Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 5 ตอนที่ 135 อย่าลืมความตั้งใจแรกเริ่ม ถึงจะประสบความสำเร็จได้ในที่สุด!

            หลังออกจากคฤหาสน์ซูฮ่าวก็ไม่ได้กลับไปที่บ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋นแต่กลับไปที่สวนสาธารณะสือหม่าที่อยู่บริเวณใกล้เคียง


            เขานั่งหลบฝนอยู่ในศาลาเหม่อมองเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมา 

            แม้เขาจะพูดอยู่เสมอว่าไป๋เหวินหลิงเป็นเพียงแค่คนที่เดินผ่านไปมาในชีวิต แต่หลังจากที่ได้อยู่ด้วยกันสองชาติเขาก็รู้สึกเคยชินที่มีอีกฝ่ายอยู่ด้วยกันแล้ว

            เมื่อต้องมาแยกจากกันเขาก็รู้สึกไม่อยากจะจากไป

            ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่ความรักแต่เป็นมิตรภาพ 

            เดิมทีในชีวิตของเขานั้นก็ไม่ได้มีเพื่อนมากนักส่วนใหญ่แล้วจะคบหากันเพราะผลประโยชน์ เพื่อนที่เหมือนกับไป๋เหวินหลิง เย่จื่ออี๋หรือเจิงจื่อโหยวมีจำนวนน้อยมาก 

            การแยกทางในครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงแค่แยกย้ายกันไป แต่หมายความว่าเพื่อนของเขาจะลดจำนวนลงไปหนึ่งคน 

            “คำแจ้งเตือนจากระบบสะสมแต้มเสแสร้งครบ 100 แต้มแล้ว(แต้มสะสมปัจจุบัน 130 แต้ม)โฮสต์ต้องการจับรางวัลหรือไม่?”

            “หือ?” เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ซูฮ่าวชะงักไป

            “ระบบนายช่างเลือกเวลาออกมาจริงๆ วันนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี ยังไม่จับรางวัล”

            “จากการตรวจสอบร่างกายพบว่าโฮสต์กำลังอยู่ในสภาพหดหู่เพื่อไม่ให้โฮสต์ทำร้ายตัวเอง ระบบจะใช้แต้มเสแสร้ง 100 แต้มเพื่อซื้อประกันภัยให้โดยอัตโนมัติ วางใจเถอะ ผู้ได้รับประโยชน์คือระบบเอง”

            “ ... ”

            “ล้อเล่นจ้าระบบจะทำเรื่องที่น่าเบื่อแบบนั้นได้อย่างไร ต่อให้ทำ ก็ไม่มีทางให้โฮสต์รู้ดูท่าทางโง่เง่าของโฮสต์สิ ฮ่าๆ ”

            “ ... ”

            “โฮสต์ระบบมีหน้าที่ช่วยให้คุณกลายเป็นพระเจ้าที่แข็งแกร่งมากที่สุด และยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกใบนี้อย่างไร้คู่ต่อกรดังนั้นคุณอย่าให้เรื่องที่อยู่ตรงหน้ามาทำให้ความคิดภายในใจของคุณสั่นคลอนบางทีการปกป้องการตัดสินใจแรกมันอาจจะเจ็บปวดมาก แต่ในขณะเดียวกันการล้มเลิกการตัดสินใจแรกของคุณก็เจ็บปวดยิ่งกว่าของที่มันไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ การครอบครองหรือละทิ้งต่างก็เจ็บปวดเช่นกันในเมื่อไม่ว่าอย่างไรก็เจ็บปวดทำไมถึงไม่เลือกที่จะปกป้องมันทั้งความเจ็บปวดนี้ล่ะ?”

            “ไม่มีใครสามารถอยู่กับคุณได้ตลอดชีวิตมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ เราต้องคุ้นเคยกับการสูญเสียโลกใบนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่พวกเราเห็น ทุกคนมีชะตากรรมที่พระเจ้าเป็นคนกำหนดเอาไว้บางคนเกิดมาเพื่อเป็นราชา บางคนเกิดมาเพื่อตกต่ำหากเส้นทางที่คุณเดินคุณไม่ได้เลือกเอง ถ้าอย่างนั้นจุดจบจะอยู่ตรงไหนก็ไม่มีใครรู้”

            “อย่าลืมความตั้งใจแรกเริ่มถึงจะประสบความสำเร็จได้ในที่สุด!”

