[จบ] คุรุการแพทย์

    บทที่ 29 นี่เป็นการซ้อมการแสดงครั้งแรกของพวกนายจริง ๆ เหรอ?

    บทที่ 29 นี่เป็นการซ้อมการแสดงครั้งแรกของพวกนายจริง ๆ เหรอ?

     

    เจียงเหมี่ยวอวี๋หยิบโทรศัพท์ของเธอขึ้นมาเพื่อเปิดเพลงประกอบ ‘ของขวัญพิธีเปิดเทอม’

     

    เสียงเพลงอันไพเราะดังออกมา

     

    ผู้ชมทั้งหกคนดูราวกับว่ากำลังเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลง

     

    เมื่อเห็นการแสดงออกของทุกคนแล้ว ฟางชิวก็หมดคำพูด ‘นี่แค่ซ้อมเท่านั้น พวกเรายังไม่ได้เริ่มร้องกันจริง ๆ เลย คนพวกนี้จะช่วยตัดสินแล้วให้คำแนะนำการแสดงได้ไหม?’

     

    เมื่อมาถึงท่อนร้องเพลง

     

    เจียงเหมี่ยวอวี๋เริ่มร้องเวอร์ชันภาษาจีนกลางออกมา

     

    “นักศึกษาทุก ๆ คน...”

     

    “หาที่นั่งของตัวเอง...”

     

    “นี่คือพิธีเปิดเทอมของพวกคุณ...”

     

    ‘เสียงหวานกว่าเก่าอีก’

     

    ฟางชิวนึกในใจทันทีที่ได้ยินท่อนแรก

     

    ว่ากันว่าเวลาคนเราเอาจริงเอาจังย่อมน่ากลัว โดยเฉพาะพวกผู้หญิง

     

    ทั้งหกคนถูกดึงดูดทันทีด้วยเสียงร้องของเจียงเหมี่ยวอวี๋ ต่างคนต่างเผยสีหน้าจริงใจไม่เหมือนก่อนหน้านี้

     

    พวกเขาดูมีความสุขไปกับเพลงจริง ๆ 

     

    “เสียงเพราะเกินไปแล้ว!”

     

    โดยเฉพาะสามหนุ่ม เพียงเห็นใบหน้าของเจียงเหมี่ยวอวี๋ พวกเขาก็มีความสุขแล้ว

     

    “มองไปข้างหน้า...”

     

    “ลองนึกภาพว่าการสวมหมวกทรงสี่เหลี่ยมนั้นสวยงามเพียงใด...”

     

    “จ่ายค่าเล่าเรียนที่ลืมไม่ลง...”

     

    “ปีถัดไปที่ไร้ซึ่งความหยาบคาย...”

     

    “พรุ่งนี้มักเป็นเทอมใหม่ของเราเสมอ...”

     

    “ชั่วชีวิตคนเรา...”

     

    ในที่สุดก็ถึงท่อนของฟางชิว

     

    เจียงเหมี่ยวอวี๋หันไปมองฟางชิวหลังจากที่ร้องเพลงท่อนของเธอเสร็จ

     

    ฟางชิวรู้ว่าถึงตาของตนแล้วจากที่ตกลงกันเมื่อวันก่อน

     

    เขาจำเนื้อเพลงได้แล้ว ที่เหลือก็แค่ร้องออกไปเท่านั้น

     

    ฟางชิวเริ่มร้องเพลง

     

    ฉากที่เขาเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยผุดขึ้นมาในใจเขาหลายครั้งหลายครา

     

    เขาคิดถึงโรงเรียนมัธยมปลายที่เขาเพิ่งเรียนจบมา

     

    เขายังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องการจะพูดกับรุ่นน้องตัวเองที่โรงเรียน

     

    อย่างที่ในเนื้อเพลงบอกไว้ พวกเขาจะต้องเรียนรู้ในทุก ๆ อย่าง

     

    “...หมั่นเรียนรู้...”

     

    “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม...”

     

    “สิ่งที่เราเรียนรู้...”

     

    “สามารถสร้างความมั่นใจให้เราเสมอ...”

     

    “ทวนหนังสือ...”

     

    “...มีประโยชน์ทุกครั้งที่มีสอบ...”

     

    “อย่างน้อยก็รู้ว่าไม่เข้าใจอะไร...”

