสึหยุดร่างหันศรีษะกับไปมองด้านหลังจ้องไปยังเส้นทางที่ผ่านมาอันมืดมิด
“เจ้าสัมผัสได้ด้วยหรอ” ซุยดารุยหันมาถามศิลา
“ครับ” ศิลาพยักหน้า “เหมือนมีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใต้น้ำด้านหลังพวกเรา”
“ไม่ใช่แค่ด้านหลัง เหมือนเรากำลังถูกจ้องมองมาจากทุกทางมากกว่า” ซุยเงะสึพูด
ศิลาสีหน้าเครียดลงเขาอยากจะให้สิ่งที่เขาทั้งสามสัมผัสได้เป็นเพียงแค่การอุปมานึกคิดขึ้นมาเอง แบบที่คนเราชอบคิดเมื่อเดินอยู่ในเส้นทางเปรี่ยวมืดมักจะคิดว่ามีอะไรอยู่ด้านหลังเสมอ แต่สิ่งที่ยืนยันกับศิลาว่าเขาไม่ได้คิดไปเองคือกัปปะทั้งสองก็รู้สึกได้เช่นเดียวกันกับเขา
“ผมสัมผัสได้ถึงการคงอยู่ของอีกชีวิต แต่ว่ามันเบาบางมาก”
“มันถอยไปหรือยัง หรือว่ายังอยู่” ซุยดารุยหันมาถาม
“ตอนนี้ผมคิดว่าคงถอยไปแล้วครับ” ศิลาใช้เนตรมารตรวจสอบมองไปด้านหลัง ก่อนจะใช้พลังปราณแผ่ขยายและจิตจับสัมผัสค้นหาสิ่งผิดปกติเพื่อความมั่นใจ “อื่มมันถอยไปแล้ว”
“ไปกันต่อเถอะ” ซุยเงะสึพูดก่อนจะลอยน้ำไปตามทางเบื้องหน้า
ศิลาได้แต่เงียบครุ่นคิดอยู่ในใจ
พลังที่เขาสัมผัสได้เมื่อครู่ไม่ใช้ทั้งสัตว์อสูร ปีศาจ มันเป็นพลังที่คล้ายกับมารและเทพตามที่นางตานีบอกพวกพญานาคตระกูลกัณหาโคตมะเป็นกึ่งเทพและสัตว์มารอีกอย่างเกล็ดกายของพวกนั้นยังมีสีดำกลมกลืนกับสภาพรอบกายของเขายิ่งนักทำให้ง่ายต่อการพลางตัว
แต่ถ้าหากใช่จริงก็แปรว่าพวกมันรู้ว่าเขากำลังจะเดินทางไปยังถิ่นของพวกมันแต่รู้ได้ยังไง หรือแค่พญานาคเฝ้ายาม แล้วทำไมถึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษแบบนี้แสดงว่าอาจจะมีอะไรสำคัญจริงๆอย่างที่เขาคิด
สิ่งที่เขาต้องการคือการพิชิตเกมเรื่องนั้นยังไม่เปลี่ยนที่แต่ที่สำคัญกว่าการพิชิตเกมคือการที่เขาต้องทำให้อวตารของตนเองก้าวล้ำไปเรื่อยๆเพื่อให้อวตารของฟ้าครามแข็งแกร่งตามไปด้วยเพื่อให้ร่างกายของฟ้าครามในโลกจริงวิวัฒนาการและสิ่งเดียวที่เขาคิดได้คือการที่เขาต้องครอบครองเศษวิญญาณของดิมีเทอร์หรือเทพีแห่งธรรมชาติและหลอมรวมเข้ากับตนเอง
