เช้าวันรุ่งขึ้นฉันตื่นนอนแต่เช้าเพราะร่างกายฟื้นฟูกลับมากระปรี้กระเปร่า แต่กลับรู้สึกเปียกแฉะที่หว่างขา จึงรีบก้มมองดูที่ฟูกเตียงเพราะคิดว่าตัวเองฉี่รดที่นอน แต่ไม่มีรอยเปียกและกลิ่นฉี่ มีแต่คราบสีขาวขุ่นๆติดเลอะฟูกนอน
จึงใช้นิ้วแตะในรอยแยกกลีบเนื้อตรงหว่างขา มีเมือกลื่นๆตกค้างอยู่ภายใน เหมือนเพิ่งเสร็จกิจกรรมรักเมื่อไม่นานนี้เอง จึงหันไปมองเสวี๋ยฉีที่กำลังหลับอยู่ภายใต้ผ้าห่ม เปิดผ้าห่มคลุมออกเพื่อจะดูแท่งเนื้อของเสวี๋ยฉี ก็เห็นมีรอยคราบสีขาวติดเลอะอยู่ที่แท่งเนื้อ เป็รอยคราบกิจกรรมรักที่ยังไม่ได้เช็ดทำความสะอาด เหมือนเพิ่งเสร็จกิจกรรมรักมาหมาดๆ
ฉันตีที่แขนของเสวี๋ยฉีทันที เพราะเริ่มมั่นใจแล้วว่า ที่ฉันฝันว่าทำรักกับเสวี๋ยฉีเกือบทุกคืนจนเช้านั้น ต้องเกิดขึ้นจริงนอกความฝันด้วย แต่เสวี๋ยฉีงัวเงียขยับตัวเข้ามานอนกอด พร้อมกับเอื้อมมือมาบีบขยำหน้าอกฉันเล่นเบาๆ แล้วพูดว่าเขาเข้าไปในความฝันฉันั้แ่ครั้งแรกแล้ว แต่ทำรักกันแค่ในความฝัน เพราะเืฉันเป็พิษจึงทำรักกันนอกความฝันไม่ได้
และยังพูดอีกว่าฉันเป็ของเขาคนเดียว ห้ามรักผู้อื่นและห้ามให้ผู้ใดล่วงล้ำภายในเด็ดขาด ทั้งในความฝันและนอกความฝันก็ห้าม นอกจากเขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำกับฉันได้ เขาพูดด้วยรอยยิ้มแกมข่มขู่แต่ดูจริงจัง แม้ในใจฉันครึ่งหนึ่งจะรู้สึกดีที่มีคนมาหึงหวง แต่อีกใจก็หวาดกลัวในคำขู่ และเป็ห่วงกลัวเขาอดใจไม่ไหวทำรักนอกความฝันขึ้นมาคงได้ตายจริงๆแน่
ฉันจึงทำข้อตกลงกับเสวี๋ยฉีว่าจะยอมให้ในความฝัน แต่ห้ามทำรักนอกความฝันเด็ดขาด ซึ่งเขาเองก็ตกลงและเข้าใจในข้อนี้ดี ฉันจึงลุกออกจากเตียงใส่เสื้อผ้า ก็เห็นเฟยเจินนอนหลับอยู่ข้างๆเตียง ถัดไปก็เป็ซิ่นหลิง
เมื่อเฟยเจินเห็นฉันตื่นนอนแล้ว จึงลุกขึ้นนั่งงัวเงียถามถึงอาการป่วย ฉันตอบสบายดี แล้วลงไปนั่งข้างๆเฟยเจินลูบศรีษะเขาด้วยความเอ็นดู เหมือนเขาเป็น้องชายตัวน้อยคนหนึ่ง พร้อมกับชวนเฟยเจินให้ออกไปชมดอกบัวยามเช้าด้วยกัน แต่เฟยเจินยังงัวเงียไม่ยอมลุก จึงแกล้งฉุดดึงลากแขนเฟยเจินให้ตื่น ก็ได้ยินเสียงซิ่นหลิงบ่นงัวเงียมาจากข้างๆว่า
ซิ่นหลิง : เงียบๆกันหน่อยสิ จะรีบไปไหนกันยังเช้าอยู่เลย
อันฉี : ซิ่นหลิง ตื่นลุกขึ้นไปชมดอกบัวกัน ดอกบัวสวยมากเลย
ซิ่นหลิง : เฮ้ออ..ไม่ล่ะ ข้านั่งชมดอกบัวมาทั้งคืนแล้ว เ้าไปเถอะ