     

    ฟางชิวร้องเพลงได้แตกต่างจากเจียงเหมี่ยวอวี๋ เนื้อเพลงเวอร์ชันกวางตุ้งของเขาทำให้ทั้งหกคนทำตาโตกันไปเป็นแถบ

     

    ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเนื้อเพลงหมายถึงอะไร

     

    แต่ก็ไม่สามารถหยุดความคิดและความรู้สึกว่ามันไพเราะได้

     

    พวกเขาเกือบจะจินตนาการได้ว่าเนื้อเพลงนั่นมีความหมายว่าอย่างไรโดยที่ไม่รู้ความหาย

     

    ทำนองดำเนินไปอย่างช้า ๆ

     

    แม้ว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจ แต่ก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงแรงบันดาลใจในเพลงที่ฟางชิวร้อง

     

    ยิ่งฟางชิวนั้นดันร้องได้ไพเราะซะขนาดนี้

     

    ความไม่เข้าใจนี่แหละ ทำให้เกิดความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม

     

    เจียงเหมี่ยวอวี๋ฟังฟางชิวร้องเพลงพลางตามทำนองเช่นกัน

     

    “…คงจะมีแต่ความรัก...”

     

    “ที่หนังสือเรียนไม่ได้สอนไว้...”

     

    “เราคงต้องลองไปเรื่อย ๆ”

     

    “...ที่จะถ่ายทอดความรู้สึกนี้ได้...”

     

    เนื้อร้องท่อนนี้เป็นภาษาจีนกลาง คนที่ฟังอยู่จึงเข้าใจ

     

    พวกเขามองฟางชิวและเจียงเหมี่ยวอวี๋อย่างมุ่งร้าย

     

    “...ความรักต้องพยายามต่อไป!”

     

    “ความสัมพันธ์ระหว่างคุณทั้งสองดูไม่ธรรมดาเลย เฮ้ ๆ!”

     

    ในเวลาเดียวกัน เนื้อเพลงก็โดนใจพวกเขาด้วยเช่นกัน

     

    หลายคืนนับไม่ถ้วนในโรงเรียนมัธยม พวกเขาได้แต่บอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า ตัวเองจะต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยให้ได้

     

    พวกเขามักชอบจินตนาการถึงชีวิตที่สวยงามในมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยอิสรภาพและความรักเสมอมา...

     

    ทั้งคนร้องทั้งคนฟังต่างเฝ้ารอความรักที่แสนมหัศจรรย์ให้เข้ามาในหัวใจ

     

    รวมทั้งฟางชิวด้วย

     

    ฟางชิวร้องเพลงท่อนที่สองต่อ

     

    “นักศึกษาทุกคน...”

     

    “หาที่นั่งของตัวเอง...”

     

    “นี่คือพิธีเปิดเทอมของพวกคุณ...”

     

    “...ถ้าเธอ”

     

    “รู้สึกว่ามันยาก ก็อย่าโกงนะ”

     

    “ฝ่าฟันขวากหนามเพื่อจบปริญญา...”

     

    “ความประพฤติของเธอยังคงเป็นเรื่องสูงส่ง”

     

    “เมื่อเธอเรียนจบไป สิ่งที่เธอเรียนรู้จะ...”

     

    “บังเกิดผลเอง...”

     

    ตรงท่อนนี้มีท่วงทำนองที่มีชีวิตชีวามาก

     

    มันให้ความรู้สึกมหัศจรรย์กับผู้ฟัง

     

    พวกเขาไม่รู้ว่าเดิมทีเพลงนี้เป็นภาษากวางตุ้ง

     

    แต่พวกเขารู้สึกว่าเวอร์ชันภาษากวางตุ้งนั้นไพเราะและเข้ากับเนื้อร้องมากกว่า

      

    เพลงสามนาทีแม้จะดูยาวมาก แต่ทั้งหกคนกลับรู้สึกว่ามันยังไม่เพียงพอเลย

     

    ท่อนจบของเพลงฟางชิวและเจียงเหมี่ยวอวี๋ต่างร้องเป็นภาษาจีนกลาง


    “จ่ายค่าเล่าเรียนที่ลืมไม่ลง...”

     

    “ปีถัดไปที่ไร้ซึ่งความหยาบคาย...”