ทว่ายามนี้เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเศษวิญาณได้ปรากฎขึ้นมายังส่วนไหนของโลกที่เขาคิดได้มีเพียงอย่างเดียวคือที่ไหนมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง หรือสัตว์เทวะตำนานทวยเทพในตำนาน หากที่ไหนมีสิ่งเหล่านี้สถิตอยู่ย่อมมีความเป็นไปได้ว่าการมีอยู่ของพวกมันคงเป็นการปกป้องเศษวิญาณแห่งธรรมชาติ ดังนั้นเขาจำเป็นต้องไปทุกมุมของโลกใบนี้สำรวจทุกตารางนิ้ว ทุกดันเจี้ยน
ศิลาเลิกครุ่นคิดก่อนจะถามขึ้น
“ท่านซุยเงะสึ ไม่ทราบว่าท่านพอจะรู้จักนามของเจ้าเหนือหัวของพญานาคตระกูลกัณหาโคตมะหรือไม่” ซุนเงะสึเงยหน้าหันมองศิลา
“ถ้าข้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อว่านางพญากาฬภุชคินทร์”
“พญากาฬภุชคินทร์หรอ!?....” ศิลาเอ่ยเสียงตกใจ
ซุยดารุยหันมามองหน้าศิลา
“เจ้ารู้จักหรือ” ศิลาหันไปพยักหน้าให้กับซุยดารุยก่อนจะพูดขึ้น
“พอจะเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ่างครับ”
พวกเขาเดินทางไปอีกครู่ใหญ่ แม่น้ำเริ่มขยายตัวจนกลายเป็นทะเลสาปแสงอาทิตย์ยามเช้าทอดผ่านผิวน้ำเป็นประกายระยับตาบ่งบอกถึงอรุณรุ่งที่มาเยือน เบื้องหน้าของศิลาห่างออกไปคือถ้ำใต้น้ำในทะเลสาปที่กว้างใหญ่ศิลาเงยมองขึ้นไปบนผิวน้ำก่อนจะมองรอบตัวใต้น้ำเขาสังเกตุเห็นเสาร์ผลึกธาตุตั้งเรียงรายจากใต้ดินสูงโผล่พ้นน้ำมากมาย
ซุยดารุยชี้ไปยังถ้ำเบื้องหน้าศิลา
“นั่นแหละคือที่อยู่ของเหล่าพญานาคตระกูลกัณหาโคตมะ”
“ขอบคุณท่านทั้งสองมากครับ” ศิลาพูดก่อนจะเรียกฟ้าครามให้ตื่น
เขาใช้พลังจิตสร้างฟองอากาศคลุมรอบกาย
ฟ้าครามมองรอบตัวอย่างทึ่งๆ
“ถึงแล้วหรอคะ” เจ้าหล่อนงัวเงียอยู่ในอ่อมแขนของศิลา
“ถึงแล้วคะ” เขาตอบก่อนจะหันไปหาสองกัปปะ “พวกท่านทั้งสองขากลับระวังตัวด้วยนะครับ บุญคุณนี้ผมศิลาจะตอบแทนอย่างแน่นอน”
ซุยเงะสึยิ้ม “ถ้าอยากตอบแทนพวกเรา เจ้าก็จงรอดชีวิตกลับไปให้ได้ก็พอ”
สองกัปปะหันหลังกลับทันทีแต่ยังไม่วายเหลียวหลังมามองศิลาที่กำลังว่ายตรงเข้าไปในปากทางเข้าถ้ำ
“นานไหมคะกว่าจะมาถึง” เจ้าหล่อนเงยหน้ามองศิลา
“พอได้คะแถมยังมีตัวอะไรไม่รู้สะกดลอยมาด้วย พวกนายตื่นกันอยู่หรือเปล่า” เขาเรียกสามพี่น้อง สามพี่น้องตอบรับเป็นเสียงเดียวกันว่าครับ
ในระหว่างทางซุนหงอคงก็ถามขึ้น
“ข้าไม่เข้าใจ ทำไมเราไม่ยกพวกไปตืบทศกัณฐ์แล้วให้มันบอกที่อยู่ของสุริยะเทพมาแค่นั้นก็สิ้นเรื่อง”
