ตื๊ด...ตื๊ดๆๆๆ....เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ภายในห้องนอนที่มีแสงไฟสีส้มสลั่วๆศิลากำลังนอนหลับไหลอย่างสบายโดยที่ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงของโทรศัพท์
ร่างของหญิงสาวคาดผ้าขนหนูสีขาวพลันร่างเดินเข้ามาในห้องนอน “เที่ยงคืนขนาดนี้ใครโทรมาหาศีลกันนะ” พลัมเปรยออกมาเดินไปตรงหัวเตียงบริเวณโครมไฟหยิบมือถือของศิลาขึ้นมาดู “เบอร์แปลก..?คงไม่ใช่เบอร์กิ๊กหรอกนะ” เธอหันไปเขย่าตัวศิลา “ศีล..ศีล..ศีล มีคนโทรมา”
“ห่ะ...” ชายหนุ่มอุทานออกมาด้วยความงัวเงียก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาดู “ฮัลโหล...ผมศิลาพูดครับ” เขาพูดกับปรายสาย ก่อนจะชะงักอึ่งไปสีหน้าปั้นยากแสดงถึงความตกตลึงตกอยู่ในอาการช็อก เขากดวางสายรีบรุกจัดแจงแต่งตัวด้วยความร้อนรนสีหน้าเครียด
“ศีล..มีอะไรหรอ” พลัมถามน้ำเสียงเป็นห่วงปนสงสัยเมื่อเห็นท่าทีของศิลา “ดึกป่านนี้แล้วจะออกไปไหน”
“ไปโรงพยาบาล พ่อกับแม่ถูกรถชน” เขาหันมาตอบเสียงสั่นนัยน์ตาเครือสั่นไหว
“ไม่จริงน่า....” หญิงสาวอุทานออกมา “ฉ...ฉันไปด้วย”
ใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีศิลาและพลัมก็มาถึงโรงพยาบาลอัลไซส เขารีบวิ่งไปที่ห้องฉุกเฉินถามเจ้าหน้าทีด้วยความร้อนรนก่อนที่เจ้าหน้าที่จะบอกเขาว่าพ่อและแม่ของเขาอยู่ในห้องผ่าตัด เขารีบวิ่งไปตามทางเพื่อไปยังหน้าห้องผ่าตัดทว่าเมื่อมาถึงเขาก็ทำได้เพียงนั่งรออยู่ด้านนอก เวลาร่วงเลยไปถึงตีสาม
หมอผู้ชายวัยกลางคนในชุดสีเขียวเสื้อคลุมยาวสีเขียวลายตราสัญญาลักษณ์โรงพยาบาลเดินออกมาหน้าห้องผ่าตัด
“ใครเป็นญาติคนไข้ครับ” หมอพูดมองหน้าศิลาและพลัม
“ผมครับ” ศิลาตอบน้ำเสียงร้อนรน “พ่อกับแม่ผมเป็นยังไงบ่างครับ ท่านทั้งสองปลอดภัยใช่ไหมครับ”
“ครับตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว” หมอหยุดพูดมองหน้าศิลา “แต่ว่า” เขาหยุดเว้นวรรค “ผมขอคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ”
“ได้ครับ” ศิลาตอบก่อนจะหันไปมองหญิงสาว “ขอโทษนะพลัมกลับคนได้ใช่ไหม ศีลคงต้องอยู่ที่นี่อีกนาน”
หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ถ้ายังไงโทรบอกพลัมด้วยนะ” หญิงสาวยื่นมือไปกลุมมือของชายหนุ่ม “พลัมเป็นห่วงศีลนะ”
“เชิญทางนี้ครับ” หมอพูดเชิญศิลาไปยังห้องทำงาน
ศิลาเดินเข้ามาในห้องสิ่งแรกที่เขาเห็นคือฟีล์มเอกซเรย์ที่แปะไว้บนเครื่องอ่านฟีลม์เอกซเรย์ ซึ่งแค่เขามองดูก็รู้แล้วว่าส่วนที่กำลังฉายอยู่ในฟีล์มนั้นคือส่วนสมองและกระดูกต้นคอ ศิลานั่งลงในเก้าอี้ตรงข้ามกับหมอจากนั้นหมอก็พูดขึ้น
