เจ้าจ้อยยิ่งฟังเสียงท่องกฎของ ศิษย์พี่พชร ก็ยิ่งรู้สึกว่ากฎของ สำนักอักษรพิมานแห่งนี้มันเยอะยิ่งกว่าขนรักแร้ของไอ้พวกยักษ์สามพี่น้องเสียอีก! ทุกย่างก้าว ทุกการขยับเขยื้อนดูเหมือนจะถูกตีกรอบไว้หมดแม้แต่การยกแขนขึ้นสูงแค่ไหนก็ยังมีระเบียบกำหนดไว้ชัดเจน
จ้อยเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี‘นี่มันไม่ใช่สำนักสอนหนังสือแล้วมั้ง นี่มันโรงงานผลิตหุ่นยนต์ชัด ๆ!’ในใจของกระรอกขาวปุยสำลีเริ่มวางแผนการใหญ่อีกครั้ง นั่นคือการ "ลาออก"หรือไม่ก็ทำยังไงก็ได้ให้ถูก "เชิญออก"จากสถานศึกษาแห่งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ปัญหาคือกฎนับหมื่นข้อที่ศิษย์พี่พชรอ่านมาเนี่ยไม่มีข้อไหนบอกเลยว่าทำผิดแล้วจะถูกไล่ออก!
จะแอบหนีไปเองงั้นเหรอ? จ้อยไม่ใช่กระรอกโง่การหนีไปเฉย ๆ เท่ากับเป็นการตบหน้าท่านอาจารย์ และลบหลู่สำนักจอมบรรพตที่สำคัญที่สุดคือ เขามาที่นี่ตามบัญชาของ พระอินทร์ และ พระแม่เจ้าแห่งสระทิพย์ถ้าขืนหนีไปดื้อ ๆ ก็เท่ากับหาเรื่องตายแบบศพไม่สวยแน่!
ดังนั้นทางเดียวที่เหลืออยู่คือ... ต้องทำตัวแสบจนอาจารย์ทนไม่ไหวแล้วเป็นฝ่ายถีบหัวส่งเขาออกไปเอง!
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป...ศิษย์พี่พชรก็ยังคงอ่านกฎต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
มณีภัสสรในร่างนกทองเริ่มจะทนไม่ไหว ดวงตาของนางปรือลงเรื่อย ๆ ส่วน ไอ้สามยักษ์บื้อที่ตอนแรกดูเหมือนจะตั้งใจฟัง บัดนี้เริ่มส่งเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวปานฟ้าผ่า...ครอก... ฟี้!
เจ้าหัวโตนั่งหลับไปเรียบร้อยแล้วจะเหลือก็แค่เด็กหญิงตัวเล็กกับเด็กน้อยหัววัวที่ยังพยายามถ่างตาฟังอย่างสุดชีวิต
มณีภัสสรหันไปมองเจ้าจ้อยที่ยังคงยืนนิ่งเด่นเป็นสง่าอยู่ข้างๆ นางเห็นจ้อยถ่างตาโตจ้องมองศิษย์พี่พชรเหมือนกำลังดื่มด่ำกับกฎระเบียบอย่างลึกซึ้งนางจึงกระซิบถามเสียงแผ่วว่า
“นี่เจ้ากระรอก... เจ้าไม่หาวบ้างเหรอ? ข้าจะทนไม่ไหวแล้วนะ”
จ้อยไม่ตอบ...นิ่งสนิท
“เจ้าจ้อย... ทำไมเจ้าไม่พูดล่ะ?” มณีภัสสรถามซ้ำ
“นี่! ข้าคุยกับเจ้านะ พูดอะไรบ้างสิ!” นางเริ่มหงุดหงิด
ทว่าเจ้ากระรอกขาวตัวนี้ยังคงยืนทื่อเหมือนรูปปั้นประดับสวนดวงตาใสแจ๋วจ้องไปข้างหน้าไม่กะพริบ จนมณีภัสสรเริ่มนึกเลื่อมใสใน ตบะความอดทนของมัน
นางตัดสินใจใช้ปีกสะกิดที่ไหล่นุ่มๆ ของจ้อยเบา ๆ ทันใดนั้น จ้อยก็สะดุ้งโหยง!
“เฮ้ย! อะไรวะ?! เจ้านกผีนี่ สะกิดหาพระแสงอะไรไม่เห็นเหรอว่าคนกำลังนอนหลับพักผ่อน!”จ้อยตะคอกกลับเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยความโมโห
มณีภัสสรตาค้างอ้าปากค้าง “นอนหลับ?เจ้าเนี่ยนะนอนหลับ? เจ้าลืมตาโพลงอยู่อย่างนี้เนี่ยนะ!”