“นั่นซิ แบบนั้นก็ทำได้อยู่ แต่ฝั่งนั้นคงมีกองทัพอสูรระดับราชาขึ้นไปเป็นหมื่นหรือเป็นแสน จำนวนอาชญากรของเราถ้าวัดกันสิบคนสามารถฆ่าสัตว์อสูรระดับราชาได้หนึ่งตน จะมีก็พวกอดัมและก็พวกแปดมงกุฎที่พอจะสูสีกับสัตว์อสูรระดับเทพหรือเทพเจ้า ส่วนฉันมั่นใจว่าเอาชนะทศกัณฐ์ได้แต่ก็คงไม่ง่าย บางทีอาจจะชนะแต่ฉันก็คงปางตาย แล้วถ้าเกิดไอ้เจ้าสุริยเทพมันโผล่มากระทืบฉันตอนนั้นมีหวังเกิดใหม่อีกรอบแน่คราวนี้แหละทั้งดวงใจภูติที่เหลืออยู่ก็จะถูกชิงไป ไม่สิบางทีเราอาจจะเสียทุกอย่างให้กับสุริยเทพเลยก็ได้ อีกฝ่ายเป็นถึงพระอาทิตย์ที่เผาได้ทั้งพิภพเชียวนะ” ศิลารากยาว
“แล้วพี่ศิจะเอาไงล่ะคะ หรือจะรอให้พวกอาชญากรเก็บระดับกันถึงสามร้อยก่อน” ฟ้าครามเงยหน้าถามในขณะที่อยู่ในอ้อมแขนของศิลา
“ไม่ค่ะ ถึงทหารอาชญากรของเราเก็บระดับถึงสามร้อยก็คงสู้พวกสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิแบบตัวต่อตัวไม่ไหว พวกสัตว์เทวะนั้นอยู่ในโลกนี้มานาน คงมีสกิลการคงอยู่ของสัตว์อสูรที่อยู่นานเท่าไหร่พลังก็ยิ่งเพิ่มหรือถ้าไม่มีสกิลที่ว่านั่นพวกมันก็ต้องผ่านการวิวัฒนาการมานับครั้งไม่ถ้วนผ่านการต่อสู้มาเป็นพันปีพลังคงเกินระดับสามัญสำนึกไปไกล อีกอย่างต่อให้อาชญากรระดับเต็มแต่ถ้าไม่มีสกิลพิเศษก็สู้สัตว์อสูรระดับสูงไม่ได้อยู่ดี พวกสัตว์อสูรระดับสูงจะมีสกิลพิเศษกันอย่างน้อยสองสกิลอยู่แล้ว” ศิลาหรี่ตาลงคล้ายกำลังคิด “อีกอย่างใช่ว่าใครก็จะหาสกิลพิเศษมาครอบครองได้ง่ายๆ ถ้าไม่นับพี่อ่ะนะ” เขารู้ตัว
“นายท่านพูดยังกับว่าจะไม่ใช้กองกำลังอาชญากรเข้าทำสงครามกับพวกสัตว์เทวะหรือสัตว์อสูรอย่างนั้นแหละ”
“ใช่ เดิมทีฉันต้องการใช้พวกอาชญากรทำสงครามกับพวกผู้เล่นที่ขวางทางฉันเท่านั้น อย่าลืมซิมีหลายกิลด์ที่จ้องจะตลบหลังเราอยู่นะ ขืนเราทุ่มกำลังพลไปทำสงครามกับพวกสัตว์เทวะถึงเราชนะแต่จะมีอีกกี่เมือง อีกกี่กิลด์ที่พร้อมจะมาตลบหลังเราแบบนั้นมีแต่จะทำให้อาชญากรจำนวนมากไปตายเปล่าเสียระดับต้องมาเริ่มต้นกันใหม่อีกมีหวังเราจบเห่แน่แบบนั้น”
“นั่นซิคะ ถ้าจะให้เปรียบโลกนี้ก็เหมือนกำลังเกิดสงครามเย็น ต่างฝ่ายต่างสะสมกำลังอาวุธ ค้านอำนาจกันเพื่อรอตลบหลังอีกฝ่ายหากใครพลาด” ศิลาหันมายิ้ม
“ใช่แล้วคะ การที่เกิดขั้วอำนาจขึ้นมามากมายและทัดเทียมกันหากมีฝ่ายไหนพลาดสมดุจอำนาจจะพังทลาย และฝ่ายที่พลาดจะหมดสิ้นทุกอย่างไม่มีทางกลับมาตั้งตัวได้อีกแน่เพราะฝ่ายที่ตลบหลังสำเร็จจะได้พลังอำนาจทรัพยากรณ์ไปอย่างมากมาย”