“สมองของพ่อและแม่คุณได้รับการกระทบอย่างหนัก กระโหลกร้าว เลือดคลั่งในสมอง เส้นเหลือดใหญ่ในสมองแตก กระดูกต้นแขน กระดูกต้นขา กระดูกซี่โคง ทั้งหมดหัก ม้ามแตก ปอดฉีก”
ศิลาเอามือปิดปากเบิกด้วยอาการที่บรรยายไม่ถูก น้ำอุ่นๆไหลออกมาจากตาเป็นสาย หากเลือกได้ขอเป็นเขาเองจะได้ไหมที่ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้เขาไม่อยากเห็นพ่อและแม่ของเขาต้องเจ็บปวดแบบนี้เลย
“หมอขอพูดตามตรงนะครับ ถึงจะผ่าตัดโอกาสรอดก็มีไม่ถึง 30% ถึงรอดคุณก็ต้องทำใจนะครับ ท่านทั้งสองคงกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้”
“ครับผมเข้าใจ” เขาตอบเสียงสะอื้น
“ตอนนี้หมอผ่าสมองไปแล้ว และหมอต้องขอโทษที่โกหกคุณว่าท่านทั้งสองพ้นขีดอันตราย ถึงแม้จะผ่าตัดสำเร็จท่านทั้งสองก็ยังอยู่ขั้นวิกฤต ท่านทั้งสองก็มีแต่จะต้องนอนทรมารอยู่ดีหลายปีตลอดการรักษา อราไม่สามารถผ่าตัดทีเดียวรักษาทุกส่วนได้เราต้องผ่านตัดรักษาจุดสำคัญไปทีละส่วน อีกอย่างพ่อและแม่ของคุณก็เป็นโรคหัวใจ คุณพอจะเข้าใจที่หมอพูดใช่ไหมครับ”
“เข้าใจครับ” เขาปาดน้ำตาเงยหน้าขึ้นจองมองหน้าหมอ “รักษาท่านเถอะครับ ต่อให้ต้องเสียอะไรผมก็ยอม ต่อให้ท่านต้องนอนทรมารเจ็บปวดเป็นปีๆก็ไม่เป็นไร ขอแค่พ่อและแม่ผมมีชีวิตต่อไปก็พอ” เขาตอบเสียงหนักแน่น
“แล้วญาติๆคุณล่ะครับ”
“ไม่มีครับ” ศิลาส่ายหน้า “เรามีกันแค่สามคน พ่อผมโตมาในสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า ส่วนแม่ผมเป็นคนไทย ญาติฝ่ายแม่จึงอยู่ที่ประเทศไทยกันหมด”
“โอเคครับ” หมอยื่นเอกสารให้ศิลาเซ็น ซึ่งเป็นเอกสารยินยอมการรักษาและหากพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตในการผ่าตัดหมอที่รับผิดชอบจะไม่มีความผิดใดๆ “ส่วนเรื่องค่ารักษา”
“ไม่ต้องห่วงครับ”
ก๊อก..ก๊อก...เสียงประตูห้องดังขึ้น
“ขอโทษครับผมคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ” เสียงชายหนุ่มพูดขึ้นก่อนจะเปิดประตูเข้ามา “คุณคือคุณศิลาลูกของผู้ที่ถูกรถชนซินะครับ” ชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดตำรวจพูดขึ้นมองหน้าเขา
“ครับ”
“เรามีบางอย่างอยากให้คุณดูช่วยมากับเราหน่อยได้ไหมครับ” ตำรวจหนุ่มบอกเสียงจริงจัง
“ได้ครับ” เขาบอกก่อนจะหันไปทองหน้าหมอ “ผมฝากพ่อและแม่ผมด้วยนะครับ”
“หมอจะทำเต็มความสามารถครับ”
ศิลาเดินไปกับตำรวจหนุ่มก่อนจะขึ้นรถตำรวจเพื่อไปยังสถานีตำรวจ
“ผมอยากให้คุณดูกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุน่ะครับ” ตำรวจหนุ่มพูดพร้อมกับมาถึงจุดหมายพอดี “เชิญครับ”