     

    “พรุ่งนี้มักเป็นเทอมใหม่ของเราเสมอ...”

     

    “ชั่วชีวิตคนเรา...”

     

    เพลงจบลงแล้ว...

     

    จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ

     

    ฟางชิวมองคนอีกหกคนตรงหน้าที่ยังดูอินกับเสียงเพลง

     

     “ระดับความซาบซึ้งของหกคนนี้ต่ำไปหน่อย...”

     

    ฟางชิวจับคางของเขาแล้วพูดขึ้นว่า “ฟังแค่นี้ก็อินแล้วเหรอ...”

     

    เจียงเหมี่ยวอวี๋อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเมื่อได้ยิน เธอมองฟางชิวแล้วพูด “รูมเมตของนายอินน้อยไปหน่อย รูมเมตฉันไม่นะ”

     

    “ใช่! ใช่!” ฟางชิวพูดพร้อมรอยยิ้ม

     

    ทั้งหกคนตื่นจากภวังค์เพราะเสียงหัวเราะ

     

    หลังจากที่ตื่นจากภวังค์กันแล้ว พวกเขาก็มองไปที่ฟางชิวและเจียงเหมี่ยวอวี๋ด้วยตาที่เบิกโพลงและเป็นประกาย จากนั้นก็ปรบมือ

     

    “เพราะ… เสียงเพราะมาก! จริง ๆ!” ซุนฮ่าวเอ่ยชมจากใจจริง

     

    อีกห้าคนที่เหลือก็พยักหน้าเห็นด้วย

     

    พวกเขาปรบมือรัว ๆ ปรบดังมากซะจนมือแดงไปหมด

     

    ฟางชิวและเจียงเหมี่ยวอวี๋ยิ้มออกมาเมื่อได้ยินคำชม ทั้งสองโล่งใจขึ้นบ้างแล้ว

     

    “ฉันมีคำถาม!”

     

    โจวเสี่ยวเทียนยกมือขึ้นทันทีแล้วถามออกมา “นี่เป็นการซ้อมการแสดงครั้งแรกของพวกนายจริง ๆ เหรอ? ไม่ได้หลอกพวกเราใช่ไหม?”

     

    คนอื่นก็มองทั้งคู่ด้วยความสงสัยเช่นกัน

     

    พวกเขาคิดว่าเพราะทั้งคู่ฝึกฝนการร้องเพลงอย่างหนัก การขับร้องของเลยออกมาไพเราะ เป็นธรรมชาติและนุ่มนวล

     

    “ใช่ ครั้งแรก” ฟางชิวตอบอย่างจริงใจ

     

    เจียงเหมี่ยวอวี๋ก็พยักหน้า

     

    เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งหกคนก็ถึงกับตกตะลึง ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายด้วยความยินดี

     

    “ครั้งแรกจริงเหรอ?!”

     

    “แสดงได้ดีในครั้งแรกเลย”

     

    ทั้งหกอดนึกถึงการแสดงในงานปาร์ตี้รับน้องใหม่ในคืนนั้นไม่ได้จริง ๆ นั่นนับเป็นครั้งแรกของคนทั้งคู่เช่นกัน แต่ทั้งสองก็สามารถแสดงร่วมกันออกมาได้อย่างไร้ที่ติ

     

    “สองคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นนักดนตรีชัด ๆ!” จูเปิ่นเจิ้งชม

     

    จากนั้นซุนฮ่าวก็กำหมัดแล้วพูดว่า

     

    “การแสดงเมื่อกี้นี้ ใคร ๆ ก็คิดว่าพวกนายเป็นแฟนกัน!”

