Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    ตอนพิเศษ(จบ)

                ตื๊ด...ตื๊ดๆๆๆ....เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น  ภายในห้องนอนที่มีแสงไฟสีส้มสลั่วๆศิลากำลังนอนหลับไหลอย่างสบายโดยที่ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงของโทรศัพท์

                ร่างของหญิงสาวคาดผ้าขนหนูสีขาวพลันร่างเดินเข้ามาในห้องนอน  “เที่ยงคืนขนาดนี้ใครโทรมาหาศีลกันนะ”  พลัมเปรยออกมาเดินไปตรงหัวเตียงบริเวณโครมไฟหยิบมือถือของศิลาขึ้นมาดู  “เบอร์แปลก..?คงไม่ใช่เบอร์กิ๊กหรอกนะ”  เธอหันไปเขย่าตัวศิลา  “ศีล..ศีล..ศีล  มีคนโทรมา”

                “ห่ะ...”  ชายหนุ่มอุทานออกมาด้วยความงัวเงียก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาดู  “ฮัลโหล...ผมศิลาพูดครับ”  เขาพูดกับปรายสาย  ก่อนจะชะงักอึ่งไปสีหน้าปั้นยากแสดงถึงความตกตลึงตกอยู่ในอาการช็อก  เขากดวางสายรีบรุกจัดแจงแต่งตัวด้วยความร้อนรนสีหน้าเครียด

                “ศีล..มีอะไรหรอ”  พลัมถามน้ำเสียงเป็นห่วงปนสงสัยเมื่อเห็นท่าทีของศิลา  “ดึกป่านนี้แล้วจะออกไปไหน”

                “ไปโรงพยาบาล  พ่อกับแม่ถูกรถชน” เขาหันมาตอบเสียงสั่นนัยน์ตาเครือสั่นไหว

                “ไม่จริงน่า....”  หญิงสาวอุทานออกมา  “ฉ...ฉันไปด้วย”

                ใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีศิลาและพลัมก็มาถึงโรงพยาบาลอัลไซส  เขารีบวิ่งไปที่ห้องฉุกเฉินถามเจ้าหน้าทีด้วยความร้อนรนก่อนที่เจ้าหน้าที่จะบอกเขาว่าพ่อและแม่ของเขาอยู่ในห้องผ่าตัด  เขารีบวิ่งไปตามทางเพื่อไปยังหน้าห้องผ่าตัดทว่าเมื่อมาถึงเขาก็ทำได้เพียงนั่งรออยู่ด้านนอก  เวลาร่วงเลยไปถึงตีสาม

                หมอผู้ชายวัยกลางคนในชุดสีเขียวเสื้อคลุมยาวสีเขียวลายตราสัญญาลักษณ์โรงพยาบาลเดินออกมาหน้าห้องผ่าตัด 

                “ใครเป็นญาติคนไข้ครับ”  หมอพูดมองหน้าศิลาและพลัม

                “ผมครับ”  ศิลาตอบน้ำเสียงร้อนรน  “พ่อกับแม่ผมเป็นยังไงบ่างครับ  ท่านทั้งสองปลอดภัยใช่ไหมครับ”

                “ครับตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว”  หมอหยุดพูดมองหน้าศิลา  “แต่ว่า”  เขาหยุดเว้นวรรค  “ผมขอคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ”

                “ได้ครับ”  ศิลาตอบก่อนจะหันไปมองหญิงสาว  “ขอโทษนะพลัมกลับคนได้ใช่ไหม  ศีลคงต้องอยู่ที่นี่อีกนาน”

                หญิงสาวส่ายหน้า  “ไม่เป็นไร  ถ้ายังไงโทรบอกพลัมด้วยนะ”  หญิงสาวยื่นมือไปกลุมมือของชายหนุ่ม  “พลัมเป็นห่วงศีลนะ”

                “เชิญทางนี้ครับ”  หมอพูดเชิญศิลาไปยังห้องทำงาน

                ศิลาเดินเข้ามาในห้องสิ่งแรกที่เขาเห็นคือฟีล์มเอกซเรย์ที่แปะไว้บนเครื่องอ่านฟีลม์เอกซเรย์  ซึ่งแค่เขามองดูก็รู้แล้วว่าส่วนที่กำลังฉายอยู่ในฟีล์มนั้นคือส่วนสมองและกระดูกต้นคอ  ศิลานั่งลงในเก้าอี้ตรงข้ามกับหมอจากนั้นหมอก็พูดขึ้น

