เหอหลี่น่าไม่ได้เข้าร่วมพิธีจบการศึกษาร่วมกับเพื่อนร่วมสถาบัน เพราะเหอหลี่จิ้งก็เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ส่วนจ้าวเจิ้งถิงก็คงมาร่วมแสดงความยินดีกับคู่หมั้นคนใหม่ เธอไม่อยากเจอกับคนทรยศจึงได้โทรศัพท์ไปขอคำปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาว่าเธอป่วยคงไม่สามารถไปเข้าร่วมพิธีได้
เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาทราบว่าเธอป่วยกะทันหันซึ่งเป็เหตุสุดวิสัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจารย์จึงอนุญาตไม่ให้เธอมาเข้าร่วมพิธี เป็เพราะเหอหลี่น่าเป็นักศึกษาที่มีชื่อเสียงที่ดี อาจารย์จึงไม่ได้ขอหลักฐานเพื่อยืนยันถึงอาการป่วย ทั้งอาจารย์ที่ปรึกษายังใจดีบอกว่าจะเป็ธุระติดต่อกับสำนักทะเบียนของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เธอมารับเอกสารการจบการศึกษาในภายหลัง เหอหลี่น่าทั้งขอบคุณทั้งกล่าวขอโทษอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างจริงใจ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเหอหลี่น่าจะโกหกอาจารย์ไปเสียทั้งหมด แม้เธอจะไม่ได้ป่วยหนักเหมือนที่บอกกับอาจารย์ไป แต่เป็เพราะเธอยังทำใจกับเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ เธอจึงนอนไม่หลับและมีอาการปวดศีรษะจนต้องมาพบแพทย์
ในขณะที่เหอหลี่น่านั่งรอเพื่อชำระเงินค่าตรวจรักษาก็มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอ
“หนูจ๊ะ ฉันมีเื่อยากคุยกับหนู หนูพอจะมีเวลาไหมจ๊ะ”
เหอหลี่น่าหันซ้ายหันขวาก็ไม่เห็นมีใคร บนเก้าอี้ยาวมีแค่เธอที่นั่งอยู่คนเดียว เธอจึงชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “คุณน้าเรียกหนูเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ” หญิงวัยกลางคนนั่งลงข้างๆ อย่างถือวิสาสะพร้อมกับกางหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในมือออก “หนูอย่าหาว่าน้าสอดรู้สอดเห็นเลยนะ หนูกำลังกลุ้มใจเื่ประกาศในหนังสือพิมพ์อยู่ใช่ไหมจ๊ะ”
“ประกาศในหนังสือพิมพ์? เื่อะไรเหรอคะ?” เหอหลี่น่าถามอย่างแปลกใจ
“ในหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งไม่ใช่ข่าวของหนูเหรอ รูปถ่ายมันคือหนูชัดๆ เลยนะ” หญิงวัยกลางคนเขย่าหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในมือ
เหอหลี่น่าก้มลงมองหนังสือพิมพ์ เพื่อเธออ่านข้อความบนนั้นมันทำให้หัวใจของเธอรู้สึกเย็นเยียบ
“หนูก็คือคุณหนูใหญ่ที่ถูกตระกูลเหอตัดความสัมพันธ์ใช่ไหมจ๊ะ เป็หนังสือพิมพ์ของเช้าวันนี้เลยนะ หนูไม่รู้เื่นี้เหรอ?”