ซิ่นหลิงและคนอื่นๆคงนั่งดื่มเหล้ากันจนดึก อาจเพราะที่นี่บรรยาศดี สวนสวยคงดื่มเหล้ากันเพลิน ฉันจึงเดินออกไปที่ชานชนดอกบัว โดยมีเฟยเจินเดินงัวเงียตามออกมาด้วย ก็พบหยงเป่ากำลังนอนหลับอยู่ตรงนั้น ตรงชานชมดอกบัว
ฉันจึงเดินไปนั่งลงข้างๆหยงเป่าจับยกศรีษะเขามานอนหนุนตัก เอามือลูบผมเขาเบาๆแล้วถามขณะที่เขากำลังงัวเงียตื่นนอนว่า ทำไมนอนอยู่ตรงนี้ เขาตอบเบาๆว่าตรงนี้อากาศดีเย็นสบาย หยงเป่าจึงจับมือฉันไปหอม แล้วกุมมือฉันวางไว้แนบอก พูดว่าเห็นฉันหายป่วยแล้วก็เบาใจ
จากนั้นนางกำนัลคนหนึ่งค่อยๆเดินก้มหน้าสงบเสงี่ยมเข้ามาเรียกฉันว่า “ท่านหมอหญิง” พร้อมกับถามว่าจะให้พวกนางยกอาหารเข้ามาเลยหรือไม่ ฉันตอบว่าให้ยกเข้ามาเลย แล้วล้วงหยิบชาร่ำสุราออกมากำมือหนึ่ง ส่งให้นางกำนัลไปชงชาร่ำสุรามาให้พี่ชายทั้งสี่ดื่มด้วยกาหนึ่ง
นางกำนัลคนนั้นรับใบชาไปแล้วเดินหายไปได้สักพัก นางก็เดินกลับมาพร้อมด้วยนางกำนัลคนอื่นๆอีกสี่คน ทยอยเดินยกอาหารหลายอย่างและกาน้ำชาร่ำสุราเข้ามาวางที่โต๊ะ มีอาหารหลายอย่างที่ฉันไม่รู้จักแต่ทุกอย่างล้วนน่ากิน
มีอาหารหน้าตาคล้ายโจ๊ก มีหมั่นโถว กระดูกหมูน้ำแดง และอาหารอีกหลายอย่าง ตบท้ายด้วยถังหูลู่ของหวานที่ฉันชอบก็นำมาวางไว้บนโต๊ะด้วย ฉันจึงลุกเดินไปปลุกเสวี๋ยฉี และซิ่นหลิงให้มากินอาหารเช้าพร้อมๆกัน แม้จะรู้ว่าพี่ชายทั้งสี่ไม่จำเป็ต้องกินอาหารเหมือนมนุษย์ก็มีชีวิตอยู่ได้ แต่ยังไงฉันก็อยากให้พวกเขามานั่งกินด้วยกันพร้อมหน้าพี่น้อง
หลังจากที่เรากินอาหารเช้ากันเสร็จแล้ว ฉันกำลังเตรียมตัวจะไปดูอาการของท่านอ๋องอีกครั้ง เพราะถ้าหากท่านอ๋องหายดีแล้วฉันและพี่ชายทั้งสี่จะเข้าไปเที่ยวในเมืองกันก่อนเดินทางกลับป่าไผ่เขียว ซึ่งไม่นานนักหมอหวังก็เดินเข้ามาในตำหนักเหลียนฮวา เพื่อมาเยี่ยมเยียนฉันและถามถึงอาการป่วยว่าเป็อย่างไรบ้าง
ฉันตอบว่าสบายดีไม่เจ็บป่วยอะไรแล้ว และกำลังจะไปดูอาการท่านอ๋องว่าดีขึ้นหรือยัง ก็พอดีกับหมอหวังกำลังจะไปเยี่ยมตรวจอาการของท่านอ๋องด้วย หมอหวังจึงชักชวนให้เราเดินไปด้วยกัน อีกทั้งหมอหวังยังบอกอีกว่า เมื่อตรวจอาการท่านอ๋องเสร็จอย่าเพิ่งรีบกลับป่าอัคคี เพราะคืนนี้ฮ่องเต้จะจัดงานเลี้ยงตอบแทนฉัน และเลี้ยงฉลองที่ท่านอ๋องหายป่วย
ฉันจึงตอบตกลงเพราะมีบางเื่ที่จะต้องทูลขอกับฮ่องเต้อยู่พอดี จึงถามหมอหวังถึงของรางวัลว่าจะยังได้รับจากการรักษาท่านอ๋องด้วยหรือไม่ หมอหวังตอบว่าของรางวัลยังคงได้รับ แต่่สายๆขันทีเลี่ยงหวงจะนำของรางวัลมาให้ที่ตำหนักเหลียนฮวา