“แล้วทีนี้เอาไงในเมื่อไม่ใช้กองกำลังอาชญากร” หงอคงถาม
“ฉันจะตามล่าสัตว์อสูรทุกตัวเทพทุกองค์แล้วฆ่าจับมาทำสัตว์อัญเชิญ แต่หากคุยกันได้และอีกฝ่ายยอมเป็นลูกน้องฉันก็จะใช้การถวายวาจาสัจปฏิญาณ ตอนนี้เราต้องเดินทางตามล่าไปเรื่อยๆเพื่อสะสมกำลังในระหว่างเดินทางอาจจะเจอเบาะแสชิ้นส่วนวิญญาณก็ได้”
“แบบนี้นี่เอง” หงอคงเข้าใจ “เจ้าดูด้วยนะว่ามันถวายสัจถูกต้องครบถ้วนหรือเปล่า” พูดจบหงอคงก็หัวเราะเริงร่า
ศิลาส่ายหัว ไอ้ลิงนี่นิวอนหาเรื่องซะแล้ว
“แต่อย่างน้อย ตอนนี้ฉันก็ได้กองทัพบาดาลและกองทัพสารพัดผีมาแล้วต่อไปก็...” สีหน้าศิลาเป็นกังวล
เขาไม่รู้ว่านางพญากาฬภุชคินทร์จะเป็นเหมือนในตำนานหรือเปล่า แต่ในใจเขาก็หวังว่าอยากให้เป็นเหมือนในตำนาน เพราะแบบนั้นมีความเป็นไปได้ว่าเขาจะสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้หากพูดคุยกันได้นั่นแปรว่าเขาสามารถยื่นข้อเสนอให้อีกฝ่ายได้เช่นกันแต่ถ้าไม่เขาก็ต้องฆ่าทิ้งแล้วจับทำสัตว์อัญเชิญซะ
ศิลาว่ายน้ำเข้าถ้ำมาได้สักพักก็พบทางตัน เขาเงยมองไปบนผิวน้ำที่มืดมิดพบว่าด้านบนเป็นพื้นถ้ำเขาไม่รอช้ากระโดดขึ้นไปยืนบนดินในถ้ำทันที
“มืดมาก” ศิลาหยิบคบเพลิงออกมาส่องนำทางที่แคบคดเคี้ยวเลี้ยวไปมาราวกับจะไม่มีที่สิ้นสุด
ในความมืดมีแสงจากคบเพลิงมีเพียงเสียงน้ำหยดจากเพดานถ้ำทำลายความเงียบสงบของสถานที่นี้ เขาเดินไปตามทางได้ประมาณสามสิบนาทีศิลารู้สึกแปลกประหลาดถ้ำนี้อยู่ใต้ทะเลสาปไม่ผิดแน่เพราะเมื่อครู่ยังมีน้ำซึมมาจากเพดานถ้ำอยู่เลยแต่ทว่าตอนนี้รอบกายของเขาอากาศกลับเต็มไปด้วยความแห้งเย็นไร้ไอชื้น
“แปลกจังค่ะ” ฟ้าครามมองรอบตัว
“อะไรแปลกหรอคะ”
“ก็ถ้ำนี่เป็นที่อยู่ของพญานาคไม่ใช่หรอคะ แต่เราเดินมาสามสิบนาทียังไม่เจอแม้แต่ไส้เดือนสักตัว”
ศิลาหยุดใช้ความคิดสีหน้าตึง
“บางทีถ้ำนี่อาจจะเป็นที่อยู่ของพญานาคตนเดียว”
“ตนเดียว?....” เจ้าหล่อนสงสัย
ศิลาเดินต่อ “ค่ะ พญานาคตนเดียวที่ชื่อว่ากาฬภุชคินทร์”
ฟ้าครามสงสัยจากนั้นสัมพาทีก็ถามขึ้น
“คือใครครับ”
ศิลานึกย้อนความคิดและเริ่มมั่นใจ