เหอหลี่น่ากลั้นน้ำตา เธอลงชื่อในหนังสือตัดความสัมพันธ์ได้แค่สามวัน คุณพ่อกับคุณแม่ก็รีบลงประกาศทางหนังสือพิมพ์เสียแล้ว เธอสูดลมหายใจก่อนฝืนยิ้ม “หนูเพิ่งรู้เื่ที่พวกเขาลงประกาศในหนังสือพิมพ์ แต่เื่ตัดสัมพันธ์หนูกับตระกูลเหอได้ลงชื่อในหนังสือตัดสัมพันธ์กันไปหลายวันแล้วค่ะ”
หญิงวัยกลางคนเห็นเหอหลี่น่าน้ำตาคลอ เธอเอื้อมมือไปตบที่หลังมือของเด็กสาวอย่างให้กำลังใจ “ฉันก็ไม่เข้าใจหรอกนะว่าคนรวยเขาคิดอะไรกันอยู่ถึงได้มาประกาศตัดสัมพันธ์กับลูกสาวให้คนทั้งประเทศรู้ แต่เอาเป็ว่าฉันเห็นใจหนูนะจ๊ะ”
“ขอบคุณนะคะคุณน้า” เหอหลี่น่ากลืนก้อนสะอื้นก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ว่าแต่คุณน้าเข้ามาหาหนูเพราะมีเื่อะไรจะให้หนูช่วยหรือเปล่าคะ”
“โอ๊ย! ดูน้าสิ เกือบลืมเื่สำคัญไปแล้ว” หญิงวัยกลางคนจับมือเหอหลี่น่าไว้แน่นก่อนพูดเสียงเบา “น้าชื่อหวังลี่อิง หนูเรียกน้าว่าน้าหวังก็ได้นะจ๊ะ คืออย่างนี้ ก่อนหน้านี้น้ามีปัญหากับสามีและลูกชาย น้าก็เลยคิดว่าจะหนีไปอยู่ต่างประเทศสักพัก แต่ตอนนี้น้าไม่คิดอย่างนั้นแล้ว น้าต้องกลับไปจัดการกับสองพ่อลูกคู่นั้นให้มันจบๆ ต่อให้ต้องหย่าแล้วน้าต้องออกมาแต่ตัวน้าก็ยอม”
“หย่าแล้วต้องออกมาแต่ตัวเหรอคะ” เหอหลี่น่าทำสีหน้าไม่ถูก ‘นี่มันเื่ส่วนตัวไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมคุณน้าคนนี้ถึงเอาเื่ส่วนตัวขนาดนี้มาเล่าให้ฉันฟัง’
“เอาเป็ว่าน้าจะเล่าให้หนูฟังคร่าวๆ ก็แล้วกัน น้าเพิ่งรู้ว่าสามีของน้าแอบไปมีบ้านเล็กอยู่ข้างนอก ถึงพวกเขาจะไม่มีลูกด้วยกันแต่น้าก็รับไม่ได้ และที่ทำให้น้าเสียใจมากที่สุดคือลูกชาย ไอ้ลูกชายอกตัญญูคนนั้นยังเห็นดีเห็นงามให้พ่อของเขาเลี้ยงดูผู้หญิงคนนั้นไว้อีก น้าก็เลยตั้งใจว่าจะหนีไปอยู่ต่างประเทศสักห้าปี ให้พวกเขาได้รู้ว่าตอนที่ไม่มีน้าแล้วบ้านหลังนั้นจะวุ่นวายขนาดไหน แต่มาคิดอีกทีทำไมน้าต้องไปในเมื่อน้าไม่ผิด เพราะคนที่ผิดคือผู้ชายสารเลวคนนั้นต่างหากที่แอบไปมีชู้” หวังลี่อิงกัดฟันพูดต่ออย่างโมโห “น้าเอาเื่นี้ไปบอกลูกชาย แต่ลูกชายกลับบอกว่าถ้าน้าหนีไปจนสามีฟ้องหย่า รวมถึงน้าที่เป็แม่บ้านและขอเงินสามีใช้มาตลอดชีวิต เมื่อหย่ากันไปศาลต้องตัดสินให้น้าออกไปแต่ตัว”
“เอ่อ...แล้วคุณน้าจะให้หนูช่วยยังไงเหรอคะ หนูไม่ได้เรียนจบกฎหมายและหนูก็ไม่มีญาติหรือคนรู้จักที่เรียนจบกฎหมายมาด้วย หนูไม่รู้ว่าหนูจะช่วยอะไรคุณน้าได้” เหอหลี่น่าคิดว่าตัวเองต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่มานั่งฟังปัญหาครอบครัวของคนอื่น อีกทั้งคนอื่นที่ว่าก็เป็คนที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนด้วยซ้ำ
“ยังไงน้าก็ต้องหย่าและต้องตัดขาดกับเ้าลูกชายเนรคุณคนนั้นไปด้วย ต่อให้น้าต้องออกมาแต่ตัวน้าก็ไม่สนใจ” หวังลี่อิงยิ้มให้เหอหลี่น่า “ส่วนเื่ที่จะให้ช่วย แค่หนูตอบตกลงน้าก็มีเงินพอที่จะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้วล่ะจ้ะ”