จากนั้นหมอหวังก็ชวนฉันไปที่ตำหนักหลันฮวา เพราะท่านอ๋องอาการดีขึ้นแล้ว จึงย้ายกลับไปพักที่ตำหนักหลันฮวาเมื่อตอนรุ่งสาง ฉันจึงหันไปบอกเฟยเจินที่ยืนอยู่ใกล้ๆว่าให้ไปด้วยกัน ฉันกับเฟยเจินจึงเดินตามหมอหวังไปตำหนักหลันฮวา
ระหว่างทางหมอหวังก็ชักชวนให้ฉันมาเป็หมอหลวงในวังหลวง เพราะฉันมีพร์สามารถรักษาโรคร้ายแรงที่หมอเก่งๆหลายคนยังรักษาไม่ได้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับพิษ เพราะมีหมอน้อยคนนักที่จะมีความสามารถเก่งในด้านนี้
ฉันจึงตอบว่าอยากเป็หมอรักษาโรคเหมือนคนอื่นๆเช่นกัน เพียงแต่ยังไม่เก่งสมคำที่หมอหวังเอ่ยชื่นชม จึงอยากเล่าเรียนศึกษาวิชาการแพทย์ให้เก่งมากกว่านี้ ส่วนเื่การเป็หมอในวังจะขอคิดดูก่อน
เพราะฉันยังคงรักชีวิตอิสระในป่าอัคคี และเป็คนไม่ค่อยเคร่งครัดเื่กฏระเบียบสักเท่าไหร่นัก การเป็หมอในวังหลวงที่มีกฏระเบียบมากมาย จึงเป็เื่ที่ต้องคิดและต้องปรึกษากับพี่ชายทั้งสี่คนก่อน โดยเฉพาะเสวี๋ยฉีคงไม่ยอมให้มาอยู่ในวังง่ายๆ
เราเดินพูดคุยกันไปเรื่อยๆจนถึงตำหนักหลันฮวา มีขนาดใหญ่โตกว้างขวาง เมื่อเดินผ่านประตูทางเข้าหน้าตำหนัก ก็เห็นสวนสวยตกแต่งด้วยกล้วยไม้หลากหลายสีสัน หลากหลายชนิดอย่างลงตัว เดินเข้าไปอีกหน่อยทางด้านซ้ายมีสระบัว และศาลากลางสระบัวมีสะพานทอดยาวไปถึงศาลา อีกทั้งต้นไม้ทุกต้นในตำหนักนี้จะมีกล้วยไม้ขึ้นแซมประดับอยู่ทุกต้น
ฉันจึงถามหมอหวังว่า ท่านอ๋องคงชื่นชอบดอกกล้วยไม้มาก เพราะเห็นปลูกกล้วยไม้ไว้เต็มสวน หมอหวังตอบโดยมิได้สนใจมองกล้วยไม้เลยว่า ท่านอ๋องชอบดอกมะลิ ส่วนดอกกล้วยไม้เป็ดอกไม้โปรดของพระชายาเหม่ยหลัน ฉันจึงคิดในใจว่าท่านอ๋องคนนี้คงรักพระชายาน่าดู
หมอหวังยังบอกอีกว่า ส่วนฮ่องเต้ชอบดอกบัว ตำหนักเหลียนฮวาที่ฉันพักอยู่นั้น เป็ตำหนักที่ประทับพักผ่อนของฮ่องเต้ จึงมีดอกบัวปลูกไว้เต็มสระสวยงามกว่าสระที่อื่นในพระราชวัง แล้วหมอหวังก็ยิ้มเหมือนจะรู้ความคิดฉัน ว่าจะต้องถามถึงฮ่องเต้ชอบดอกไม้อะไร
เฟยเจินจึงพูดขึ้นว่าถ้าฉันชอบดอกไม้ เขาจะหาดอกไม้ไปปลูกที่เรือนป่าไผ่เขียว ฉันจึงตอบว่าฉันชอบดอกไม้ เราน่าจะปลูกต้นหลิวด้วยดีมั้ย กิ่งใบมันห้อยย้อยลงมาเวลาต้องลมพริ้วไหวสวยดี เฟยเจินรีบส่ายหัวทันทีว่าจะไม่ปลูกต้นหลิว เพราะตอนเด็กเขามักฝันว่าตัวเองนั่งอยู่คนเดียวท่ามกลางต้นหลิวในความมืด จึงทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวต้นหลิวในยามค่ำคืน