            หลังจากได้ยินคำพูดของระบบร่างกายของซูฮ่าวสั่นสะท้าน เหมือนเขาตระหนักอะไรขึ้นมาได้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพยักหน้าพูดว่า “พูดได้ถูกต้อง!” 

            อย่างที่ระบบพูดไว้ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะลำบากแค่ไหน แต่ก็ต้องเดินต่อไปข้างหน้าไม่ว่าทางจะขรุขระเพียงใด แต่มันก็มีความสุขกว่ายืนอยู่เฉยๆ ตรงนี้ 

            ตอนที่คนร่วมทางลงจากรถแม้ว่าจะทำใจไม่ได้ และรู้สึกเสียดายขึ้นมา แต่ก็ต้องโบกมือลา นี่แหละคือชีวิต 

            หลังจากที่ครุ่นคิดเรื่องนี้แล้วซูฮ่าวก็ลุกขึ้นยืน พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานาน “ระบบ ขอบคุณมากนะ”

            “ขอบคุณมากจริงๆท้ายที่สุดแล้วฉันก็จะเก็บแต้มเสแสร้งจากคุณ 100 แต้ม”

            ซูฮ่าวโบกมือ “ไม่เป็นไร ใช้ 100 แต้มทำให้ฉันได้สติขึ้นมามันก็คุ้มค่าแล้วระบบต้องใช้ความพยายามอย่างมากแน่นอนกว่าจะพูดคำพูดเหล่านั้นออกมาได้”

            “ไม่หรอกคำพูดเมื่อครู่นี้ฉันเพิ่งหาจากในเน็ตเอา ถามอากู๋ก็รู้เรื่องแล้ว”

            ซูฮ่าว “... ”

            ใครก็ได้เอายาฆ่าหนูมาที!

            แม้เขาจะไม่รู้ว่าคำพูดของระบบนั้นเป็นความจริงหรือเปล่าแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นแสงสว่างในยามสับสนให้แก่เขา ช่วยชำระสิ่งที่กวนใจของเขา 

            “อย่าลืมความตั้งใจแรกเริ่มถึงจะประสบความสำเร็จได้ในที่สุด!” ซูฮ่าวกำหมัดแน่นในแววตามีประกายความมุ่งมั่น เขาไม่คิดอะไรมาก จากนั้นเขาก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นและเริ่มบำเพ็ญเพียร 

            เขารู้ดีว่าความทุกข์ทั้งหมดบนโลกใบนี้เกิดขึ้นเพราะความสามารถที่ไม่เพียงพอของตนเองมีเพียงแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้น ไม่ว่าอุปสรรคใดก็สามารถแก้ไขได้ 

            เสียงฝนค่อยๆซาลง 

            เมฆดำที่เคยปกคลุมแน่นหนาในก่อนหน้านี้ตอนนี้มีพระจันทร์ลอยเด่นกลางท้องฟ้า สดใสราวกับฟ้าหลังฝน 

            ในอากาศยังมีกลิ่นดินชื้นๆกลิ่นนั้นช่างสดชื่นมาก

            ซูฮ่าวบำเพ็ญเพียรอยู่ที่สวนสาธารณะสือหม่าตลอดทั้งคืนจนถึงหกโมงเช้าวันรุ่งขึ้นเขาถึงได้หยุด

            เขาถอนหายใจออกมาจากนั้นก็เข้าสู่การฝึกความแม่นยำของวิถีหมัดสองชั่วโมง 

            จากนั้นเขาก็หยิบกระดาษและปากกาออกมาแล้วจดสูตรยาชะลอวัยแบบเจือจางแล้วออกมา

            ในขณะที่เขายังอยู่ที่เมืองไห่เป่ยเขายังสามารถช่วยบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวผลิตยาชะลอวัยได้แต่อีกไม่นานเขาก็จะออกจากเมืองไห่เป่ยแล้วในตอนนั้นเขาคงไม่มีเวลาดูแลบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว หลังจากที่เขาครุ่นคิดอย่างหนักเขาก็ได้เตรียมสูตรยาชะลอวัยแบบเจือจางเอาไว้ 

            สูตรยาตัวนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นปรมาจารย์หลอมโอสถก็สามารถผลิตได้แต่ว่าประสิทธิภาพจะเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นแน่นอนว่าสำหรับบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวมันก็เพียงพอแล้ว 

            เดิมทีเขาจะมอบสูตรยาชะลอวัยแบบเจือจางให้กับไป๋เหวินหลิงตอนที่เขากำลังจะออกจากเมืองไห่เป่ยแต่เมื่อวานนี้สวี่ชิงหงมาปรากฏตัวอย่างกะทันหัน ทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับไป๋เหวินหลิงแตกร้าวสถานการณ์ของพวกเขาทั้งสองคนในตอนนี้ก็นับว่าแตกต่างจากเดิมมาก 

            ในเมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็อยากจะมอบสูตรยาตัวนี้ให้กับไป๋เหวินหลิงก่อนเวลา

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็สะพายเป้ขึ้นมา แล้วเดินกลับไปที่คฤหาสน์ 

            ในตอนนี้ประตูของคฤหาสน์กำลังเปิดอยู่พอดี ซูฮ่าวลังเลเล็กน้อยจากนั้นก็เดินเข้าไปโดยตรง 

            “คุณซูคุณไป๋บอกว่าคุณจะไปเที่ยวครึ่งเดือน ทำไมคุณถึงกลับมาเร็วขนาดนี้ล่ะ?” เจิ้งชุนหลานที่กำลังกวาดพื้นเห็นซูฮ่าวเดินเข้ามาพอดี เธอจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย 

            “ฉันลืมให้ของสำคัญกับเหวินหลิงแต่อีกเดี๋ยวฉันก็จะไปแล้ว” ซูฮ่าวเข้าใจว่าการที่ไป๋เหวินหลิงบอกว่าตัวเองไปท่องเที่ยวนั้นเป็นเหตุผลที่บอกว่าทำไมเขาถึงออกจากคฤหาสน์ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เปิดเผย ก่อนจะยิ้มแล้วพูดขึ้นเช่นนั้น

            “อย่างนี้นี่เอง” เจิ้งชุนหลานตกใจแล้วพูดว่า “แต่ว่าคุณไป๋ออกไปแล้วนะคะเหมือนเธอจะไปที่โรงพยาบาลประชาชนในเขตตงเฉิง ถ้าอย่างนั้นคุณฝากของไว้กับฉันดีไหมคะเดี๋ยวคุณไป๋กลับมาฉันจะมอบให้เธอเองค่ะ”

            “ไม่เป็นไรฉันไปหาเธอเองก็แล้วกัน ของสิ่งนี้ต้องมอบให้เธอกับมือ” ซูฮ่าวส่ายหน้าแล้วโบกมือ “ลาก่อนนะครับป้าเจิ้งขอให้สุขภาพแข็งแรง สมความปรารถนาทุกประการ”

            “ได้ค่ะฉันก็ขอให้คุณซูเดินทางท่องเที่ยวปลอดภัยนะคะ” เจิ้งชุนหลานหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วทำความสะอาดต่อ 

            แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าการจากลาในวันนี้จะเป็นการจากลาตลอดกาล 

            ………………..

            โรงพยาบาลประชาชนเขตตงเฉิง

            ภายในห้องผู้ป่วยเดี่ยวไป๋เจี๋ยเอนตัวพิงหัวเตียงแล้วเหม่อมองหน้าต่างด้วยความสับสน

            ในโทรทัศน์กำลังฉายซีรีส์ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในตอนนี้แต่เธอไม่ได้อยากจะดูมันเลยแม้แต่น้อย 

            “แกรก!”