จ้อยยืดอกอย่างภาคภูมิใจ“เหอะ! นี่มันคือวิชาลับที่ผมฝึกฝนมาอย่างยาวนานกว่า 12 ปีตั้งแต่สมัยเรียนประถมจนจบมัธยมปลาย เป็นเคล็ดวิชา 'หลับในแบบลืมตา'สำหรับพวกเด็กหลังห้องระดับเซียน ถ้าเจ้าอยากเรียนล่ะก็ ผมสอนให้ฟรีๆ ก็ได้นะ เห็นแก่ว่าเป็นเพื่อนร่วมสำนักกัน”
“เจ้าใจดีขนาดนั้นเลยรึ?” มณีภัสสรขมวดคิ้วสงสัย
“แน่นอน ผมน่ะเป็นกระรอกที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรมและ กุศลผลบุญ อยู่แล้ว”จ้อยตอบพลางยิ้มกริ่ม
“...หึ เชื่อก็ออกลูกเป็นลิงแล้ว! แต่เอาเถอะ... แค่ยืนลืมตาแล้วนอนได้เนี่ยนะ?ข้าจะลองดู!” มณีภัสสรที่กำลังง่วงจัดรีบทำตามทันที
นางพยายามเบิ่งตาให้กว้างที่สุดแล้วปล่อยจิตให้หลุดลอยไป...ผลคือ มณีภัสสรเข้าสู่ภวังค์หลับลึกไปทันทีในขณะที่ยังยืนลืมตาค้างอยู่!
และในวินาทีนั้นเอง...ศิษย์พี่พชรก็อ่านกฎข้อสุดท้ายจบพอดี!
ท่านอาจารย์หมุนตัวกลับมามองเหล่านักเรียนด้วยใบหน้าเคร่งขรึมบรรยากาศรอบลานพิธีพลันเย็นเยียบลงหลายองศาจนน้ำค้างแข็งเริ่มเกาะตามใบไม้
มณีภัสสรสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจร้องถามเสียงหลง “เกิดอะไรขึ้น?! จบแล้วเหรอ?”
จ้อยที่อยู่ข้างๆ แอบขำจนตัวสั่น กระซิบตอบว่า “ไม่มีอะไร... นอนต่อเถอะเจ้า”
นางหันมองไปรอบๆ ด้วยความมึนงงก่อนจะสบเข้ากับสายตาอันเย็นชาของท่านอาจารย์ที่จ้องมองมายังพวกนางและคนอื่น ๆ
“นี่คือบทเรียนแรกของการเข้าสำนัก... นั่นคือความอดทน!”ท่านอาจารย์เอ่ยเสียงเรียบแต่ทรงพลัง“ผู้ที่ให้ความเคารพต่อกฎระเบียบและตั้งใจฟังย่อมสมควรได้รับการยกย่องส่วนพวกที่แอบหลับ... ศิษย์พี่พชร! เจ้าจงคุมตัวศิษย์ที่ไม่ได้เรื่องพวกนี้ให้ยืนทำสมาธิการฝึกจิตให้ตั้งมั่น อยู่ที่เดิมเป็นเวลา 6 ชั่วโมงเต็มและที่สำคัญ... งดอาหารมื้อเที่ยง!”
มณีภัสสรได้ยินคำว่า"งดอาหาร" และ "ฝึกจิต" ก็แทบจะทรุดลงกับพื้น!นางหันขวับไปมองเจ้าจ้อยที่บัดนี้ทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสำลี
“ท่านอาจารย์! เจ้ากระรอกนี่มันก็หลับค่ะ! มันสอนข้าหลับด้วย!”มณีภัสสรร้องฟ้องทันที
จ้อยทำหน้าเหวอทำตาปริบ ๆ “โธ่... มณีภัสสร เจ้าจะมาใส่ความผมแบบนี้ไม่ได้นะผมน่ะตั้งใจฟังจนจำกฎได้ทุกข้อเลยนะเนี่ย ท่านอาจารย์ดูสิครับ ตาผมใสปิ๊งขนาดนี้จะไปหลับได้ยังไง”
ท่านอาจารย์หรี่ตามองเจ้าจ้อยข้าพยายามจะตรวจดู ตบะเดชะ ในตัวมันเพื่อจับผิด แต่น่าแปลก...ตัวเจ้าจ้อยเหมือนถูกปกคลุมด้วยหมอกควันแห่งความกวนประสาทจนหาความจริงไม่ได้ท่านอาจารย์จึงสรุปเอาเองว่าคนอย่างจ้อยคงไม่ได้หลับจริงๆ
“มณีภัสสร... การใส่ร้ายเพื่อนร่วมสำนักถือเป็นความผิดลหุโทษ เจ้าจงนั่งทำสมาธิฝึกจิต ต่อเพิ่มอีก 2 ชั่วโมง!”ท่านอาจารย์ประกาศกร้าว
“ข้า... ข้า...” มณีภัสสรน้ำตาคลอเบ้าแค้นใจจนอยากจะจิกหัวกระรอกขาวตรงหน้ามาทำเมนูคั่วกลิ้งเสียให้เข็ด!