ฉันจึงแซวเฟยเจินว่า ดูท่าจะหลอนต้นหลิวหนักมาก แล้วลูบหลังปลอบเฟยเจินว่าจะไม่ปลูกต้นหลิวที่เรือน แต่ให้ปลูกต้นไม้อะไรก็ได้ตามใจที่เฟยเจินชอบ แล้วหมอหวังก็พูดขึ้นว่าท่านอ๋องอยู่ด้านใน พร้อมกับเดินนำฉันให้เข้าไปในห้องบรรทม เฟยเจินจึงบอกว่าจะรออยู่ที่สวน เพราะอยากเดินดูว่าในสวนมีดอกไม้ต้นไม้อะไรบ้าง และจะจำรูปแบบสวนนำไปปลูกที่เรือนป่าไผ่
ภายในห้องบรรทมมีกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกมะลิหอมกรุ่นอยู่ในห้อง เพราะในห้องนี้มีแจกันดอกมะลิพุ่มใหญ่ วางประดับไว้บนโต๊ะกลางห้องและวางไว้อยู่ข้างๆเตียง พบท่านอ๋องกำลังนั่งเอนหลังรออยู่แล้วบนเตียงนอน ซึ่งในตอนนี้สีหน้าและแววตาเขาดูดีขึ้นกว่าตอนป่วยหนักเมื่อคืนเยอะเลย
หมอหวังแนะนำกับท่านอ๋องว่า ฉันเป็หมอหญิงผู้ที่รักษาท่านอ๋องเมื่อคืน และมาเยี่ยมเยียนตรวจอาการท่านอ๋อง ฉันจึงกระซิบถามหมอหวังว่าจะต้องคุกเข่าคำนับหรือไม่ ซึ่งท่านอ๋องคงจะได้ยิน จึงพูดขึ้นว่าไม่เป็ไรไม่ต้องพิธีรีตรอง เพราะท่านอ๋องรู้จากหมอหวังเมื่อตอนรุ่งสางแล้วว่า ฉันเป็หมอมาจากป่าอัคคีไม่รู้พิธีปฏิบัติในวังหลวง
จากนั้นท่านอ๋องจึงกล่าวขอบใจที่ฉันช่วยชีวิตเขาไว้ พร้อมกับถามว่า้าของรางวัลอะไรเขาจะมอบให้ตามที่ขอ ฉันตอบท่านอ๋องว่าฮ่องเต้พระราชทานรางวัลให้แล้ว ไม่้าอะไรแล้ว ท่านอ๋องทำเสียง หึ! แล้วหัวเราะเบาๆในลำคอ ไม่รู้ว่าท่านอ๋องพอใจหรือไม่พอใจกันแน่ที่ฮ่องเต้จัดการทุกอย่างให้พร้อมเสร็จ แล้วท่านอ๋องก็บอกให้ฉันเข้าไปตรวจดูอาการเขาใกล้ๆ
แต่ฉันตอบทั้งๆที่ยืนอยู่ตรงที่เดิมว่า ตรวจดูอาการเสร็จท่านอ๋องเสร็จแล้ว เขาหายดีแล้ว พิษในร่างกายก็สลายไปหมดแล้ว ภายในไม่มีอาการบอบช้ำหรือกระดูกหักใดๆ แค่ให้คนต้มน้ำขิงร้อนๆให้ดื่มคลายหนาวสักสองหรือสามถ้วย ช่วยขับไอเย็นที่ตกค้างก็เพียงพอแล้ว
ท่านอ๋องจึงถามด้วยความประหลาดใจว่า ฉันยังไม่ทันจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แม้กระทั่งจับชีพจรก็ยังไม่ได้จับ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเขาหายดีแล้ว ฉันจึงพูดไปตามความจริงว่า ฉันใช้ดวงตาปีศาจมองดูก็รู้ว่าหายป่วยแล้ว ส่วนเื่จับชีพจรฉันรู้แค่ว่าถ้าชีพจรเต้นก็คือยังมีชีวิต แต่ถ้าชีพจรหยุดเต้นก็คือตาย แต่ถ้าจะให้ตรวจโรคด้วยการจับชีพจร ฉันตรวจไม่เป็ และไม่มีความรู้ในด้านนี้