                “สมองของพ่อและแม่คุณได้รับการกระทบอย่างหนัก  กระโหลกร้าว เลือดคลั่งในสมอง  เส้นเหลือดใหญ่ในสมองแตก  กระดูกต้นแขน  กระดูกต้นขา  กระดูกซี่โคง ทั้งหมดหัก ม้ามแตก  ปอดฉีก”  

                ศิลาเอามือปิดปากเบิกด้วยอาการที่บรรยายไม่ถูก  น้ำอุ่นๆไหลออกมาจากตาเป็นสาย  หากเลือกได้ขอเป็นเขาเองจะได้ไหมที่ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้เขาไม่อยากเห็นพ่อและแม่ของเขาต้องเจ็บปวดแบบนี้เลย

                “หมอขอพูดตามตรงนะครับ  ถึงจะผ่าตัดโอกาสรอดก็มีไม่ถึง 30% ถึงรอดคุณก็ต้องทำใจนะครับ  ท่านทั้งสองคงกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้”

                “ครับผมเข้าใจ”  เขาตอบเสียงสะอื้น

                “ตอนนี้หมอผ่าสมองไปแล้ว  และหมอต้องขอโทษที่โกหกคุณว่าท่านทั้งสองพ้นขีดอันตราย  ถึงแม้จะผ่าตัดสำเร็จท่านทั้งสองก็ยังอยู่ขั้นวิกฤต  ท่านทั้งสองก็มีแต่จะต้องนอนทรมารอยู่ดีหลายปีตลอดการรักษา  อราไม่สามารถผ่าตัดทีเดียวรักษาทุกส่วนได้เราต้องผ่านตัดรักษาจุดสำคัญไปทีละส่วน อีกอย่างพ่อและแม่ของคุณก็เป็นโรคหัวใจ คุณพอจะเข้าใจที่หมอพูดใช่ไหมครับ”

                “เข้าใจครับ”  เขาปาดน้ำตาเงยหน้าขึ้นจองมองหน้าหมอ  “รักษาท่านเถอะครับ  ต่อให้ต้องเสียอะไรผมก็ยอม  ต่อให้ท่านต้องนอนทรมารเจ็บปวดเป็นปีๆก็ไม่เป็นไร  ขอแค่พ่อและแม่ผมมีชีวิตต่อไปก็พอ”  เขาตอบเสียงหนักแน่น

                “แล้วญาติๆคุณล่ะครับ”  

                “ไม่มีครับ”  ศิลาส่ายหน้า  “เรามีกันแค่สามคน  พ่อผมโตมาในสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า  ส่วนแม่ผมเป็นคนไทย  ญาติฝ่ายแม่จึงอยู่ที่ประเทศไทยกันหมด”

                “โอเคครับ”  หมอยื่นเอกสารให้ศิลาเซ็น  ซึ่งเป็นเอกสารยินยอมการรักษาและหากพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตในการผ่าตัดหมอที่รับผิดชอบจะไม่มีความผิดใดๆ  “ส่วนเรื่องค่ารักษา”

                “ไม่ต้องห่วงครับ”

                ก๊อก..ก๊อก...เสียงประตูห้องดังขึ้น

                “ขอโทษครับผมคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ”  เสียงชายหนุ่มพูดขึ้นก่อนจะเปิดประตูเข้ามา  “คุณคือคุณศิลาลูกของผู้ที่ถูกรถชนซินะครับ”  ชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดตำรวจพูดขึ้นมองหน้าเขา

                “ครับ”  

                “เรามีบางอย่างอยากให้คุณดูช่วยมากับเราหน่อยได้ไหมครับ”  ตำรวจหนุ่มบอกเสียงจริงจัง

                “ได้ครับ”  เขาบอกก่อนจะหันไปทองหน้าหมอ  “ผมฝากพ่อและแม่ผมด้วยนะครับ”

                “หมอจะทำเต็มความสามารถครับ”  

                ศิลาเดินไปกับตำรวจหนุ่มก่อนจะขึ้นรถตำรวจเพื่อไปยังสถานีตำรวจ

                “ผมอยากให้คุณดูกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุน่ะครับ”  ตำรวจหนุ่มพูดพร้อมกับมาถึงจุดหมายพอดี  “เชิญครับ”