“บางทีถ้ำนี่คงเป็นที่นอนหลับของพญานาคตนนั้นแหละ ถ้าในตำนานพุทธศาสนาพญากาฬภุชคินทร์นั้นก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ภุชคินทร์เป็นพญานาคผู้นอนรอรับถาดทองคำที่องค์พระโพธิสัตว์ทรงอธิษฐานก่อนบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภุชคินทร์ก่อนจะมาเกิดเป็นพญานาคนั้นได้เกิดเป็นสามเณรผู้มีหน้าที่อุปัฏฐากภิกษุจำนวนมากจึงทำให้ไม่ได้หลับไม่ได้นอนอย่างเต็มอิ่ม ก่อนจะตายและเกิดเป็นพญานาคได้ตั้งจิตอฐิฐานขอให้นอนไม่รู้จักตื่นเมื่อได้เกิดเป็นพญานาค จะตื่นก็แค่เพียงสรรเสริญแด่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า”
เมื่อศิบาเบ่าจบฟ้าครามก็ถามขึ้น
“งั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าที่นี่คือถ้ำที่พญานาคหลับไหลอยู่และอาจจะเป็นพญานาคตนนั้นหรอคะ” ศิลาพยักหน้าตอบว่าใช่ค่ะ
“พี่ศิไอคิวเท่าไหร่หรอคะ” เจ้าหล่อนสีหน้าสงสัย ศิลามองเลิกคิ้ว งง
“ก็เท่าคนปกตินั่นคะ พี่แค่ชอบและสนใจในตำนานเรื่องราวประวัติศาสตรา ถ้าจะให้พูดก็คงพี่ชอบอะไรเก่าๆล่ะมั้ง”
“แล้วแฟนเก่าล่ะคะ ชอบไหม”
อ่ะจึ๋ย ศิลาหน้าซีดไหงจากประวัติศาสตร์ดันเปลี่ยนมาเป็นอดีตของตัวเองได้เนี่ย
“ชอบคนนี้” เขาชี้ไปทางเจ้าหล่อน ก่อนจะแอบถอนหายใจ
เมื่อรู้ตัวอีกทีศิลาก็พบว่าตนเองอยู่บนหน้าผาเบื้องร่างลึกลงไปเป็นลานกว้างเขาไม่จำเป็นต้องใช้คบเพลิงให้แสงสว่างอีกแล้วเพราะบนเพดานมีผลึกธาตุหลากสีให้แสงสว่างไปทั่วบริเวณ แสงนั้นส่องให้เห็นเงาสิ่งมีชีวิตเบื้องล่างที่มีร่างขนาดมหึมาเกล็ดสีดำนิลกาลนอนขดตัวอยู่ในนิทราราวกับเป็นนิรันดร์อยู่เบื้องร่าง
ศิลาใจเต้นตุบตับสั่นสะท้าน รู้สึกตลึงนับถือคนออกแบบเกมที่ออกแบบพญานาคได้น่าเกรงขามสมจริงขนาดนี้แต่บางอย่างก็ออกแบบได้น่าเตะมาก สิ่งที่เขาเห็นคล้ายทั้งงู คล้ายทั้งมังกร
นี่เจ้านั่นนอนหลับไหลอยู่จริงใช่ไหม ศิลาแอบคิด เพราะขนาดนอนหลับไหลยังแผ่พลังอำนาจน่าเกรงขามออกมาอย่างน่าหวาดหวั่นได้ขนาดนี้
ฟ้าครามยื่นมือมาจับแขนศิลา เขามองหญิงสาวที่ตัวกำลังสั่น ซึ่งไม่แปลกเลยเพราะพญานาคเป็นกึ่งงูกึ่งมังกร
“นางพญากาฬภุชคินทร์” เขาเปรยออกมา
วินาทีนั้นเองศิลาพลันรู้สึกหนักอึ่ง นัยน์ตาปิดสนิทเบิกกว้างนัยน์ตาดุร้ายแดงฉานตามชาติกำเนิดของพญาอสรพิษ
เสียงหนักทุ้มปนหวาน ทรงอำนาจดังขึ้นถาม
“ผู้ใด....มันผู้ใดกันที่บังอาจปลุกข้าจากนิทรา”