ศิลาเดินไปตามทางตามหลังตำรวจหนุ่มไปติดๆ เขาเข้ามาอยู่ในห้องของสารวัต
“คุณรู้จักรถคันนี้หรือเปล่าครับ” ตำรวจหนุ่มชี้ให้เขาดูภาพในทีวีซึ่งกำลังฉายฉากที่พ่อและแม่เขาถูกชน ในจอเห็นพ่อและแม่ของเขากำลังเดินข้ามถนนเหมือนแวะวงไปซื้ออะไรสักอย่างที่ข้างทาง ตอนนั้นเองรถเบ๊นซ์สีดำก็พุ่งเสยร่างของพ่อแม่เขาลอยกระเด็นด้วยความแรงที่คาดว่าน่าจะประมาณ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
“จากการวิเคราะห์ภาพ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ” ตำรวจพูดเสียงเข้มหันมาจ้องหน้าเขา
“รถคันนี้มันของอาโน(หรือบูรพา)?..” เขาตกใจ “เอ๊ะ! เมื่อกี้คุณตำรวจบอกว่าไม่ใช่อุบัติเหตุหรอครับ”
“ใช่ครับ” ตำรวจพนักหน้า “คนเราถ้าหากขับรถจะชนใครหรือจะชนเข้ากลับอะไรสัญชาตญาณจะสั่งให้เราเลี้ยวหลบหรือเหยียบเบรค แต่ในวีดีโอวงจรปิดนี่ รถคันนี้ไม่คิดที่จะหักหลบและที่พื้นถนนไม่มีล่องลอยของการเบรคเลยด้วย และในวีดีโอถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่ารถที่ขับมีการเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ”
เขาจ้องมองดูวีดีโอวนซ้ำไปมาหลายรอบด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“นี่ใช่รถเพื่อนของคุณหรือเปล่า” ตำรวจถามขึ้นอีกครั้ง “คุณกับเพื่อนคุณมีปัญหาอะไรผิดใจกันไหม”
เขาส่ายหน้า “ไม่มีครับเราสนิทกันดีเมื่อวานผมยังไปช่วยมันอยู่เลย อาจจะเป็นคนอื่นยืมรถเพื่อนผมไปขับก็ได้” เขาพยายามหลอกตัวเองทั้งที่เขาก็รู้ดีว่าอาโนไม่มีเพื่อนที่ไหนนอกจากเขา ออเกลและนีท
เขาเดินออกมาจากสถานีตำรวจด้วยอารมณ์อันหลากหลายที่ยากเกินจะบรรยายทั้งสับสนขุ่นแค้น โดดเดี่ยว เขาต้องการหาคนที่ปรึกษา เมื่อคนเราต้องเจอกับปัญหาและความทุกข์เราย่อมต้องการคนรับฟังและปรึกษาคนที่เราคุยด้วยอยู่ด้วยแล้วสบายใจเขาเรียกแท็กซี่ไปยังคอนโดแห่งหนึ่ง ตลอดทางเขาคิดถึงเรื่องต่างๆนาๆมากมาย
เวลาตีห้าเขาก็มาถึงตึกคอนโดสูงดูภายนอกก็รู้แล้วว่ามีระดับขนาดไหน
“หลับไปแล้วล่ะมั้ง” เขาหยิบคีการ์ดแปดเปิดประตูเดินไปตามทางหรูหราก่อนจะเข้าไปในลิฟด์ เพียงไม่นานเขาก็มาถึงชั้นที่สิบสองห้องหมายเลข 126 ศิลายื่นนิ้วไปสแกนตรงที่จับประตูก่อนจะเสียบคีการ์ดเข้าไปตรงที่จับประตู ประตูก็ปลดล็อคทันที
ทว่าเมื่อเขาเข้ามาในห้องของพลัมที่น่าจะไม่มีรองเท้าผู้ชายอื่นใดนอกจากเขาตอนนี้ได้มีรองเท้าคล้ายรองเท้าของผู้ชายวางไว้บนชั้นรองเท้า เขาเดินผ่านมุมห้องน้ำมองผ่านไปยังชั้นวางของที่กั้นแบ่งทำเป็นห้องนั่งเล่นและห้องนอน
“อึก...” ภาพที่เห็นเขาไม่สามารถพูดคำใดออกมาได้ หญิงสาวผู้เป็นดวงใจของเขากำลังนอนอยู่บนเตียงกับเพื่อนรักของเขาถัดไปข้างเตียงบนพื้นเห็นกองเสื้อผ้า