                ศิลาเดินไปตามทางตามหลังตำรวจหนุ่มไปติดๆ  เขาเข้ามาอยู่ในห้องของสารวัต

                “คุณรู้จักรถคันนี้หรือเปล่าครับ”  ตำรวจหนุ่มชี้ให้เขาดูภาพในทีวีซึ่งกำลังฉายฉากที่พ่อและแม่เขาถูกชน  ในจอเห็นพ่อและแม่ของเขากำลังเดินข้ามถนนเหมือนแวะวงไปซื้ออะไรสักอย่างที่ข้างทาง  ตอนนั้นเองรถเบ๊นซ์สีดำก็พุ่งเสยร่างของพ่อแม่เขาลอยกระเด็นด้วยความแรงที่คาดว่าน่าจะประมาณ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

                “จากการวิเคราะห์ภาพ  ผมคิดว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ”  ตำรวจพูดเสียงเข้มหันมาจ้องหน้าเขา

                “รถคันนี้มันของอาโน(หรือบูรพา)?..”  เขาตกใจ  “เอ๊ะ!  เมื่อกี้คุณตำรวจบอกว่าไม่ใช่อุบัติเหตุหรอครับ”

                “ใช่ครับ”  ตำรวจพนักหน้า  “คนเราถ้าหากขับรถจะชนใครหรือจะชนเข้ากลับอะไรสัญชาตญาณจะสั่งให้เราเลี้ยวหลบหรือเหยียบเบรค  แต่ในวีดีโอวงจรปิดนี่  รถคันนี้ไม่คิดที่จะหักหลบและที่พื้นถนนไม่มีล่องลอยของการเบรคเลยด้วย  และในวีดีโอถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่ารถที่ขับมีการเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ”

                เขาจ้องมองดูวีดีโอวนซ้ำไปมาหลายรอบด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

                “นี่ใช่รถเพื่อนของคุณหรือเปล่า”  ตำรวจถามขึ้นอีกครั้ง  “คุณกับเพื่อนคุณมีปัญหาอะไรผิดใจกันไหม”

                เขาส่ายหน้า  “ไม่มีครับเราสนิทกันดีเมื่อวานผมยังไปช่วยมันอยู่เลย  อาจจะเป็นคนอื่นยืมรถเพื่อนผมไปขับก็ได้”  เขาพยายามหลอกตัวเองทั้งที่เขาก็รู้ดีว่าอาโนไม่มีเพื่อนที่ไหนนอกจากเขา ออเกลและนีท

                เขาเดินออกมาจากสถานีตำรวจด้วยอารมณ์อันหลากหลายที่ยากเกินจะบรรยายทั้งสับสนขุ่นแค้น  โดดเดี่ยว  เขาต้องการหาคนที่ปรึกษา  เมื่อคนเราต้องเจอกับปัญหาและความทุกข์เราย่อมต้องการคนรับฟังและปรึกษาคนที่เราคุยด้วยอยู่ด้วยแล้วสบายใจเขาเรียกแท็กซี่ไปยังคอนโดแห่งหนึ่ง  ตลอดทางเขาคิดถึงเรื่องต่างๆนาๆมากมาย

                เวลาตีห้าเขาก็มาถึงตึกคอนโดสูงดูภายนอกก็รู้แล้วว่ามีระดับขนาดไหน

                “หลับไปแล้วล่ะมั้ง”  เขาหยิบคีการ์ดแปดเปิดประตูเดินไปตามทางหรูหราก่อนจะเข้าไปในลิฟด์  เพียงไม่นานเขาก็มาถึงชั้นที่สิบสองห้องหมายเลข 126 ศิลายื่นนิ้วไปสแกนตรงที่จับประตูก่อนจะเสียบคีการ์ดเข้าไปตรงที่จับประตู  ประตูก็ปลดล็อคทันที

                ทว่าเมื่อเขาเข้ามาในห้องของพลัมที่น่าจะไม่มีรองเท้าผู้ชายอื่นใดนอกจากเขาตอนนี้ได้มีรองเท้าคล้ายรองเท้าของผู้ชายวางไว้บนชั้นรองเท้า  เขาเดินผ่านมุมห้องน้ำมองผ่านไปยังชั้นวางของที่กั้นแบ่งทำเป็นห้องนั่งเล่นและห้องนอน

                “อึก...”  ภาพที่เห็นเขาไม่สามารถพูดคำใดออกมาได้  หญิงสาวผู้เป็นดวงใจของเขากำลังนอนอยู่บนเตียงกับเพื่อนรักของเขาถัดไปข้างเตียงบนพื้นเห็นกองเสื้อผ้า