ท่านอ๋องหัวเราะออกมาเสียงดัง ทันทีที่ได้ยินฉันพูดว่าจับชีพจรไม่เป็ เขาหันไปบอกหมอหวังว่าจะให้หมอหวังช่วยสอนให้ พร้อมกับกวักมือเรียกให้ฉันเดินเข้าไปจับชีพจร หมอหวังจึงผายมือเชิญให้ฉันเข้าไปจับชีพจรท่านอ๋องที่ข้อมือ และบอกฉันว่าเขาจะสอนวิธีจับจุดชีพจรว่าอยู่ตรงไหน แต่ถ้าหากฉันอยากเรียนรู้มากกว่านี้ ก็ไปเรียนกับเขาที่จวนหมอหลวง ฉันพยักหน้าบอกหมอหวังว่าจะไปเรียนกับเขาแน่นอน
แต่ภายในใจฉันคิดว่าแค่เปิดดวงตาปีศาจมองดูก็เห็นหมดแล้วว่าเจ็บป่วยอะไร เื่การจับชีพจรจึงไม่จำเป็เลยสำหรับฉัน แต่เพื่ออยากจะเป็หมอเหมือนคนทั่วไป จึงจำเป็ต้องไปเรียนและรักษาให้เหมือนหมอทั่วไปเขาทำกัน มิเช่นนั้นคงถูกหัวเราะและถูกมองว่าแปลกประหลาดอย่างที่เป็อยู่ตอนนี้
หมอหวังพาฉันไปนั่งบนเตียงข้างๆท่านอ๋อง แล้วให้ลองจับชีพจรที่ข้อมือท่านอ๋อง จากนั้นหมอหวังก็บอกว่าจะออกไปเอายาบำรุงมาให้ท่านอ๋องดื่ม และจะไปสั่งให้นางกำนัลต้มน้ำขิง หมอหวังบอกให้ฉันอยู่ฝึกจับชีพจรไปก่อนและรอที่นี่สักครู่ ฉันลองจับชีพจรท่านอ๋องอีกครั้งตั้งสมาธิฟังเสียงชีพจร ก็รู้ได้ว่าจุดปราณที่ติดขัดของท่านอ๋องถูกทะลวงแล้วจากการกินผลอัคคีที่ฉันป้อนให้เมื่อคืน
แต่ท่านอ๋องไม่ได้รับพิษจากผลอัคคี เพราะฉันให้ท่านอ๋องกินเนื้อผลอัคคีเพียงนิดเดียง อีกทั้งยังให้ดูดกลืนน้ำลายจากปากฉันเป็ยาถอนพิษตอนที่เราจูบกัน ท่านอ๋องจึงยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆแล้วถามขึ้นว่าตรวจเจออะไรบ้าง ฉันจึงก้มหน้าตอบว่า
จุดปรานที่ท่านอ๋องเคยติดขัดไหลเวียนไม่สะดวก ตอนนี้ถูกทะลวงทุกจุดแล้วเพราะการรักษาเมื่อคืน ส่วนวิชาพลังภายในที่ท่านอ๋องกำลังฝึกอยู่แต่ยังไม่สำเร็จเพราะจุดปรานติดขัด ตอนนี้ไม่ติดขัดอีกแล้วถ้ากลับไปฝึกต่อก็จะสำเร็จโดยง่าย ท่านอ๋องจึงยิ้มกับคำตอบที่ได้ยิน
ท่านอ๋องจึงเอื้อมมือมาคว้าจับมือฉันไว้ และพูดว่าจูบของฉันคงเป็ยาวิเศษ เพราะั้แ่ฉันจูบเขาเมื่อคืน ทำให้เขารู้สึกมีร่างกายแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จึงอยากได้จูบจากฉันอีกสักครั้ง แต่ฉันกลับเบี่ยงหน้าไม่ยอมให้จูบ
แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องด้านนอกดังขึ้นว่า "พระชายาเสด็จ" ฉันจึงสะบัดมือท่านอ๋องออกรีบลุกยืนข้างๆเตียง พระชายากำลังเดินเข้ามาในห้องบรรทมพอดี นางกำนัลที่เดินตามมาด้วยก็เอ็ดฉันว่า “พระชายาเสด็จทำไมไม่คุกเข่า!”