“ศีล...” หญิงสาวร้องเสียงหลงรุกพรวดพลาดเมื่อเห็นศิลายืนมองด้วยสายตาว่างเปล่า
“ศิลา” อาโนอุทานออกมา สีหน้าของทั้งสองปั้นยากแสดงอารมณ์ออกมาไม่ถูกและไม่รู้จะทำหน้าแบบไหน
“ฮึ...ฮึม..ฮึ..ฮึ” ศิลาหัวเราะในลำคอ “นานแค่ไหน” เขาก้มหน้าพูดเสียงแผ่ว
“ศีลคือว่า” หญิงสาวร้อนรนรีบวิ่งเข้ามาจับแขนศิลา
“ปล่อยฉัน” เขาตวาดสบัดมืออย่างแรง “อย่าเอามือโสโครกมาแตะตัวฉัน” สายตาของเขาฉายแววเดือดดาล เครียดเเค้น “ตอบมาพวกแกมีความสัมพันธ์แบบนี้มานานแค่ไหน”
“ปีกว่า” หญิงสาวตอบเสียงแผ่วยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ขอบใจ...อาโนเจอกันที่ชั้นศาล” เขาหันหลังกลับเดินออกไปจากห้องโดยไม่เหลียวหลัง
“ศีลเดี๋ยวก่อน” หญิงสาวร้องห้ามพร้อมท่าทางคล้ายจะวิ่งตาม ทว่าอาโนก็เข้ามาขวาง
“ฝนตกหรอ” เขาออกมาจากคอนโดตึกสูง ยืนอยู่บนถนน “หน้าหนาวแต่ฝนตกหรอหรือแกกำลังร้องไห้สมเพศฉันอยู่ ดีเหมือนกัน” เขาบ่นเงยหน้าขึ้นฟ้าปล่อยให้น้ำที่ตาไหลออกมาอย่างไม่ปกปิดให้สายฝนช่วยบดบังน้ำตาที่แสนโง่เขลาของตนเอง
หลังจากนั้นเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนบริษัทของพ่อเขาถูกคณะผู้ถือหุ้นส่วนลงมติในที่ประชุมให้เปลี่ยนประธานบริษัทตามหลักแล้วคนที่ต้องเป็นประธานบริษัทต้องเป็นเขาแต่ทว่าผู้ถือหุ้นทุกคนมองว่าเขาไร้ความสามารถและยังเด็กเกินไปด้วยที่พ่อเขาถือหุ้น40% ทำให้เขาที่เป็นลูกไม่สามารถค้านฝ่ายที่ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ลงมติกัน จากนั้นเพียงไม่นานเขาก็ต้องขายหุ้นที่เหลือเพราะถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินบริษัทไปใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ต้องนำบ้านไปจำนองธนาคารเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพ่อและแม่
ตอนเช้าเขาไปเรียนตอนเย็นเขาไปทำงานที่เซเว่นสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือความสัมพันธ์ุของคนรอบข้างที่มีต่อเขา มีเพียงออเกลและนีทที่ยังเหมือนเดิมและคอยช่วยเหลือเขามาโดยตลอด
วันนั้นในยามดึกเขาพึ่งเลิกงานเดินไปตามถนนมองผู้คนที่ใช้ชีวิตในยามราตรีก่อนจะมานั่งอยู่หน้าเซเว่นข้างกายคือเบียร์สามขวดเขามองคนเก็บขยะแล้วมองย้อนมาถึงตัวเขา
“ลุงครับ ถ้ายากทำงานเก็บขยะของเทศบาลต้องไปสมัครที่ไหนครับ” เขาเดินไปถามกลุ่มคนที่กำลังนำขยะเทใส่หลังรถบรรทุก
ชายสี่คนหันมามองหน้าเขาด้วยสายตาตลึง งุนงง ก่อนที่ชายคนหนึ่งจะพูดขึ้น “แปลกนะพ่อหนุ่ม อยากทำงานแบบนี้หรอ ไม่กลัวถูกล้อหรือถูกรังเกียจหรือไง”