                “ศีล...”  หญิงสาวร้องเสียงหลงรุกพรวดพลาดเมื่อเห็นศิลายืนมองด้วยสายตาว่างเปล่า  

                “ศิลา”  อาโนอุทานออกมา  สีหน้าของทั้งสองปั้นยากแสดงอารมณ์ออกมาไม่ถูกและไม่รู้จะทำหน้าแบบไหน

                “ฮึ...ฮึม..ฮึ..ฮึ”  ศิลาหัวเราะในลำคอ  “นานแค่ไหน”  เขาก้มหน้าพูดเสียงแผ่ว

                “ศีลคือว่า” หญิงสาวร้อนรนรีบวิ่งเข้ามาจับแขนศิลา  

                “ปล่อยฉัน”  เขาตวาดสบัดมืออย่างแรง  “อย่าเอามือโสโครกมาแตะตัวฉัน”  สายตาของเขาฉายแววเดือดดาล  เครียดเเค้น  “ตอบมาพวกแกมีความสัมพันธ์แบบนี้มานานแค่ไหน”

                “ปีกว่า”  หญิงสาวตอบเสียงแผ่วยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

                “ขอบใจ...อาโนเจอกันที่ชั้นศาล”  เขาหันหลังกลับเดินออกไปจากห้องโดยไม่เหลียวหลัง  

               “ศีลเดี๋ยวก่อน”  หญิงสาวร้องห้ามพร้อมท่าทางคล้ายจะวิ่งตาม  ทว่าอาโนก็เข้ามาขวาง  

                “ฝนตกหรอ”  เขาออกมาจากคอนโดตึกสูง  ยืนอยู่บนถนน  “หน้าหนาวแต่ฝนตกหรอหรือแกกำลังร้องไห้สมเพศฉันอยู่  ดีเหมือนกัน”  เขาบ่นเงยหน้าขึ้นฟ้าปล่อยให้น้ำที่ตาไหลออกมาอย่างไม่ปกปิดให้สายฝนช่วยบดบังน้ำตาที่แสนโง่เขลาของตนเอง

                หลังจากนั้นเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนบริษัทของพ่อเขาถูกคณะผู้ถือหุ้นส่วนลงมติในที่ประชุมให้เปลี่ยนประธานบริษัทตามหลักแล้วคนที่ต้องเป็นประธานบริษัทต้องเป็นเขาแต่ทว่าผู้ถือหุ้นทุกคนมองว่าเขาไร้ความสามารถและยังเด็กเกินไปด้วยที่พ่อเขาถือหุ้น40% ทำให้เขาที่เป็นลูกไม่สามารถค้านฝ่ายที่ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ลงมติกัน  จากนั้นเพียงไม่นานเขาก็ต้องขายหุ้นที่เหลือเพราะถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินบริษัทไปใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ต้องนำบ้านไปจำนองธนาคารเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพ่อและแม่

                ตอนเช้าเขาไปเรียนตอนเย็นเขาไปทำงานที่เซเว่นสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือความสัมพันธ์ุของคนรอบข้างที่มีต่อเขา  มีเพียงออเกลและนีทที่ยังเหมือนเดิมและคอยช่วยเหลือเขามาโดยตลอด

                วันนั้นในยามดึกเขาพึ่งเลิกงานเดินไปตามถนนมองผู้คนที่ใช้ชีวิตในยามราตรีก่อนจะมานั่งอยู่หน้าเซเว่นข้างกายคือเบียร์สามขวดเขามองคนเก็บขยะแล้วมองย้อนมาถึงตัวเขา

                “ลุงครับ ถ้ายากทำงานเก็บขยะของเทศบาลต้องไปสมัครที่ไหนครับ”  เขาเดินไปถามกลุ่มคนที่กำลังนำขยะเทใส่หลังรถบรรทุก

                ชายสี่คนหันมามองหน้าเขาด้วยสายตาตลึง  งุนงง  ก่อนที่ชายคนหนึ่งจะพูดขึ้น  “แปลกนะพ่อหนุ่ม  อยากทำงานแบบนี้หรอ  ไม่กลัวถูกล้อหรือถูกรังเกียจหรือไง”

                “ไม่ครับ”  เขาตอบยิ้มๆ  “ผมไม่มีเวลาว่างมาใส่ใจกับคนอื่นหรอกครับ”