     

    คนที่เหลืออีกห้าคนพยักหน้า

     

    ทันใดนั้น บรรยากาศน่าอึดอัดและกระอักกระอ่วนก็ปกคลุมรอบ ๆ ตัวเจียงเหมี่ยวอวี๋และฟางชิว

     

    โทรศัพท์ของเจียงเหมี่ยวอวี๋ดังขึ้นทำลายความเงียบนั้น

     

    หลังจากเจียงเหมี่ยวอวี๋รับสายโทรศัพท์ เธอก็พูดกับฟางชิวว่า “คนจากสมาคมนักศึกษาที่รับผิดชอบพิธีเปิดเทอมเรียกให้ฉันไปเดี๋ยวนี้ เธอบอกว่าพวกเรามีเรื่องควรตกลงกัน อาจจะเพื่อ… จัดคิวแสดงล่ะมั้ง”

     

    หลังจากนั้นเธอเอ่ยอย่างเสียอกเสียใจ “แย่จัง! เมื่อกี้ฉันน่าจะบันทึกเสียงให้พวกเขาฟัง”

     

    “ง่ายนิดเดียว ทำไมเราไม่ร้องกันอีกรอบล่ะ?” ฟางชิวถาม

     

    “ดี ๆ!!”

     

    ทั้งหกคนชูโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาพร้อมกัน

     

    กลายเป็นว่าบรรดาเพื่อน ๆ บันทึกเสียงไว้หมดแล้ว

     

    นั่นทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้นไปอีก เจียงเหมี่ยวอวี๋รับบันทึกเสียงที่เพื่อนของเธออัดเอาไว้ เสร็จแล้วก็นัดหมายฟางชิวให้มาซ้อมที่เดิมเวลาเดิมในวันพรุ่งนี้ จากนั้นก็จากไปด้วยความเร่งรีบ

     

    “ตื่นได้แล้ว!”

     

    ฟางชิวตะโกนพลางสะกิดสามรูมเมตของตนที่ยังคงยืนเหม่อมองตามเจ้าของร่างงามของเจียงเหมี่ยวอวี๋ที่จากไป

     

    “เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเราจะมาอีก!!” โจวเสี่ยวเทียนตอบกลับทันทีด้วยความตื่นเต้น

     

    “อื้ม! อื้ม!” จูเปิ่นเจิ้งและซุนฮ่าวพยักหน้าพร้อมกัน

     

    “นายชอบคนไหน ฉันชอบหยวนเป้ย ทั้งสูงทั้งเพรียว อย่าแย่งฉันนะโว้ย!” โจวเสี่ยวเทียนพูด

     

    “ฉันชอบหวงหมานหม่าน ดูเป็นกุลสตรี สเปกฉันเลย!” ซุนฮ่าวพูดพลางเพ้ออยู่ในจินตนาการ

     

    “พี่ใหญ่ แล้วพี่ล่ะชอบคนไหน?” โจวเสี่ยวเทียนถามจูเปิ่นเจิ้งอย่างกังวลใจ

     

    เขาไม่อยากจะมีปัญหาบาดหมางกับรูมเมตตัวเองเรื่องผู้หญิง

     

    “หวังอวี๋ น่ารัก ไร้เดียงสา สเปกฉันเลย” จูเปิ่นเจิ้งกล่าวทันที

     

    หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็มองกันและกันและยิ้มเจ้าเล่ห์

     

    พวกเขาดูเหมือนจะสร้างพันธมิตรได้แล้วในเรื่องจีบสาว!

     

    “เฮ้ย ๆ!” ฟางชิวเรียกให้ทั้งสามตื่นจากมโน “ยังมีฉันยืนอยู่นี่นะ พวกนายคงไม่ทิ้งฉันไว้ที่นี่คนเดียวใช่ไหม?!”

     

    ซุนฟ่าวมองฟางชิวพลางเบ้หน้า “เฮอะ พวกฉันไม่แย่งเทพธิดาเจียงจากนายหรอก ไปไหนก็ไปเลย!”

     

    “ไป๊ ๆ!”

     

    จูเปิ่นเจิ้งและโจวเสี่ยวเทียนโบกมือไล่ฟางชิวด้วยสีหน้ารังเกียจ

     

    ฟางชิวกลับหอพักไปด้วยความเจ็บปวดแล้วอ่านหนังสือต่อไป

     

    ผ่านไปแล้วหนึ่งคืน…

     

    ฟางชิวยังคงตื่นนอนตอนตีห้าทุกวัน เพราะเขาต้องไปเกาะใจกลางทะเลสาบเพื่อบ่มเพาะตนเอง ส่วนเฉินชงก็ยังคงออกกำลังกายอยู่ที่ภูเขาเหยาหวัง ซึ่งแน่นอนว่าฟางชิวก็เห็นอีกฝ่ายทุกวัน

     

    การฝึกสนามภาคสนามนั้นจบแล้ว ครูฝึกก็พากันกลับออกไปหมด แต่เจ้าหน้าที่ทหารกลับไม่...