ท่านอ๋องจึงโพล่งเสียงแข็งดุนางกำนัลคนนั้นทันทีว่า “เ้าเป็เพียงนางกำนัลกล้าเสียงดังต่อหน้าข้ารึ!!” นางกำนัลคนนั้นรีบคุกเข่าขออภัยโทษต่อท่านอ๋องทันที พระชายาจึงพูดตัดบทขึ้นว่า
พระชายา : ช่างเถอะ! หมอหญิงอาศัยอยู่ในป่าย่อมไม่รู้กฏระเบียบในวัง ข้าจะไม่ถือสาเอาความ เอ่อ...ท่านอ๋องข้าต้มน้ำแกงมาให้ท่านดื่มก่อนที่ข้าจะออกไปวัดไหว้พระกับฮ่องเต้และฮองเฮา
ท่านอ๋อง : อืม...วางไว้เถอะ ข้าจะดื่มภายหลัง
ท่านอ๋องตอบด้วยใบหน้าและน้ำเสียงเ็า ดูไม่สนใจถึงความห่วงใยของพระชายาเลยด้วยซ้ำ จากนั้นพระชายาก็หันมาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองใจว่า ถ้าฉันตรวจเสร็จแล้วก็ให้รีบกลับออกไป แต่ท่านอ๋องพูดแทรกเสียงห้วนๆทันทีว่า “ยังตรวจไม่เสร็จ!” ทำให้ฉันงงกับพฤติกรรมของสามีภรรยาคู่นี้ ที่พูดจามึนตึงใส่กันไม่เหมือนเป็สามีภรรยากันเลย
แต่โชคดีที่หมอหวังเดินถือถาดถ้วยยาเข้ามาพอดี พร้อมกับทำความเคารพพระชายาที่ยืนหน้าเข้มอยู่หน้าเตียง หมอหวังจึงรีบทูลพระชายาว่า เขาพาฉันมาตรวจดูอาการของท่านอ๋อง ที่ตอนนี้อาการดีขึ้นมากเกือบจะหายเป็ปกติ พระชายาจึงหันมามองหน้าฉันอีกครั้งหนึ่ง แล้วบอกว่ากำลังจะออกไปอยู่พอดี
จากนั้นพระชายาก็เดินหน้านิ่งมึนตึงออกไปจากห้อง โดยมีนางกำนัลที่ดูเหมือนจะเป็คนสนิท เดินตามหลังออกไปไม่ห่าง ฉันจึงเดินไปหาหมอหวัง บอกหมอหวังว่าฉันตรวจท่านอ๋องเสร็จแล้วขอตัวกลับตำหนักสระบัว เพราะพี่ชายกำลังรออยู่ จึงไม่รอช้าไม่รักษามารยาท รีบกล่าวลาท่านอ๋องกับหมอหวัง รีบเดินออกจากห้องบรรทมท่านอ๋องทันที
ฉันรีบเดินออกไปหาเฟยเจินที่กำลังเดินดูกล้วยไม้อยู่ในศาลาชมกล้วยไม้ แล้วจูงมือเฟยเจินออกจากตำหนักท่านอ๋อง เราเดินจูงมือกันไปเรื่อยๆชมสวนสวยในวังระหว่างทางเดินกลับตำหนักสระบัว ฉันจึงถามเฟยเจินว่า
อันฉี : ถ้าข้าหาวิธีรักษาพิษเพลิงคลั่งได้ เ้าจะรักษาพิษมั้ย
เฟยเจิน : ไม่! ข้าไม่รักษา ข้าอยากอยู่แบบนี้กับเ้าตลอดไป
อันฉี : เฟยเจินของข้า เ้าช่างน่ารักที่สุด ได้ยินแล้วรู้สึกปลื้มปริ่มใจ
ฉันกับเฟยเจินจึงเดินจูงมือหยอกล้อกันไปคล้ายคู่รักวัยใสเดินจีบกันในสวน เหล่านางกำนัลที่เดินผ่านมาต่างทำท่าทางเขินอายเมื่อเห็นเฟยเจิน เพราะเฟยเจินเป็หนุ่มน้อยรูปหล่อหน้าใส รูปร่างสูงโปร่ง จึงเป็ธรรมดาที่จะได้รับความสนใจในหมู่สาวๆ