                “เอาซิ  ถ้างั้นพรุ้งนี้น้องชายมาที่สำนักงานตามที่อยู่นี่ได้เลย”  ชายคนดังกล่าวยื่นที่อยู่ของสำนักงานกำจัดขยะให้เขา

                และคืนวันต่อมาเขาก็ได้งานใหม่ที่เงินดีกว่าเดิมนั่นคือพนักงานทำความสะอาดให้เมืองหรือเรียกอีกอย่างคณะเก็บขยะ  ถึงแม้ว่าขยะจะส่งกลิ่นเหม็นติดเนื้อตัวแต่สำหรับศิลาขยะตรงหน้าเขายังมีกลิ่นหอมกว่าใจของคนบางคนเสียอีก  อีกอย่างคือเขาได้เงินดีขวดแก้วขวดพลาสติกเขายังนำไปขายได้อีกหนึ่งต่อด้วยถึงแม้ว่าเวลาเขาขนขวดพวกนั้นแล้วจะต้องถูกมองด้วยสายตาหยามเหยียดหรือบางครั้งเขาจะต้องโดนไล่ลงจากรถเมย์เพราะเขาไม่ให้นำขวดพวกนั้นขึ้นรถเพราะจะรบกวนคนอื่นก็ตาม

               สำหรับเขาแรกๆมันก็เป็นอะไรที่ยากเกินจะรับไหว  แต่เขาคิดแค่ว่าเขาได้เงินมาอย่างถูกกฎหมายและพอใช้สำหรับค่ารักษาพยาบาลและผ่อนดอกให้ธนาคารเขาใช้เวลาทำงานเป็นคนเก็บขยะถึงสองปีจนเรียนจบเขาแพ้คดีในชั้นศาลเพราะหลักฐานมีไม่เพียงพอ  สารวัตที่ติดตามคดีของเขาถูกย้ายไปช่วยราชกาลที่อื่นเพียงเท่านี้เขาก็รู้แล้วว่าความยุติธรรมไม่มีจริง

               ในวันที่เขาไม่มีแม้แต่เงินจะกินข้าวจานน้ำกับเกลือพระเจ้าก็ยังมองไม่เห็นความลำบากของเขา  สำหรับเขาแล้วความยุติธรรมและพระเจ้าเป็นแค่เพียงสิ่งอุปมาและนามธรรม  มีเพียงสัจธรรมความจริงเท่านั้นที่จับต้องได้

                เวลาผ่านเลยไปเขาทำงาน  ทำงาน เก็บเงินเพื่อเป็นค่าผ่าตัดของพ่อและแม่ เขาทำงาน  ทำงาน  ทำงาน  

                “มหาวิทยาลัยอัลไซส์หรอ?...ถ้าจำไม่ผิดตระกูลอัลไซสนี่มาเฟียพ่อค้าอาวุธหรือเปล่า”  เขานั่งอยู่หน้าคอมภายในห้องนอนกำลังหางานเสริมอยู่  “คณะวิศวกรรม...?...การผลิตอาวุธและเทคโนโลยีทางหารทหาร”  เขาอ่านรายละเอียด  “หือ!...สอบเข้าได้จะได้เรียนฟรีและมีเงินเดือนให้ด้วยน่าสนวุ๋ย”  

                หลังจากนั้นเขาตัดสินใจเข้าเรียนปริญญาตรีอีกรอบในมหาลัยอัลไซส์ควบคู่ไปกับการทำงาน  จนกระทั่งเขาได้เข้าไปเล่นเกม Demonlord online และได้พบสาวบนรถเข็น  มันเริ่มทำให้เขาเชื่อเรื่องโชคชะตา

               วันนั้นเขาออกมาจากโลกจำลอง  “น้องฟ้าหรอ...”  เขาหยิบมือถือขึ้นมาอ่านข้อความไลน์  มาหาฟ้าที่โรงพยาบาลอัลไซสหน่อย   และวันนั้นเองคือวันที่เขารอคอยมาตลอดเมื่อมาถึงเขาก็รู้สึกแปลกใจว่าทำใหม่ฟ้าครามถึงนัดอยากเจอเขาที่โรงพยาบาลเขาคิดว่าฟ้าครามคงมาตรวจร่างกายแต่เมื่อเดินไปตามทางมันคือทางไปยังห้องพักฟื้นของพ่อแม่เขา

               ฮ่า...หรอศิลานะหรอ!...ไอ้ลูกคนนี้   เสียงอันแสนคุ้นเคยและแสนโหยหากำลังหัวเราะอยู่ด้านหลังประตูภายในห้อง  ผสมกับเสียงของหวานใจเขา   ค่ะ...แสบมากๆเลยพี่ศิตัวป่วนขนานแท้เลย...