     

    เป็นเวลาสามวันแล้วที่นายทหารคนนี้ยังปรากฏตัวอยู่ในที่ที่เฉินชงฝึกฝนตัวเองทุกวัน

     

    แต่ฟางชิวไม่ออกไปแสดงตัว

     

    เขาไม่ต้องการให้อะไรมารบกวนชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยของเขาทั้งนั้น

     

    หลังจากคาบเรียนเช้าและมื้อเที่ยงผ่านไป ฟางชิวก็ไปที่แผนกศัลยกรรมกระดูก ณ โรงพยาบาลในเครือของมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเจียงจิง

     

    ตอนนี้เป็นเวลาที่ได้นัดหมายไว้กับหมอเสิ่นชุน

     

    เมื่อไม่มีชั่วโมงเรียนช่วงบ่าย ชายหนุ่มก็มีเวลาเหลือเฟือ

     

    ในตอนนี้เงินของฟางชิวจะหมดแล้ว เขาต้องการงานพิเศษเพื่อหาเงินเพิ่มอย่างเร่งด่วน

     

    “สวัสดีครับ ผมมาหาคุณหมอเสิ่น เขาอยู่ที่ไหนพอจะบอกได้ไหมครับ?

     

    ฟางชิวไปที่แผนกศัลยกรรมกระดูกที่อยู่ชั้นเจ็ดแล้วถามแพทย์หนุ่มในชุดเสื้อกาวน์

     

    “มาหาหมอเสิ่นเพื่อรักษาเหรอ? มีใบนัดหรือเอกสารอะไรมาไหม?” แพทย์หนุ่มขมวดคิ้ว เขามองฟางชิวด้วยสายตาดูถูกและถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นชา

     

    “ผมไม่ได้มารักษา ผมมาหาเขาด้วยเหตุผลอื่น” ฟางชิวอธิบาย

     

    “หมอเสิ่นรักษาคนไข้อยู่ ถ้าคุณไม่ได้มารักษาอาการป่วยก็อย่าไปกวน ไปนัดพบส่วนตัวแทน!”

     

    หลังจากนั้นแพทย์หนุ่มก็ตั้งท่าจะจากไป

     

    เขารู้สึกว่าฟางชิวดูเป็นแค่นักศึกษาที่ไม่ได้มีธุระสลักสำคัญอะไรที่นี่

     

    “ที่นี่คือโรงพยาบาล ไม่มีเวลาเหลือเฟือให้ธุระส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาคนไข้หรอก!”

     

    ทัศนคติของแพทย์หนุ่มทำให้ฟางชิวขมวดคิ้ว แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

     

    ฟางชิวรอสักพักก็เจอกับหมอคนที่สอง ในที่สุดก็ได้รู้ว่าหมอเสิ่นชุนอยู่ที่ไหน

     

    ชายหนุ่มเดินไปที่ห้องที่ปรึกษา

     

    “ต่อคิวก่อนพบแพทย์ ให้มาอีกทีตอนถูกเรียก!”

     

    ขณะที่ฟางชิวกำลังจะเข้าไปที่ห้อง แพทย์ที่ประตูก็เอื้อมมือออกไปมาขวาง จากนั้นเมื่อเห็นฟางชิวชัด ๆ เขาก็ชะงัก ก่อนจะถามออกมาด้วยความเหลืออด “เธออีกแล้วเหรอ? ถ้าไม่ได้มารักษาตัวก็อย่าเร่งให้มันมากนัก พวกเราต้องไปพบคนไข้เดี๋ยวนี้แล้ว!”

     

    “ผมมาหาหมอเสิ่น ผมมีนัดกับเขา!” ฟางชิวอดทนอธิบายด้วยท่าทางสุภาพ

     

    เพราะว่าที่นี่คือโรงพยาบาล เป็นสถานที่ที่ไว้รักษาผู้ป่วยและช่วยชีวิตผู้คน เป็นการดีกว่าที่จะไม่มีการทะเลาะกันเกิดขึ้น

     

    “มีนัดงั้นเหรอ?”