ฉันจึงดึงมือเฟยเจินให้รีบเดินเร็วๆ เพราะหวงเฟยเจินเป็ที่สนใจของสาวๆในวัง จนกระทั่งเราเดินมาถึงที่หน้าประตูทางเข้าตำหนักสระบัว เห็นมีทหารเดินเข้าเดินออกขนผ้าขนหีบกันให้วุ่นไปหมด ฉันจึงรีบเดินเข้าไปในตำหนักเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นภายใน
ก็เห็นซิ่นหลิงกำลังยืนฟังชายคนหนึ่งกำลังอ่านรายการบางอย่างในกระดาษ ส่วนหยงเป่าก็นั่งฟังอยู่บนเก้าอี้ใกล้ๆ และมีทหารกับนางกำนัลช่วยกันยกของสวยงามเข้ามา เป็หีบผ้า หีบเครื่องประดับ หีบทองคำ และหีบเงิน แจกันขนาดใหญ่ตั้งพื้น และของอื่นๆอีกหลายอย่าง ฉันจึงเดินเข้าไปถามหยงเป่าว่า ทั้งหมดนี่เป็ของรางวัลของเราเหรอ
หยงเป่าหันมาตอบว่าใช่! เขานั่งฟังขันทีอ่านรายการของรางวัลตั้งนานแล้วยังไม่หมดสักที ซิ่นหลิงจึงพูดขึ้นว่าของมากมายขนาดนี้จะขนกลับกันยังไง เราไม่ได้นั่งรถม้าเทียมเกวียน ไม่สามารถขนของพวกนี้กลับไปหมด พร้อมกับแนะนำฉันว่าให้เอาไปแค่เงินกับทองคำสำหรับไปเที่ยวและซื้อของที่้าในตลาดก็พอ
เสวี๋ยฉีจึงเดินเข้ามาบ่นเสริมว่า ถ้าขนของพวกนี้ไปหมด เรือนของเขาคงจะรกไม่มีที่ว่างให้พวกเราได้นอนแน่ๆ แม้ฉันจะรู้สึกอยากได้ของสวยงามมีค่าพวกนี้อยู่บ้าง แต่ก็ยอมเชื่อฟังเสวี๋ยฉีกับซิ่นหลิง เพราะว่าอยู่ในป่าไม่รู้จะเอาของพวกนี้ไปอวดใคร เพราะคนปกติทั่วไปคงไม่มีใครกล้าก้าวเท้าเข้าไปเหยียบในป่าอัคคี ฉันจึงหันไปพูดกับขันทีว่า
อันฉี : เอ่อ….ท่านลุงขันที ข้าขอรับไปแค่เงินกับทองแค่นั้นพอ นอกนั้นขอคืน
ขันทีเลี่ยง : ข้าชื่อเลี่ยงหวง! อย่าเรียกว่าลุง! ของพวกนี้เป็ของพระราชทานจากฝ่าา เ้าต้องรับไว้ปฏิเสธไม่ได้
อันฉี : แต่บ้านข้าอยู่ในป่าจะให้ข้าใส่ของพวกนี้ไปใคร อุ๊ย!! กำไลหยกคู่นี้สวยจัง ข้าขอเอากำไลหยกไปอีกคู่หนึ่ง จะเอาไปฝากฝาแฝดลิงลูกน้องของข้า ส่วนที่เหลือข้าขอคืน
ขันทีเลี่ยงหวง : เ้าทำเช่นนี้งานของข้าก็ไม่เสร็จ เช่นนั้น…เ้าก็รับของพวกนี้ไว้ก่อน คืนนี้ในงานเลี้ยงเ้าก็กราบทูลฝ่าาเองเถิด
จากนั้นขันทีเลี่ยงหวงก็รีบอ่านรายการของรางวัลจนจบ จากนั้นก็เดินออกจากตำหนักไป ทิ้งของรางวัลสวยงามล้ำค่าไว้ในตำหนักหลายหีบ เป็ภาระให้เราต้องมานั่งคิดกันว่าจะจัดการกับของพวกนี้ยังไงดี
จึงหันไปถามหยงเป่า ซิ่นหลิง กับเฟยเจินว่าอยากได้ของอะไรในหีบพวกนี้ไหม คนทั้งสามต่างส่ายหน้า เพราะพวกเขาสนใจแค่เงินกับทองคำในหีบ เพื่อเอาไปซื้อเหล้าดื่มที่ตลาดเท่านั้น เสวี๋ยฉีจึงเดินไปดูที่หีบเครื่องประดับ หยิบปิ่นปักผมขึ้นมาดูคู่หนึ่ง เป็ปิ่นหยกขาวลายปีกแมงปอ
