เวทิดา จำต้องย้ายเข้าไปอยู่เพ้นท์เฮาส์กับ ลูคัส โดยปริยาย และที่ เวทิดา ไม่ยอมทำตามความประสงค์ของชายหนุ่มโดยเด็ดขาด ก็คือชายหนุ่ม้าที่จะให้ เวทิดา ลาออกจากงาน ซึ่งหญิงสาวคัดค้านชายหนุ่มหัวชนฝาเลยทีเดียว
“ฉันไม่ลาออก ยังไงฉันก็ไม่ยอมลาออกเด็ดขาด” เวทิดา กล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง “แต่ผมไม่อยากให้คุณต้องทำงานนี้ เดี๋ยวจะเครียดกันไปเปล่าๆ” ลูคัส กล่าวขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“คุณมันบ้าอำนาจ ชอบสั่งโน้นสั่งนี้ ไม่ถามความเห็นจากฉันเลยว่าฉัน้าหรือเปล่า คนบ้า” เวทิดา เอ่ยตัดพ้อ ลูคัส ออกมา แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเป็ทาง ซึ่งเธอก็ไม่ได้อยากจะให้มันไหลออกมาต่อหน้าชายหนุ่มหรอก แต่ทำไมมันห้ามไม่อยู่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้มันรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ และอารมณ์ก็แปรปวนง่ายดายซะเหลือเกิน
“โอเคๆ ไม่ลาออกก็ไม่ลาออก แต่คุณต้องไปทำงานกับผม เป็เลขาให้ผม โอเคไหม?” ลูคัส ใที่เห็น เวทิดา ร้องไห้ออกมาอย่างไม่มีปี่มีหลุ่ย ตรงเข้าไปสวมกอดร่างบางเอาไว้แนบอก แล้วเอ่ยออกไป
“ทำไมต้องไปเป็เลขาคุณด้วย? ถ้าฉันไปเป็เลขาคุณ แล้วใครจะเป็เลขาพี่นัยล่ะ เขาคงหาคนใหม่ไม่ทันหรอก แถมงานตรงนั้นก็เยอะอีก” เวทิดา กล่าวคัดค้านและคิดห่วงไปถึงเ้านายของตน กลัวว่าจะไม่คนคอยช่วยงาน
“เดี๋ยวเขาก็หาได้เองแหละน่า จะห่วงเขาอะไรกันนักหนา ถ้าไม่เป็เลขาให้ผมก็ไม่ต้องเป็ให้ใครเลย ไม่ต้องทำเลย” ลูคัส พูดอย่างหงุดหงิดที่เห็นว่า เวทิดา เป็ห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเขาและตัวเธอเอง
“เอาอีกแล้วนะ คนบ้านี่! จะบังคับอะไรกันนักหนาเชียว” เวทิดา กล่าวต่อว่าพร้อมกับร้องไห้ออกมาอีก
“ไปเป็เลขาผม เดี๋ยวผมเร่งหาเลขาให้เขาให้ อย่าร้องนะครับคนดี เดี๋ยวลูกก็จะร้องไห้ตามไปด้วยหรอก” ลูคัส ว่าพลาง ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ และจับปลายคางหญิงสาวขึ้นเพื่อให้มองมายังเขา แล้วกดจูบลงบนปากบางจิ้มลิ้มอย่างปลอบประโลม
ในที่สุด เวทิดา ก็ต้องไปเป็เลขาให้กับ ลูคัส จนได้ เพราะเขาไม่ยอมให้ เวทิดา ต้องคลาดสายตา และเขาไม่ยอมให้ใครมาใช้งาน เวทิดา อย่างเด็ดขาด อีกทั้งโต๊ะทำงานของหญิงสาว ยังต้องย้ายเข้าไปอยู่ในห้องทำงานของ ลูคัส อีกต่างหาก ซึ่งปกติโดยทั่วไปแล้ว โต๊ะทำงานเลขาจะอยู่หน้าห้องของผู้เป็เ้านาย
“คุณทำอย่างนี้ พนักงานในบริษัทเขาจะมองฉันยังไง คุณคิดบ้างไหม?” เวทิดา กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นว่า ลูคัส ให้คนมายกโต๊ะทำงานของเธอเข้ามาไว้ในห้องทำงานของเขา เพราะเท่าที่ตอนเช้าต้องนั่งรถมาทำงานด้วยกันกับเขาทุกเช้า พนักงานก็ยังมองแล้วมองอีก อย่างสงสัยว่าเธอทำไมถึงได้อภิสิทธิ์ถึงเพียงนี้
“ใครจะว่ายังไงก็ช่างเขาสิ ผมไม่สนอยู่แล้ว” ลูคัส กล่าวอย่างไม่รู้ไม่ชี้
“แต่ฉันสน เพราะเท่าที่ฉันไปอยู่ที่เพ้นท์เฮาส์กับคุณ ฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าฉันไปอยู่ในฐานะอะไรกันแน่ และไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลยสักนิด” เวทิดา มองหาชายหนุ่ม แล้วเสมองไปทางอื่น เพราะรู้สึกขมขื่นใจ
“คุณอยากรู้อะไรเกี่ยวกับผมบ้างล่ะ?” ลูคัส มองมายังคนตัวเล็ก แล้วเดินเข้ามาโอบไหล่ พาเดินไปนั่งลงยังโซฟารับแขกด้วยกัน
“ทุกเื่” เวทิดาหันไปมองหน้าชายหนุ่มก่อนจะกล่าวขึ้น
“ผมมีแม่ที่รักอยู่หนึ่งคน ซึ่งอยู่ที่เยอรมัน ก่อนนี้ผมโสด แต่ตอนนี้ไม่แล้ว เพราะผมมีคุณไงทูนหัว และกำลังจะมีเ้าตัวเล็กด้วย และ.....” ชายหนุ่มก็เริ่มเล่าประวัติของเขาให้คนตัวเล็กได้ฟังจนหมดเปลือก
“และอีกอย่าง คุณคือภรรยาของผม เราจะไปจดทะเบียนสมรสกัน และผมก็ได้ให้ อังเดร ดำเนินการนัดวันที่จะจดทะเบียนแล้วด้วย” ลูคัส บอกกับหญิงสาวหลังจากได้เล่าประวัติของตัวเองให้หญิงสาวได้ฟังจบแล้ว
“ใครจะจดทะเบียนสมรสกับคุณ ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าจะจดด้วย” เวทิดา มองมาทาง ลูคัส แล้วเอ่ยถามขึ้น
“ถ้าคุณไม่จดผมก็จะบังคับให้จด หากไม่ยอมผมก็จะป่าวประกาศให้รับรู้รับทราบกันทั่วบริษัทตอนนี้เลย ว่าคุณเป็เมียผมแล้ว” ลูคัส กล่าว จึงถูก เวทิดา ส่งค้อนให้วงใหญ่
“ตกลงเราจดทะเบียนสมรสกันนะครับ” ลูคัส กล่าวเสียงออดอ้อน
“....” เวทิดานิ่งมองหน้าชายหนุ่ม
“นะครับ” ลูคัส เอ่ยออดอ้อนขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังนิ่งอยู่
“ก็ได้ค่ะ”
เวทิดา กล่าวโดยไม่มองหน้าชายหนุ่มตรงหน้า และพลางคิดว่าถึงแม้ ลูคัส จะไม่ได้รักเธอ แต่เขาก็ยินดีรับผิดชอบเธอและลูก แล้วทำไมเธอจะต้องปฏิเสธข้อเสนอนี้ล่ะ ดีซะอีกที่ลูกจะได้มีทั้งพ่อและแม่เหมือนคนอื่นเขา ลูคัส ใช้มือใหญ่จับปลายคางหญิงสาวให้เงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วกดจูบลงไปยังปากบางจิ้มลิ้มอย่างดีใจ ที่คนตัวเล็กยอมจดทะบียนสมรสด้วย
๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