     

    แพทย์หนุ่มมองฟางชิวตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเสียดสีออกมา “ที่นี่การนัดพบแพทย์จะต้องมีใบนัดหรือเอกสารอื่นมายืนยัน ในเมื่อเธอไม่มี เธอจะมีนัดได้ยังไง? จะโกหกก็ให้มันเนียนหน่อย!”

     

    สีหน้าของฟางชิวมืดครึ้มลงทันที

     

    นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ชายหนุ่มพบกับคนที่ไม่เข้าใจอะไรง่าย ๆ แบบชายคนนี้

     

    ที่นี่คือโรงพยาบาล คนไข้จะมีสุขภาพจิตดีได้อย่างไรถ้ามีหมอแบบนี้?!

     

    ทว่าก่อนที่ฟางชิวจะทำอะไรสักอย่าง เสิ่นชุนที่เพิ่งรักษาคนไข้ข้างในเสร็จและกำลังจะเรียกผู้ป่วยคนต่อไปก็ชะเง้อหน้ามาเห็นฟางชิวพอดี เสิ่นชุนจึงเรียกเขาด้วยความประหลาดใจ “เธอมาแล้ว!”

     

    เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเสิ่นชุน แพทย์หนุ่มก็ต้องตกใจยิ่งกว่า เขาไม่คิดเลยว่าหมอเสิ่นกับเจ้าเด็กขี้โม้นี่จะรู้จักกันจริง ๆ

     

    แย่แล้วไง! แล้วเด็กนี่จะฟ้องหมอเสิ่นไหมเนี่ย?!

     

    การกระทำต่อมาของเสิ่นชุนยิ่งทำให้รู้สึกสลด

     

    เพราะเสิ่นชุนยืนขึ้นแล้วเดินไปต้อนรับฟางชิวที่ประตู

     

    ฟางชิวเดินอ้อมแพทย์หนุ่มแล้วไปทักทายเสิ่นชุน

     

    “ผมมาศึกษาน่ะครับ” ฟางชิวว่าอย่างนอบน้อม

     

    “ช่างเป็นคนถ่อมตน!”

     

    เสิ่นชุนพูดกับเขาพร้อมด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็กวักมือเรียกให้ฟางชิวนั่งลง

     

    “ที่นี่อาจจะคับแคบสักหน่อย คงไม่มีอะไรมาทำให้เธอสนุกได้มากนะ”

     

    “ไม่เป็นไรครับ ด้วยความยินดี” ฟางชิวตอบ

     

    ในเวลานี้ก็มีคนไข้วัยกลางคนเดินถือซีทีสแกนออกมา

     

    “หมอครับ ได้ผลซีทีสแกนแล้วครับ”

     

    “ให้ผมดูซิ”

     

    เสิ่นชุนมองฟางชิวอย่างประดักประเดิด ฟางชิวจึงโบกมือเชิงขอให้เสิ่นชุนจัดการงานตัวเองก่อน

     

    หลังจากที่ดูผลซีทีสแกน เสิ่นชุนก็ขอให้คนไข้วางเท้าของตัวเองบนเก้าอี้ที่คลุมด้วยผ้าฝ้ายแล้วสัมผัสข้อเท้าที่บาดเจ็บของคนไข้

     

    ในขณะที่เสิ่นชุนกำลังจะเริ่มรักษา เขาก็นึกอะไรบางอย่างได้ เขาเงยหน้ามองฟางชิวแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

     

    “เธออยากจะลองไหม?”

     

    น้ำเสียงของเสิ่นชุนดูมีความหวังมาก

     

    เสิ่นชุนเคยเห็นความสามารถในการจัดกระดูกของฟางชิวด้วยตาตัวเองมาก่อน เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าระดับความสามารถของฟางชิวคือมืออาชีพ

     

    แม้ที่ฟางชิวได้รักษาไปนั้นคืออาการข้อเท้าแพลงก็ตาม

     

    ทว่าแพทย์หนุ่มและคนไข้ต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งที่เสิ่นชุนพูด

     

    แพทย์หนุ่มมองฟางชิวอย่างร้อนรน

     

    หมอเสิ่นกำลังปล่อยให้ไอ้หนุ่มนี่รักษาคนไข้เหรอ?

     

    “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” 


    คล้ายกับเรื่อง[จบ] คุรุการแพทย์ ที่คุณอ่าน