            ในตอนนั้นประตูห้องก็เปิดออกมาไป๋เหวินหลิงถือกล่องนมและผลไม้เข้ามาในห้อง 

            ด้านหลังของเธอคือหลินอีหลุน

            เพราะว่าเมื่อวานนี้เขาได้ส่งรูปให้กับทังเมียวเมียวและได้บอกที่อยู่ของซูฮ่าวจึงทำให้ทังเมียวเมียวไปขวางทางซูฮ่าวที่ภูเขาชิงอวิ๋นได้ และตอนนั้นยังมีการสนทนาที่เย็นชาเกิดขึ้น

            และเขาก็ได้ติดต่อกับสวี่ชิงหงที่กำลังสืบข้อมูลของซูฮ่าวอย่างลับๆทั้งยังให้ข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับซูฮ่าวแก่เธอด้วย

            เป้าหมายที่เขาทำเช่นนี้ก็เพราะเขาอยากทำให้ความสัมพันธ์ของซูฮ่าวและไป๋เหวินหลิงร้าวฉานเมื่อถึงตอนนั้นเขาจะได้กำจัดซูฮ่าวให้ออกไปจากไป๋เหวินหลิงได้ 

            แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือเมื่อวานนี้สวี่ชิงหงได้ไปหาไป๋เหวินหลิงถึงที่บ้าน จากนั้นก็เกิดการยั่วยุกันขึ้นจนทำให้ไป๋เหวินหลิงโมโหมาก และไล่ซูฮ่าวออกจากบ้าน 

            เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วเขาก็ต้องขอบคุณสวี่ชิงหงมาก หากไม่ใช่เพราะเธอความสัมพันธ์ของซูฮ่าวและไป๋เหวินหลิงคงไม่มีทางแตกหักกันเร็วขนาดนี้ 

            ในขณะเดียวกันเขาก็ได้ยินข่าวมาว่าลูกพี่ลูกน้องของไป๋เหวินหลิงถูกคนร้ายลักพาตัวไป และได้ถูกย่ำยี ตอนนี้เธออยู่ที่โรงพยาบาลประชาชน

            ซูฮ่าวไม่อยู่ครอบครัวได้รับบาดเจ็บ 

            นี่เป็นโอกาสที่สมบูรณ์แบบมาก!

            เมื่อได้รับความไว้วางใจและความปรารถนาดีจากครอบครัวของไป๋เหวินหลิง เขาก็มีโอกาสอย่างมากที่จะทำให้ไป๋เหวินหลิงประทับใจได้ 

            ดังนั้นเมื่อสิบห้านาทีที่แล้วเขาจึงขับรถออกจากบ้านมาที่โรงพยาบาลประชาชนเพื่อมาเยี่ยมไป๋เจี๋ย

            คิดไม่ถึงเลยว่าตอนที่เขามาถึงเขาจะได้พบกับไป๋เหวินหลิงพอดี 

            หลังจากที่เขาแสดงจุดประสงค์ว่าจะมาเยี่ยมแล้ว ไป๋เหวินหลิงก็ไม่ได้ปฏิเสธดังนั้นจึงยอมให้เขามาเยี่ยมไป๋เจี๋ยพร้อมกันกับเธอ 

            “พี่คะ?” ตอนที่ไป๋เหวินหลิงมาถึง ไป๋เจี๋ยที่อยู่บนเตียงก็ตกใจอย่างมากจากนั้นใบหน้าของเธอก็เผยรอยยิ้มที่หาได้ยาก “พี่มาได้อย่างไรคะ?”

            ในบรรดาญาติทั้งหมดเธอสนิทกับไป๋เหวินหลิงที่สุด ในตอนเด็กๆ ไป๋เหวินหลิงพาเธอไปกินของอร่อยเล่นเกมเป็นประจำ ทั้งคู่จึงสนิทกันเหมือนกับพี่สาวน้องสาวแท้ๆ 

            “ฉันเพิ่งได้ยินเรื่องของเธอจากคุณลุงคุณป้าดังนั้นจึงรีบมาเยี่ยมเธอ” ไป๋เหวินหลิงวางนมและผลไม้ไว้บนโต๊ะก่อนจะนั่งลงข้างๆ เธอ 

            “เสี่ยวเจี๋ยตอนนี้ร่างกายของเธอเป็นอย่างไรบ้าง?”