เสวี๋ยฉีบอกว่าเขาอยากได้ปิ่นปักผมคู่กันกับฉัน แล้วเดินมาปักผมให้ฉันอันหนึ่ง ฉันจึงหยิบปิ่นอีกอันในมือเสวี๋ยฉีมาปักบนผมให้เขา แล้วชื่นชมความงามของกันและกันเหมือนเพื่อนสาวกำลังเห่อแฟชั่นคู่ หยงเป่าจึงชวนซิ่นหลิงกับเฟยเจินไปนั่งดื่มเหล้ากันต่อที่ชานชมดอกบัว
ในขณะที่ฉันกำลังนั่งเลือกดูเครื่องประดับในหีบอยู่กับเสวี๋ยฉี ฉันก็เล่าให้เสวี๋ยฉีฟังว่าเมื่อคืนที่ฉันรักษาท่านอ๋อง ฉันตรวจดูแล้วท่านอ๋องได้รับพิษเกล็ดเยือกแข็ง เป็พิษชนิดเดียวกันกับสุนัขเยือกแข็งที่เคยโจมตีเราในป่าไผ่เขียว
แต่พิษเกล็ดเยือกแข็งมีความรุนแรงและเข้มข้นกว่าพิษของสุนัขมาก รุนแรงเทียบเท่ากับพิษงูของเสวี๋ยฉีเลย แต่ฉันดันลืมถามท่านอ๋องเกี่ยวกับเื่ของปีศาจเยือกแข็ง จึงคิดว่าคืนนี้จะลองหาโอกาสไปพูดคุยกับท่านอ๋องอีกครั้ง
เราอยู่นั่งคุยและนั่งเล่นกันในตำหนักสระบัว เพื่อรอเวลาไปร่วมงานเลี้ยงในตอนกลางคืน ฉันจึงเดินไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่ในชั้นหนังสือ คงเป็หนังสือของฮ่องเต้ที่ใช้อ่านตอนมาพักที่ตำหนักนึ้ หนังสือกล่าวถึงบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายคน ฉันหยิบหนังสือแล้วเดินมานอนหนุนตักหยงเป่าที่กำลังนั่งจิบชา เปิดอ่านหนังสือไปได้ไม่กี่หน้าก็งีบหลับไป
แล้วฉันฝันเห็นนกสีแดงกุหลาบมีเปลวไฟอีกแล้ว นกตัวนั้นเดินมาพูดกับฉันด้วยประโยคซ้ำๆว่า "ช่วยเหลืุ์ ช่วยเหลืุ์..." ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นเฟยเจินนอนงีบหลับอยู่ข้างๆ จึงเอื้อมมือไปจับมือเฟยเจินแล้วงีบหลับลงไปอีกครั้ง
พอถึงเวลาค่ำก็มีขันทีคนหนึ่งเดินมาเชิญเราไปร่วมงานเลี้ยง ฉันเดินจับมือกับเสวี๋ยฉีเดินนำหน้าพี่ๆทั้งสามเข้างานเลี้ยง มีขุนนางระดับสูงและแเื่มาร่วมงานมากมาย พวกเขามาร่วมแสดงความยินดีกับท่านอ๋องที่หายป่วย ระหว่างเดินเข้างานแเื่และขุนนางต่างให้ความสนใจในตัวพี่ชายทั้งสี่ ยิ่งอยู่รวมกันแล้วยิ่งเปล่งประกายความงามอย่างล้นเหลือเป็ที่สนใจของทุกคนในงาน
จนฉันได้ยินแขกและขุนนางบางคนในงานถึงกับอุทานว่า "งดงามดุจเซียน" บ้างก็ว่า "งดงามดุจภาพวาด" ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่แท้จริงสักเท่าไหร่ แต่เดาเอาว่าคงงดงามเหนืุ์ แต่เท่าที่มองเห็นพี่ชายทั้งสี่ดูโดดเด่นและหล่อเหลากว่าใครทุกคนในงานเลี้ยง จนฉันดูหมองอับแสงเหมือนเป็สาวใช้ผู้ติดตามไปเลย
●
●
●
หมายเหตุ
เหม่ยหลัน แปลว่า ความมั่งคั่งแห่งกล้วยไม้ที่แสนงดงาม
หลัน ฮวา แปลว่า กล้วยไม้
หมู่ตัน แปลว่า ดอกโบตั๋น
เลี่ยงหวง แปลว่า รัศมีที่ส่องสว่าง