“ไม่ครับ” เขาตอบยิ้มๆ “ผมไม่มีเวลาว่างมาใส่ใจกับคนอื่นหรอกครับ”
“เอาซิ ถ้างั้นพรุ้งนี้น้องชายมาที่สำนักงานตามที่อยู่นี่ได้เลย” ชายคนดังกล่าวยื่นที่อยู่ของสำนักงานกำจัดขยะให้เขา
และคืนวันต่อมาเขาก็ได้งานใหม่ที่เงินดีกว่าเดิมนั่นคือพนักงานทำความสะอาดให้เมืองหรือเรียกอีกอย่างคณะเก็บขยะ ถึงแม้ว่าขยะจะส่งกลิ่นเหม็นติดเนื้อตัวแต่สำหรับศิลาขยะตรงหน้าเขายังมีกลิ่นหอมกว่าใจของคนบางคนเสียอีก อีกอย่างคือเขาได้เงินดีขวดแก้วขวดพลาสติกเขายังนำไปขายได้อีกหนึ่งต่อด้วยถึงแม้ว่าเวลาเขาขนขวดพวกนั้นแล้วจะต้องถูกมองด้วยสายตาหยามเหยียดหรือบางครั้งเขาจะต้องโดนไล่ลงจากรถเมย์เพราะเขาไม่ให้นำขวดพวกนั้นขึ้นรถเพราะจะรบกวนคนอื่นก็ตาม
สำหรับเขาแรกๆมันก็เป็นอะไรที่ยากเกินจะรับไหว แต่เขาคิดแค่ว่าเขาได้เงินมาอย่างถูกกฎหมายและพอใช้สำหรับค่ารักษาพยาบาลและผ่อนดอกให้ธนาคารเขาใช้เวลาทำงานเป็นคนเก็บขยะถึงสองปีจนเรียนจบเขาแพ้คดีในชั้นศาลเพราะหลักฐานมีไม่เพียงพอ สารวัตที่ติดตามคดีของเขาถูกย้ายไปช่วยราชกาลที่อื่นเพียงเท่านี้เขาก็รู้แล้วว่าความยุติธรรมไม่มีจริง
ในวันที่เขาไม่มีแม้แต่เงินจะกินข้าวจานน้ำกับเกลือพระเจ้าก็ยังมองไม่เห็นความลำบากของเขา สำหรับเขาแล้วความยุติธรรมและพระเจ้าเป็นแค่เพียงสิ่งอุปมาและนามธรรม มีเพียงสัจธรรมความจริงเท่านั้นที่จับต้องได้
เวลาผ่านเลยไปเขาทำงาน ทำงาน เก็บเงินเพื่อเป็นค่าผ่าตัดของพ่อและแม่ เขาทำงาน ทำงาน ทำงาน
“มหาวิทยาลัยอัลไซส์หรอ?...ถ้าจำไม่ผิดตระกูลอัลไซสนี่มาเฟียพ่อค้าอาวุธหรือเปล่า” เขานั่งอยู่หน้าคอมภายในห้องนอนกำลังหางานเสริมอยู่ “คณะวิศวกรรม...?...การผลิตอาวุธและเทคโนโลยีทางหารทหาร” เขาอ่านรายละเอียด “หือ!...สอบเข้าได้จะได้เรียนฟรีและมีเงินเดือนให้ด้วยน่าสนวุ๋ย”
หลังจากนั้นเขาตัดสินใจเข้าเรียนปริญญาตรีอีกรอบในมหาลัยอัลไซส์ควบคู่ไปกับการทำงาน จนกระทั่งเขาได้เข้าไปเล่นเกม Demonlord online และได้พบสาวบนรถเข็น มันเริ่มทำให้เขาเชื่อเรื่องโชคชะตา
วันนั้นเขาออกมาจากโลกจำลอง “น้องฟ้าหรอ...” เขาหยิบมือถือขึ้นมาอ่านข้อความไลน์ มาหาฟ้าที่โรงพยาบาลอัลไซสหน่อย และวันนั้นเองคือวันที่เขารอคอยมาตลอดเมื่อมาถึงเขาก็รู้สึกแปลกใจว่าทำใหม่ฟ้าครามถึงนัดอยากเจอเขาที่โรงพยาบาลเขาคิดว่าฟ้าครามคงมาตรวจร่างกายแต่เมื่อเดินไปตามทางมันคือทางไปยังห้องพักฟื้นของพ่อแม่เขา
ฮ่า...หรอศิลานะหรอ!...ไอ้ลูกคนนี้ เสียงอันแสนคุ้นเคยและแสนโหยหากำลังหัวเราะอยู่ด้านหลังประตูภายในห้อง ผสมกับเสียงของหวานใจเขา ค่ะ...แสบมากๆเลยพี่ศิตัวป่วนขนานแท้เลย...
ศิลาค่อยๆเปิดประตูอย่างช้าๆแสงสีส้มสาดผ่านหน้าต่างเข้าตาเขา เผยให้เห็นชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งกำนั่งคุยกับหญิงสาวบนรถเข็นถัดไปคือบอดิ้การ์ด
“พ...พ่อ...แม่” เขาอุทานออกมาเสียงแผ่วสั่นเครือสายตาสั่นไหว
ท่านทั้งสองหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้าที่เปี่ยมเมตตาเอ็นดูแสนคิดถึง
“มาช้าจังเลยนะคุณลูกชาย” เสียงหญิงสาวนุ่มละมุนพูดขึ้น
ศิลาเดินด้วยความเหม่อลอยเข้าไปทิ้งตัวลงบนตักท่านทั้งสอง ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากเขา มีเพียงเสียงร้องโฮออกมาสุดเสียงคล้ายกับกำลังระบายทุกสิ่งทุกอย่างตลอดสองปีที่เขาแบกรับมา ปล่อยให้เสียงร้องไห้และน้ำตาบอกเล่าเรื่องราวให้ชายหญิงผู้เป็นดวงใจของเขารับรู้
“เหนื่อยไหมลูก” แม่ของศิลาถามเสียงติดขัดน้ำตาไหลหยดลงบนผมสีดำของชายหนุ่ม พร้อมกับมือคู่หนึ่งของชายหญิงลูบหัวลูกชายแสนดื้อ แสนแสบ มหาวายร้ายในสายตาของใครๆ อย่างเอ็นดูและอ่อนโยนสำหรับชายหญิงคู่นี้เขาไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้ เพระฟ้าได้ให้สิ่งที่มีค่ามากที่สุดมาให้พวกเขาแล้วนั่นคือศิลา
ไม่มีคำตอบจากลูกชายมีเพียงเสียงสะอื่นงันและน้ำตาที่ไหลอาบ
“โตขึ้นมาเลยนะลูกชาย” พ่อของศิลาลูบหัวลูกชาย “งั้นหรอ...ลูกคงเหนื่อยมากซินะ”
เขาทั้งสองลูบแผ่นหลังของลูกชายที่กว้างและใหญ่ขึ้น เขารับรู้ได้ผ่านแผ่นหลังของลูกชายว่าที่ผ่านมาแผ่นหลังนี้คงแบกรับอะไรมามากมายเกินกว่าที่เขาคาดแน่นอน แต่ลูกชายของเขาก็เลือกที่จะไม่บอกเพื่อให้เขาสบายใจและไม่ต้องรู้สึกผิดหรือรู้สึกไม่ดีที่ทำให้ลูกชายลำบาก
เขาภมิใจในลูกชายคนนี้ที่สุดถึงแม้ในอดีตเขาทั้งสองจะต้องไปโรงพักไม่เว้นวันเพราะลูกชายสร้างเรื่องปัญหาชกต่อยถึงแม้ในอดีตเขาจะต้องไปโรงพยาบาลเพราะลูกชายชกต่อยไม่เคยชนะใครและจะปางตายสาหัสทุกครั้ง จนชาวบ้านนินทาว่าลูกเขาคงไม่พ้นคุกแน่นอนก็ตาม แต่ตอนนี้เขามีเรื่องที่พร้อมจะเล่าให้ใครต่อใครฟังถึงความภาคภูมิในลูกชายคนนี้
ศิลาเงยหน้าขึ้น “ได้ไง ผมยังแลกเงินในเกมมาได้ไม่พอค่าผ่าตัดเลย” เขางง ก่อนจะร้องอ๋อหันไปมองหวานใจที่กำลังนั่งยิ้มปาดน้ำตาขี้แง อยู่บนรถเข็น “พี่ขอบใจนะ เดี๋ยวพี่ใช้คืนให้” เขาบอกฟ้าคราม
“ค่ะ” หญิงสาวตอบยิ้มๆ ก่อนที่จะดึ่งหน้าศิลาไปกระซิบข้างหู “ใช้คืนด้วย.....ก็พอค่ะ”