จ้อยแอบเดินเข้าไปใกล้ๆ นางแล้วลูบหัวนางเบา ๆ “โถ ๆ ... นิ่งซะนะน้องสาว วันหลังก็หัดมีความซื่อสัตย์แบบผมบ้างนะทำคนดีมี บุญบารมี มันลำบากแบบนี้แหละ”
มณีภัสสรแทบจะระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์“ไอ้กระรอกผี! ข้าจะฆ่าเจ้า!”
“มณีภัสสร! สงบสติอารมณ์!” เสียงอาจารย์ดังขึ้นขัดจังหวะ “ศิษย์พี่พชร...พาศิษย์ที่เหลือตามข้ามา ข้าจะพาไปชม ภูเขาอักษร ส่วนเจ้าหัวโต, ไอ้สามยักษ์บื้อ และมณีภัสสร... จงนั่ง ทำสมาธิฝึกจิต อยู่ที่นี่ห้ามขยับเด็ดขาด!”
“รับบัญชาครับ ท่านอาจารย์!” ศิษย์พี่พชรค้อมกายรับคำสั่ง
จ้อยส่ายหางไปมาอย่างอารมณ์ดีเดินนวยนาดตามท่านอาจารย์ไปพร้อมกับเด็กน้อยหัววัวและเด็กหญิงตัวเล็ก ทิ้งให้นางนกทองยืนแค้นฝังหุ่นอยู่กลางลาน
“เขาหลับจริงๆ นะ!” มณีภัสสรยังคงตะโกนไล่หลังอย่างเจ็บใจ
ศิษย์พี่พชรเดินมาตบไหล่นางเบาๆ แล้วกระซิบ “ข้าเชื่อเจ้านะ...”
“ท่านเชื่อข้า?!” มณีภัสสรมีความหวังขึ้นมาทันที
“ใช่... ท่านอาจารย์ก็เชื่อ แต่เจ้าจ้อยมันมีความลับบางอย่างที่ทำให้ตรวจสอบไม่ได้ในเมื่อหลักฐานไม่มี แต่เจ้าดันหลับคาตาอาจารย์เองก็ต้องรับกรรมไปตามระเบียบนะน้องหญิง”
มณีภัสสรยืนอึ้ง...นี่นางต้องมารับเคราะห์แทนไอ้กระรอกจอมกะล่อนนี่จริง ๆ เหรอเนี่ย!
“พวกเราไม่ได้หลับ!” จู่ ๆ พี่ใหญ่ยักษ์ ก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดังกึกก้อง
ศิษย์พี่พชรหันกลับมามอง“พวกเจ้ากรนดังจนเมฆกระจายขนาดนั้น ยังจะกล้าปฏิเสธอีกรึ?”
“กรนคือการบำเพ็ญ ตบะ แบบพิเศษของเผ่ายักษ์!” พี่รองยักษ์ ตอบอย่างมั่นใจ
“ใช่ ๆ พี่ใหญ่พูดถูก! ถ้าท่านไม่เชื่อ... พี่ใหญ่ ลุยมันเลย!”น้องเล็กยักษ์ ยุให้พี่ชายลงมือ
ศิษย์พี่พชรถอนหายใจ“กฎสำนักห้ามทำร้ายเพื่อนร่วมทาง พวกเจ้ากล้าขัดคำสั่งอาจารย์รึ?”
พี่ใหญ่ยักษ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปบอกน้อง ๆ “เขาบอกห้ามใช้มือ... งั้นพวกเรา...กัดมันเลย!”
“พี่ใหญ่ปรีชายิ่งนัก!” แฝดน้องทั้งสองร้องลั่นแล้วทั้งสามยักษ์ก็พุ่งเข้าใส่ศิษย์พี่พชรพร้อมกับอ้าปากกว้างหมายจะงับให้จมเขี้ยว!
“ไอ้พวกยักษ์บื้อนี่!” พชรร้องอุทานแล้วโกยแน่บหนีไปทันที
ทิ้งให้เจ้าเต่างอย ค่อย ๆ คลานไปหาที่ร่ม ๆ ใต้ต้นไม้ใกล้ ๆมณีภัสสรแล้วถามเสียงเรียบว่า
“ในเมื่อไม่มีคนคุมแล้ว... พวกเราไปนั่งพักกันเถอะ มณีภัสสร จะนั่ง ทำสมาธิให้เมื่อยจิตไปทำไม?”
มณีภัสสรหันไปมองเจ้าหัวโตที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างๆ แล้วมองเจ้าเต่างอยที่ฉลาดหลักแหลมผิดกับหน้าตา นางจึงพยักหน้าเห็นด้วย
“จริงด้วย! ข้าไม่ฝึกจิตให้โง่หรอก! ไอ้กระรอกนั่นยังโกงได้ทำไมข้าจะแอบพักบ้างไม่ได้!”