                ศิลาค่อยๆเปิดประตูอย่างช้าๆแสงสีส้มสาดผ่านหน้าต่างเข้าตาเขา  เผยให้เห็นชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งกำนั่งคุยกับหญิงสาวบนรถเข็นถัดไปคือบอดิ้การ์ด  

                “พ...พ่อ...แม่”  เขาอุทานออกมาเสียงแผ่วสั่นเครือสายตาสั่นไหว

                ท่านทั้งสองหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้าที่เปี่ยมเมตตาเอ็นดูแสนคิดถึง

                “มาช้าจังเลยนะคุณลูกชาย”  เสียงหญิงสาวนุ่มละมุนพูดขึ้น

                ศิลาเดินด้วยความเหม่อลอยเข้าไปทิ้งตัวลงบนตักท่านทั้งสอง  ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากเขา  มีเพียงเสียงร้องโฮออกมาสุดเสียงคล้ายกับกำลังระบายทุกสิ่งทุกอย่างตลอดสองปีที่เขาแบกรับมา ปล่อยให้เสียงร้องไห้และน้ำตาบอกเล่าเรื่องราวให้ชายหญิงผู้เป็นดวงใจของเขารับรู้

                “เหนื่อยไหมลูก”  แม่ของศิลาถามเสียงติดขัดน้ำตาไหลหยดลงบนผมสีดำของชายหนุ่ม  พร้อมกับมือคู่หนึ่งของชายหญิงลูบหัวลูกชายแสนดื้อ  แสนแสบ  มหาวายร้ายในสายตาของใครๆ  อย่างเอ็นดูและอ่อนโยนสำหรับชายหญิงคู่นี้เขาไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้  เพระฟ้าได้ให้สิ่งที่มีค่ามากที่สุดมาให้พวกเขาแล้วนั่นคือศิลา

               ไม่มีคำตอบจากลูกชายมีเพียงเสียงสะอื่นงันและน้ำตาที่ไหลอาบ

                “โตขึ้นมาเลยนะลูกชาย” พ่อของศิลาลูบหัวลูกชาย  “งั้นหรอ...ลูกคงเหนื่อยมากซินะ”  

                เขาทั้งสองลูบแผ่นหลังของลูกชายที่กว้างและใหญ่ขึ้น  เขารับรู้ได้ผ่านแผ่นหลังของลูกชายว่าที่ผ่านมาแผ่นหลังนี้คงแบกรับอะไรมามากมายเกินกว่าที่เขาคาดแน่นอน  แต่ลูกชายของเขาก็เลือกที่จะไม่บอกเพื่อให้เขาสบายใจและไม่ต้องรู้สึกผิดหรือรู้สึกไม่ดีที่ทำให้ลูกชายลำบาก

                เขาภมิใจในลูกชายคนนี้ที่สุดถึงแม้ในอดีตเขาทั้งสองจะต้องไปโรงพักไม่เว้นวันเพราะลูกชายสร้างเรื่องปัญหาชกต่อยถึงแม้ในอดีตเขาจะต้องไปโรงพยาบาลเพราะลูกชายชกต่อยไม่เคยชนะใครและจะปางตายสาหัสทุกครั้ง  จนชาวบ้านนินทาว่าลูกเขาคงไม่พ้นคุกแน่นอนก็ตาม  แต่ตอนนี้เขามีเรื่องที่พร้อมจะเล่าให้ใครต่อใครฟังถึงความภาคภูมิในลูกชายคนนี้

                ศิลาเงยหน้าขึ้น  “ได้ไง  ผมยังแลกเงินในเกมมาได้ไม่พอค่าผ่าตัดเลย”  เขางง ก่อนจะร้องอ๋อหันไปมองหวานใจที่กำลังนั่งยิ้มปาดน้ำตาขี้แง  อยู่บนรถเข็น  “พี่ขอบใจนะ  เดี๋ยวพี่ใช้คืนให้”  เขาบอกฟ้าคราม

                “ค่ะ”  หญิงสาวตอบยิ้มๆ  ก่อนที่จะดึ่งหน้าศิลาไปกระซิบข้างหู  “ใช้คืนด้วย.....ก็พอค่ะ”

                

    คล้ายกับเรื่องDemonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก ที่คุณอ่าน