            “โชคดีที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะ” ไป๋เจี๋ยฝืนยิ้มออกมา เธอไม่ได้แสดงด้านที่อ่อนแอให้ไป๋เหวินหลิงเห็น 

            เธอหันไปมองหลินอีหลุนที่อยู่ด้านหลังของไป๋เหวินหลิงคนคนนี้คือชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปี สวมเสื้อสูทผูกเนกไทสีดำ ผมหยิกร่างกายแผ่ความสงบและมั่นใจในตัวเองออกมา

            “พี่คะคนคนนี้คือ?” 

            ไป๋เหวินหลิงยังไม่ทันได้พูดอะไรหลินอีหลุนก็ยิ้มแล้วแนะนำตัวเองว่า “สวัสดีครับคุณไป๋เจี๋ย ผมชื่อหลินอีหลุน เป็นประธานกลุ่มบริษัทหลินชื่อเมื่อวานนี้ได้ยินข่าวร้ายเกี่ยวกับคุณ ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากและหวังว่าคุณจะหลุดพ้นจากปมในใจโดยเร็ว”

            ไป๋เจี๋ยตกใจมาก 

            เมื่ออาศัยอยู่ในฉวนโจวเธอจึงคุ้นชื่อหลินอีหลุนคนนี้มาก

            ตอนอายุยี่สิบปีหลินอีหลุนได้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทหลินชื่อใช้เวลาสั้นๆเพียงห้าปีก็สามารถทำให้กลุ่มบริษัทหลินชื่อกลายเป็นบริษัทที่อยู่ในสามอันดับแรกของฉวนโจวได้แล้วไม่ใช่แค่ความสามารถที่เหนือคนอื่นแต่รูปร่างหน้าตาก็ยังหล่อเหลาและเป็นคนรักในฝันของหญิงสาวหลายคน

            ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าตาหรือความสามารถเขาก็แทบจะสมบูรณ์แบบ

            ด้วยอายุเพียงยี่สิบห้าปีเขาสามารถก้าวมาสู่จุดที่คนธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงได้ตลอดชีวิตต่อให้อยู่แค่ในวงการธุรกิจ เขาก็โดดเด่นฉายแสงออกมา 

            ในความคิดของเธอหลินอีหลุนเป็นคนที่เหมาะสมที่จะแต่งงานกับไป๋เหวินหลิงมากที่สุด หากทั้งสองคนได้สร้างครอบครัวด้วยกันนั่นจะต้องเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมแน่นอน

            “ที่แท้ก็คือประธานหลินนี่เองขอบคุณที่มาเยี่ยมฉันนะคะ”

            หลินอีหลุนส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมกับส่งรอยยิ้มสุภาพบุรุษ “คุณไป๋เจี๋ยเกรงใจเกินไปแล้วผมรู้จักกับไป๋เหวินหลิงมานาน เธอเป็นเพื่อนที่ดีมากๆและคุณก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของเหวินหลิง ดังนั้นผมควรจะต้องมาเยี่ยมคุณอยู่แล้ว”

            เมื่อพูดจบเขาก็ขมวดคิ้วแล้วกวาดสายตามองห้องผู้ป่วย “ห้องผู้ป่วยห้องนี้มันซอมซ่อมากเกินไปแล้วรออยู่ที่นี่ก่อนนะครับ เหมือนว่าพวกเขาจะต้องให้การรักษาที่ดีกว่านี้”

            เมื่อพูดจบเขาก็หยิบโทรศัพท์ออกมาและกดโทรหาผู้อำนวยการโรงพยาบาลประชาชน จากนั้นเขาก็พูดเพียงไม่กี่คำ 

            หลังจากนั้นไม่นานกลุ่มแพทย์ที่สวมชุดกาวน์สีขาวก็เดินเข้ามาภายในห้องผู้ป่วย

            สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคารพเห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังเกรงใจหลินอีหลุน