บทที่ หกสิบ
ภายในรถม้าคันหนึ่งที่หยุดนิ่งความเงียบสงัดบนเส้นทางใกล้เมืองหลวงกลับอบอวลด้วยไออุ่นร้อนระคนกลิ่นบุปผารัญจวนแสงโคมข้างนอกที่ด้านหน้าสาดแสงเรืองรองบนผ้าคลุมม่านสีเข้มราวจะตัดขาดจากโลกภายนอกทุกสิ่ง
ด้านในบัดนี้เหลือเพียงเสียงหอบหายใจถี่รัวกับสัมผัสที่แล่นวาบเป็นระยะเหมือนเปลวเพลิงเต้นระริกแม้ภายนอกจะเป็นแค่รถม้าธรรมดา หากภายในนั้นกลับเหมือนโลกอีกใบที่ความยับยั้งชั่งใจแทบไม่มีเหลือ
ร่างบอบบางร่างเปลือยเปล่าถูกคลุมลวกๆด้วยผ้าแพร แต่เรียวแขนสองข้างถูกไพล่หลังมัดไว้ด้วยแพรเนื้อดีแม้จะเป็นการพันธนาการแต่ก็แฝงความอาทรลึกซึ้งเพราะเกรงว่าสายรัดที่หยาบกระด้างจะทิ้งร่องรอยบนข้อมือขาวละมุนของนางจึงเลือกผ้าแพรเนื้อดีและลื่นกว่าทั้งยังคล้ายปมไม่ให้แน่นเกินไปจนนางเกือบหลุดจากพันธนาการออกมาหลายครั้งเพราะถ้าเขาไม่มัดไว้มือนางก็จะซุกซนเกินไป แต่ถ้าเขาไม่มาอยู่ข้างกายนางเพื่อให้ไอพลังบุรุษแก่ผู้ถูกพิษนางก็จะร้องคล้ายจะขาดใจอีก
โม่เหวินหานในเวลานี้ต้องมีสติมากกว่าเดิมนับสิบเท่าเพราะเขาก็เป็นเพียงชายหนุ่มผู้หนึ่ง แต่กลับทำได้เพียงโอบไหลของสตรีเอาไว้อย่างอดกลั้นประคองร่างบางที่ร้อนผ่าวไม่ต่างเปลวเพลิงดวงตาฉ่ำวาวเหมือนจะแตกซ่านจากพิษเพลิงลวงที่กัดกินวิญญาณตลอดเวลา
“อือ..” เสียงครวญแผ่วหลุดจากริมฝีปากสีระเรื่อนางเอียงหน้าแนบอกอกเขา เบียดเนิ่นเนื้อนุ่มที่กระเพื่อมถี่เข้าหาแทบทุกคราวที่เขาเผลอขยับกลัวว่าจะหนีไป
โม่เหวินหานเม้มปากแน่นแม้ใจจะเด็ดเดี่ยวทว่าร่างกายก็ใช่เหล็กกล้า สตรีในอ้อมแขนเขามิใช่เพียงงดงามแต่ยังดึงดูดสายตาจนยากจะละเลย
‘เป็นเพราะพิษเพลิงราคะ’ โม่เหวินหานรำพันในใจลมหายใจสะดุดทุกคราเมื่อนางซุกกายไถส่วนกลีบดอกไม้ลับชุ่มชื่นเข้าต้นขาเขาทั้งก่ายขาเรียวเข้าสะโพกสอบเป็นดั่งเถาวัลย์อ่อนที่กอดรัดไม้ใหญ่แนบแน่นไร้อาย
ขณะนั้นเองที่เพ่งสมาธิให้ใจสงบพลันมีเสียงเคาะเบาๆดังขึ้นที่ขอบไม้ของรถม้า "กึก..กึกกึก" ไม่เร่งร้อน ไม่อ้อยอิ่งเป็นจังหวะที่องครักษ์ลับใช้เพื่อส่งสัญญาณ โม่เหวินหานรีบดีดตัวขึ้นเส้นผมที่รวบไว้หลุดปรกลงข้างขมับ เขาคลี่ม่านด้านหนึ่งออกเล็กน้อยเพียงพอให้เผยใบหน้าอันซีดเซียวแต่ยังเปี่ยมอำนาจ สายตาเข้มจ้องไปยังเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนก้มหน้าอยู่เงียบๆข้างรถม้า
"ได้มาหรือไม่?" เสียงเอ่ยกระซิบอย่างเร่งร้อนแฝงความคาดหวังเต็มเปี่ยม
องครักษ์ลับในอาภรณ์สีดำสนิทไม่กล้าเงยหน้าก้มศีรษะต่ำพลางชูมือขึ้นเหนือศีรษะ “ได้มาพ่ะย่ะค่ะ”
ในมือนั้นคือขวดหยกทรงเล็กบรรจุของเหลวสีเข้มมันส่องประกายภายใต้แสงโคม โม่เหวินหานไม่รอช้า คว้าขวดนั้นมาก่อนสะบัดม่านปิดกลับปิดโลกภายนอกไว้ทันที
“อาชิง..อดทนอีกหน่อย” เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วข้างหูนาง มือใหญ่ประคองร่างที่อ่อนแรงขึ้นมาแนบอก
ริมฝีปากบางเผยอน้อยๆเมื่อเขาแตะนิ้วที่มุมปากแดงร้อน ฝ่ามือนั้นสั่นเล็กน้อยเมื่อริมฝีปากนางงับนิ้วเขาไว้แล้วเริ่มเล็มดูดดื่มราวกับลิ้นเล็กกำลังละเลียดขนมหวาน
บุรุษแน่นิ่งดวงตาทอแววเคร่งขรึมฝืนไม่เอ่ยวาจาใดให้เสียสมาธิ เขายกขวดขึ้นแล้วเชยคางนางขึ้นเบาๆ “อ้าปาก..”
เมื่อปากนางเผยอรับยาในขวดหยกก็ไหลผ่านริมฝีปากลงลำคอช้าๆ สีของมันเข้มราวหมึกเสี้ยวพริบตาถัดมานางขมวดคิ้วบาง ผิวแก้มแดงจัดขึ้นราวกลีบโบตั๋นต้องแดด
โม่เหวินหานโยนขวดว่างเปล่าออกไปไม่เหลียวแลก่อนจะดึงร่างนางเข้ามาแนบกอดอีกครั้ง ใบหน้าซบซอกคอนาง พลางหลับตาลงเงียบๆหวังยับยั้งไฟเผาใจที่ยังรุมเร้าทั้งคู่“เจ้าจะไม่เป็นอะไร”
เสียงหอบหายใจของหลิวชิงเซียงยังไม่สงบนางซุกหน้ากัดซอกคอเขาเบาๆ ด้วยความเผลอตัวท่วงท่าทั้งหมดช่างเป็นการทดสอบใจบุรุษอย่างแท้จริง
แต่เขากลับเพียงกอดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ไม่ตอบสนองมากกว่านั้น หนึ่งเพราะพิษยังไม่หมดฤทธิ์สองเพราะเขายังแยกไม่ออกว่าเสียงเรียกร้องในกายของนางนั้นมาจากใจจริงหรือเพียงฤทธิ์ยา
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่อ้อมกอดที่เคยแน่นค่อยๆ แผ่วเบา ลมหายใจที่เคยถี่รัวก็กลับมาสม่ำเสมอขึ้นทีละน้อยโม่เหวินหานลืมตาขึ้นอีกครา ถอนใจแผ่วเบาแล้วผละตัวออกช้าๆ ดวงตาคมสบใบหน้าที่นิ่งสงบของหลิวชิงเซียงขณะหลับใหลแก้มแดงระเรื่อบ่งบอกว่าพิษเริ่มคลายฤทธิ์แล้ว
เขายกมือแตะเส้นผมนุ่มสลวยที่เปียกชื้นจากเหงื่อลูบไล้อย่างแผ่วเบา ดั่งกลัวว่าการสัมผัสนั้นจะปลุกนางจากความฝันจากนั้นเขาก็คว้าเอาเสื้อคลุมของกั่วหม่าที่พาดอยู่ใกล้มือมาคลุมกายให้หลิวชิงเซียงเสื้อคลุมนั้นเนื้อหนาแข็ง สีเทามอซอกลืนกับค่ำคืนแต่เป็นอาภรณ์เดียวที่แทบไม่มีกลิ่นเหงื่อเพราะถูกถอดออกก่อนที่อาการนางจะกำเริบ
เมื่อมั่นใจว่าหลิวชิงเซียงปลอดภัยแล้วโม่เหวินหานจึงโน้มตัวไปข้างหน้าพลางเอ่ยเสียงหนักแน่นผ่านม่านรถม้า “คุมรถม้ากลับวัง”
เสียงตอบรับดังขึ้นแล้วรถม้าก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวอีกครั้งสู่เส้นทางทอดยาวที่เต็มไปด้วยแสงโคมสลัวไหวรถม้าแล่นไปเสียงกระทบหินดังเป็นจังหวะช่วยให้บุรุษผู้เป็นผู้ครองบัลลังก์มังกรสงบกายที่รุ่มร้อนได้ค่ำคืนที่เงียบงันกลับมาเป็นเช่นเดิม
แสงแดดอ่อนปลายยามบ่ายลอดผ่านม่านแพรบางที่ปักลายกลิ่นหอมจางของเครื่องหอมยังคงอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ หลิวชิงเซียงลืมตาขึ้นช้าๆในห้องนอนเงียบสงัด บนเตียงผ้าไหมปักลายนกกระสานางกะพริบตาเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าหลบแสงมวลความรู้สึกคล้ายฝันร้ายยังคงวนเวียนอยู่ในใจ
"หลี่ผินฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ!" เสียงอิงหลานที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงรีบเอ่ยขึ้นใบหน้ากลมขาวของนางเต็มไปด้วยความยินดีปนโล่งอกฟ่านหรูที่กำลังตรวจสอบถ้วยยาอยู่มุมห้องก็รีบละจากเตาถ่านวิ่งเข้ามาใกล้
“รู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” ฟ่านหรูวางช้อนคนยาไว้ข้างกายก่อนจะคุกเข่าข้างเตียงดวงตากลมโตจับจ้องนายหญิงของตนด้วยความห่วงใยลึกซึ้ง
หลิวชิงเซียงปรือตามองทั้งสองสลับกันใบหน้ายังขาวซีด ดวงตาพล่าเล็กน้อยมือเรียวพยายามจะยันตัวขึ้นแต่มืออีกข้างก็ยังรู้สึกราวถูกดึงนางมองข้อมือมีรอยสีชมพูบางๆ “นี่..ที่ใด” เสียงนางเบาแทบเป็นกระซิบ แหบพร่ายังไม่ได้สติเต็มที่
“ตำหนักฟู่ตงของหลี่ผินเจ้าค่ะ” อิงหลานตอบพลางช่วยประคองให้นางเอนหลังพิงหมอนข้างหลังสีหน้าเคร่งเครียดของทั้งคู่ทำให้หลิวชิงเซียงรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก
“ข้าจำ..จำได้แค่ว่าเขา..”
คำว่า‘เขา’ แม้ไม่ได้เอ่ยนามไม่ได้ลั่นวาจาอะไรต่อแต่ในใจของนางมีเพียงบุรุษผู้หนึ่ง เสี้ยวภาพแสงโคมแดง แสงไฟสลัวผู้คนส่งเสียงหัวเราะมัวเมา แล้วจู่ๆ ก็เป็นใบหน้าของเขา ดวงตาเคร่งเครียดฝ่ามืออุ่นร้อนที่อุ้มนางออกจากขุมนรกแห่งนั้น..จากนั้นทุกอย่างก็มืดสนิท ‘แล้ว..หลังจากนั้นล่ะ?’ นางหรี่ตาพยายามนึก แต่พอนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกจึงหันไปถามหญิงทั้งสองข้างกายริมฝีปากซีดเอ่ยเนิบช้า “พวกเจ้ารู้อะไรบ้าง ทำไมข้าถึง..”
อิงหลานกับฟ่านหรูสบตากันแล้วก้มหน้า“เราทั้งสองก็ไม่รู้เจ้าค่ะ พวกหม่อนฉันเพิ่งถูกเรียกให้ตามมาปรนนิบัติเมื่อเช้าตรู่เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ตอนนั้นหลี่ผิน..นอนอยู่แต่เหงื่อโทรมกายเลยเจ้าค่ะ”
ฟ่านหรูเสริมเสียงแผ่ว“แถมนายหญิงยังสวมอาภรณ์เก่าๆของบุรุษด้วย..ไม่ทราบเป็นของใคร หม่อนฉันจำได้ว่าไม่ใช่ชุดของพระสนมแน่นอนเจ้าค่ะ”
อาภรณ์บุรุษที่ไหนไม่รู้?หลิวชิงเซียงเบือนหน้าหนี แก้มซีดขาวไร้สีเลือด ร่างทั้งร่างสั่นไหวเบาๆภายใต้ผ้าห่มผ้าไหมสีอ่อน อิงหลานยังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “หลังจากเช็ดตัวให้เสร็จหมอหลวงเผยก็มาถึง..จับชีพจรแล้วก็เขียนเทียบยาไว้ให้เจ้าค่ะ พอเสร็จก็เป็นเวลารุ่งสางพอดี ฝ่าบาทจึงเสด็จกลับไปว่าราชการส่วนพวกหม่อมฉันก็เฝ้าอยู่ไม่ห่างเลย”
“นอกจากนั้นพวกเจ้าไม่เห็นสิ่งใดอีกแล้วหรือ?” นางเอ่ยเสียงแผ่วแต่ยังคงสงบนิ่งดวงตาสั่นไหวอย่างพยายามปกปิด
อิงหลานกับฟ่านหรูพากันสั่นศีรษะพร้อมกัน“ไม่มีเลยเจ้าค่ะ”
หลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากเงียบงันไม่ซักต่ออีก นางเชื่อว่าอิงหลานกับฟ่านหรูมิได้โกหกและที่สำคัญพวกนางคงไม่รู้อะไรจริงๆ ใจนางพลันสั่นไหว หากตอนนั้นไม่ใช่โม่เหวินหาน..หากเขามาช้าเพียงครึ่งก้าว..นางไม่กล้าคิดต่อเลย
หลังนั้นไม่นานนักอาหารก็ถูกนำมาขึ้นโต๊ะอิงหลานจัดโต๊ะเล็กตรงหน้าเตียงพร้อมเทียบยาบำรุงในถ้วยกระเบื้องขาวปากทองวางคู่กัน
“นายหญิงเชิญเจ้าค่ะ อาหารกับยาบำรุงร่างกาย”ฟ่านหรูประคองหมอนข้างให้นั่งสบายแล้วหยิบช้อนเงินส่งให้นายหญิง
หลิวชิงเซียงมองยาที่จัดเอาไว้แล้วเงยหน้าถาม“ยาอะไรหรือ? ข้าไม่ได้บาดเจ็บเสียหน่อยทำไมต้องให้ดื่มยาบำรุง”เพราะมียามากกว่าปกติที่นางต้องทานจากแต่ก่อนทีเป็นยาบำรุงทั่วไปที่คนในวังทานกัน
ทั้งสองเมียงมองกันเล็กน้อยก่อนที่อิงหลานกล่าวตอบ“คือเทียบยานี้น่าจะเป็นยาบำรุงกายสำหรับสนมที่ปรนนิบัติฝ่าบาทในยามราตรี”
ฟ่านหรูรีบเสริม“เหมือนเมื่อก่อน เหล่าสนมชายามักจะสั่งเทียบยานี้และดื่มหลังคืนปรนนิบัติเพื่อฟื้นพลังธาตุสตรีเจ้าค่ะแต่ครั้งนี้หลี่ผินเป็นคนแรกเลยนะเจ้าคะ ที่ฝ่าบาทรับสั่งให้จัดเทียบยาด้วยตัวเอง”
ช้อนในมือนางหลุดตกกระทบจานเสียงดังชัดดวงหน้าเรียวงามซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่งามสั่นระริก “อะไรนะ..”
คำพูดนั้นดังก้องในหัว‘ฝ่าบาทรับสั่งให้จัดเทียบยาด้วยตัวเอง’ หรือนี่คือ ‘ยาบำรุง..หลังคืนร่วมเตียง’
มือเรียวกำชายเสื้อแน่นนางเคยได้ยินว่าในคืนแรกของสตรี หากเกิดสัมพันธ์จะต้องรู้สึกเจ็บปวดบางส่วนหลงเหลือหรืออาจมีไข้อ่อนแรงในวันถัดไปแต่ตอนนี้นางไม่ได้รู้สึกอะไรเช่นนั้นนอกจากเมื่อยกล้ามเนื้อที่น่าจะเกิดจากโดนพิษ..ไม่ใช่หรือ?
สีหน้าของนางในยามนี้คือความสับสนผสมกับความว้าวุ่นเกินบรรยาย อิงหลานและฟ่านหรูเมื่อเห็นนายหญิงเงียบไปสีหน้าซีดเผือดต่างรีบขยับเข้าใกล้
“หลี่ผิน? หรือว่าอาการจะกำเริบอีก..เช่นนั้นเอนตัวพักก่อนเถอะเจ้าคะ” อิงหลานรีบเอ่ยนางเอื้อมมือมาช่วยพยุง
ฟ่านหรูก็ขยับเข้าไปประคองพลางเอ่ยต่อ“เมื่อเช้าตอนพวกบ่าวเห็นแล้วตกใจแทบแย่หลี่ผินเหงื่อโทรมทั่วกาย ทั้งยังหลบไปทั้งวันไม่รู้ว่าเป็นอะไรถ้ายังไม่ไหวไปตามหมอหลวงดีไหมเพคะ?”
หลิวชิงเซียงได้ยินก็พลันสะท้าน‘หรือว่า..นางได้หลับสนิทไปทั้งวันจนร่างกายฟื้นตัวหมดสิ้น?จึงไม่รู้สึกเจ็บใดๆ?’ ความคิดว้าวุ่นวนซ้ำซ้อนราวฝนซัดรุนแรงแต่อธิบายไม่ได้
แต่หลังจากนั้นนางไม่กล้าถามใครไม่กล้าแม้กระทั่งส่องกระจกเงานานๆ พอยามค่ำใกล้เข้ามา นางก็รีบสั่งให้เตรียมถังอาบน้ำโดยไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
ไออุ่นจากน้ำในถังไม้ลอยขึ้นคล้ายหมอกขาวในยามเช้าหลิวชิงเซียงจุ่มปลายเท้าลง แล้วนั่งลงช้าๆ กลิ่นดอกบัวขาวอาบแช่ตัวลอยอบอวลก้มหน้าลงมองร่างตนในผืนน้ำ สะท้อนเป็นเงาพล่าๆแม้จะพยายามตรวจสอบรอยหรืออาการผิดปกติใดๆ แต่ก็..ไม่มี
‘ทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีแม้แต่รอยแดงนอกจากที่ข้อมือ..หรือข้าคิดมากไปเอง’ แม้จะคิดเช่นนั้นแต่หัวใจกลับไม่ยอมสงบลงได้ง่ายดาย ดวงตาของนางเต็มไปด้วยคำถามไร้คำตอบหรือแค่เพียงว่าเขาไม่ทิ้งรอยเอาไว้ และผนวกกับสิ่งที่เคยได้ยินมาถ้ากระบี่ของบุรุษสั้นก็จะไม่ทำให้สตรีบาดเจ็บถึงแม้จะเป็นครั้งแรกถ้านี่เป็นเรื่องจริง นางจึงฟื้นตัวไว?
หากแต่นางยังไม่ทันได้ลุกขึ้นจากถังน้ำเสียงฝีเท้าเร่งร้อนจากด้านนอกก็ดังขึ้น "หลี่ผินเจ้าคะ..ฝ่าบาทเสด็จ" เสียงผู้แจ้งข่าวดังลอดผ้าม่านและความเงียบงันเข้ามา
หลิวชิงเซียงนิ่งงันราวถูกตบด้วยฝ่ามือจากฟ้า มือที่กำผ้าขัดตัวแน่นขึ้นจนเล็บจิกเนื้อ ‘เขาจะมาทำไมในเวลานี้ข้ายังไม่พร้อมจะเผชิญหน้า’ ร่างเปลือยเปล่าในถังน้ำสั่นไหวเบาๆสายน้ำกระเพื่อม เงาในผืนน้ำก็พร่าเลือนเหมือนจิตใจของนางในยามนี้
หลิวชิงเซียงสวมอาภรณ์เรียบร้อยแล้วเมื่อกลับเข้ามาภายในห้องนอนเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ห้องนอนเพียงไม่กี่ก้าว ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้หัวใจของหลิวชิงเซียงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว โม่เหวินหานในอาภรณ์เรียบง่ายต่างจากฉลองพระองค์อย่างจักรพรรดิ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หอมข้างโต๊ะชาแผ่นหลังเหยียดตรง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนเข่า สายตาเข้มขรึมทอดมองตรงมายังนางเป็นแววตาอ่อนโยนแฝงความห่วงใยลึกซึ้ง "เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" เสียงทุ้มเอ่ยถามช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
นางนิ่งไปเพียงอึดใจก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ดวงตากลมโตฉายแววระแวดระวัง พลางหลบเลี่ยงไม่สบตาเขาตรงๆ
“ดีขึ้นหรือยัง?” เขายังคงถามต่อด้วยเสียงอ่อนโยนยิ่งนัก “ยาที่เราจัดไว้ให้ได้ดื่มหรือยัง?”น้ำเสียงเขานุ่มนวลราวสายน้ำแววตาที่มองนางไม่มีสิ่งใดปิดบัง ทว่าหลิวชิงเซียงกลับขยับกายอย่างลังเลวางมือเรียวประสานไว้หน้าท้อง ท่าทางของนางเย็นชา ห่างเหินสายตาหลุบต่ำไม่ยอมสบตาแม้เพียงนิด
ในใจพลันรู้สึกขุ่นมัวคล้ายก้อนเมฆดำปกคลุมดวงใจยิ่งเห็นแววตาห่วงใยของบุรุษตรงหน้าก็ยิ่งรู้สึกสับสน ‘เขาเป็นห่วงเพราะ..เพราะเขาได้ล่วงเกินข้าหรือเพราะจากใจจริงกันแน่’
โม่เหวินหานเห็นท่าทางของนางก็พลันรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดแปลกไปใบหน้าที่มักเรียบนิ่งของเขาเคลือบด้วยความกังวลก่อนคำถามหนึ่งจะหลุดออกมาอย่างแผ่วเบา “เจ้าจำได้หรือไม่ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น?”
หลิวชิงเซียงสะบัดหน้าทันทีริมฝีปากสั่นเล็กน้อยก่อนตอบเสียงแข็ง “ไม่ได้เพคะแต่พอจะ..คาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เสียงนั้นดังกังวานและเด็ดขาด
เขาได้ยินก็พลันชะงักสายตาไหววูบไปแวบหนึ่งเอ่ยเสียงอ่อนลงกว่าเดิม “เจ้าอย่าคิดมากไปเลยเรื่องทั้งหมดมีเพียงเรากับหมอหลวงเผยที่ล่วงรู้” หากแต่ประโยคนั้นกลับเป็นประกายไฟที่จุดเพลิงโทสะในใจของหลิวชิงเซียงให้ลุกโชนมากยิ่งขึ้น
นางเงยหน้าขึ้นช้าๆดวงตาแดงก่ำจากแรงกดเก็บอารมณ์ตลอด จ้องเขาเขม็งอย่างคุมโทสะไม่อยู่ “อย่าคิดมาก? ฮึ พวกบุรุษ! เช่นนั้นท่านจะต่างอะไรกับครพวกนั้น!” น้ำเสียงของนางสั่นพร่าแต่เต็มไปด้วยความขุ่นมัวโกรธขึ้ง
โม่เหวินหานขมวดคิ้วทันควันสีหน้ากลายเป็นงุนงงทันที “พวกนั้น?” เขาทวนถาม “เจ้าหมายถึง..ใคร?”
“ก็พวกคนในหอบุปผา! ที่ใช้กำยานพิษแล้วเสพสมโลกีย์ไม่เลือก!” เสียงของนางดังชัดเจนเอ่ยโดยไม่มองหน้าเพราะนางรังเกียจวาจาที่เอ่ยออกมาง่ายๆ ของเขา
แต่พอโม่เหวินหานได้ยินกลับไม่โกรธเลยแม้แต่น้อยเขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนหัวเราะเบา ๆ ราวกับเพิ่งเข้าใจต้นสายปลายเหตุ “อะไรทำให้เจ้าเข้าใจเช่นนั้น?”
น้ำเสียงผ่อนคลายยิ่งทำนางอยากคว้าดาบฟาดใส่เขาแต่รู้ว่าฝีมือนางไม่เพียงพอ จึงเค้นเสียงตอบเขาด้วยน้ำเสียงแข็งเปี่ยมโทสะ “อิงหลานฟ่านหรูบอกว่ายาที่ข้าดื่มเมื่อกลางวันนั้นเป็นของเหล่าสนมที่หลังปรนนิบัติจะดื่มกัน”
“อืมๆอิงหลานกับฟ่านหรูบอกเจ้าว่ายาที่เจ้าได้รับคือยาของเหล่าสนมหลังปรนนิบัติ?” คำพูดของเขาไม่ได้มีแววตำหนิแต่เพียงบอกเรื่องราวเท่านั้น“เช่นนั้นเจ้าก็ควรรู้อีกอย่างหนึ่งว่ายานั้นใช้เพื่อฟื้นฟูพลังหยินที่สูญไปจากฤทธิ์พิษรัญจวนด้วย” เขาเอ่ยอย่างใจเย็น “อีกทั้งเพราะเราไม่อาจเปิดเผยได้ว่าเจ้าถูกพิษรัญจวญ..เราจึงให้หมอหลวงเผยจัดยาเงียบๆพวกนางกำนัลจึงเข้าใจไปเช่นนั้น”
“...”ดวงตาหลิวชิงเซียงเบิกกว้างเล็กน้อย สีหน้าซีดขาวของนางพลันเปลี่ยนเป็นอึ้งงัน พูดอะไรไม่ออกไปชั่วคราว‘เป็นเช่นนั้นจริงหรือ..’ นางครุ่นคิดอย่างเงียบๆความสับสนไหลวนในอกแทนที่ความโกรธที่ถูกดับไปแล้ว
“เจ้า..ไม่เชื่อเราหรือ?” เสียงทุ้มของเขาเอ่ยอีกครั้งเมื่อเห็นว่านางยังนิ่งไปไม่ยอมเอื้อนเอ่ยคำใด
หลิวชิงเซียงยอมเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้งสายตาอ่อนลงไปมาก ดวงตาสั่นไหวคล้ายต้องการค้นคำตอบซุกซ่อนในสีหน้าบุรุษตรงหน้า “ที่ท่านว่ามาเป็นจริงหรือ?”
เขาพยักหน้าดวงตาหนักแน่นแนบแน่นราวจะส่งคำสาบานไปถึงฟ้าดิน “เรากล้าสาบานต่อฟ้า สัญญาต่อแผ่นดิน เราจริงใจต่อเจ้าเป็นหนึ่ง” คำพูดนั้นชัดเจนมั่นคงราวขุนเขาไร้ไหวเอน