เหอหลี่น่าพยายามชักมือกลับ และสายตาของเธอก็พยายามมองไปรอบๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่น่าเสียดายที่บริเวณนั้นกลับไม่มีใครเลย ‘มิจฉาชีพ! ฉันกำลังถูกมิจฉาชีพมาหลอกเอาเงินใช่ไหม’
หวังลี่อิงไม่ยอมปล่อยมือ ทั้งเธอยังกดเสียงให้ต่ำลงไปอีก “หนูอย่าเข้าใจผิดนะ น้าไม่ใช่มิจฉาชีพและไม่ได้จะมาหลอกเอาเงินจากหนู เอาเป็ว่าหนูรู้จักประเทศ S ไหมจ๊ะ”
“ประเทศ S เหรอคะ?” เหอหลี่น่าปรับอารมณ์ให้เย็นก่อนถามออกไปอย่างไม่ไว้ใจ เธอคิดว่าจะชวนอีกฝ่ายคุยไปก่อน รอให้อีกฝ่ายเผลอเธอถึงจะหนี “หนูไม่เคยได้ยินชื่อประเทศนี้มาก่อนเลยค่ะ”
มือข้างหนึ่งของหวังลี่อิงยังจับมือเหอหลี่น่าไว้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งของเธอก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพาย “น้ามีแผนที่ หนูพอจะดูแผนที่เป็ไหม”
“คุณน้ามีแผนที่มาด้วยเหรอคะ หนูขอดูได้ไหมคะ”
หวังลี่อิงมองเหอหลี่น่าด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าน้าปล่อยมือ หนูสัญญาได้ไหมว่าหนูจะไม่หนี”
“ค่ะ หนูสัญญาว่าหนูจะไม่หนีไปไหน” เหอหลี่น่าบ่นตัวเองในใจ ‘เหอหลี่น่า! แกต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ทั้งที่มีโอกาสหนีแต่แกยังนั่งฟังคนแปลกหน้าพูดอยู่ได้’
หวังลี่อิงยิ้มก่อนจะกางแผนที่แล้วชี้ไปที่เกาะเล็กๆ ทางตอนใต้ของประเทศ “ถ้าดูในแผนที่หนูจะเห็นว่าตรงนี้เป็แค่เกาะเล็กๆ ที่อยู่ในเขตปกครองของประเทศเราใช่ไหม แต่เปล่าเลย นี่คือประเทศ S ซึ่งเป็ประเทศที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก มีแต่คนที่เคยไปอยู่ที่นั่นมาแล้วถึงจะรู้จัก พอดีเพื่อนของน้าเคยหนีออกจากบ้านแล้วไปอยู่ที่นั่น น้าถึงได้รู้ว่ามีประเทศ S อยู่บนโลกเราด้วย”
“แล้วมันเกี่ยวกับที่คุณน้าจะให้หนูช่วยยังไงล่ะคะ” เหอหลี่น่ายังไม่เข้าใจ
“หนูเพิ่งถูกที่บ้านประกาศตัดสัมพันธ์มาไม่ใช่เหรอจ๊ะ หนูไม่อยากหนีไปอยู่ที่อื่นเพื่อทำให้ตัวเองสบายใจบ้างเหรอ” หวังลี่อิงมองเหอหลี่น่าอย่างรู้สึกผิด “ขอโทษนะจ๊ะที่น้าพูดตรงไปสักหน่อยจนทำให้หนูไม่สบายใจ แต่เอาเป็ว่าหนูฟังน้าให้จบก่อนได้ไหม ถ้าฟังจบแล้วหนูจะตัดสินใจยังไงน้าก็จะไม่มายุ่งกับหนูอีก”
เหอหลี่น่าก็อธิบายไม่ถูกว่าทำไมเธอถึงยังพยักหน้ารับ “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญคุณน้าพูดมาเถอะค่ะ”
“ที่น้าบอกว่าจะหนีไปอยู่ต่างประเทศก็คือประเทศ S นี่ล่ะจ้ะ น้าถึงขนาดไปขายบ้านเดิมที่ชนบทมาเป็ค่าใช้จ่ายเลยนะ แต่ประเทศ S มีข้อจำกัดอยู่ว่าเราจะอาศัยอยู่ที่นั่นได้แค่ห้าปี หลังจากนั้นเราก็ต้องเดินทางกลับประเทศของเรา น้าก็เลยมานึกว่าถ้ากลับมาแล้วน้ากับสามีต้องหย่ากันจริงๆ แล้วน้าจะไปอยู่ที่ไหน น้าจะเอาเงินไหนใช้ น้าก็เลยเปลี่ยนใจไม่เดินทางแล้วจะอยู่ทำเื่หย่าให้จบ
น้าอยากเก็บเงินก้อนนั้นไว้ใช้หลังการหย่า แต่ติดที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประเทศ S น้าจ่ายออกไปเต็มจำนวนแล้ว การจะขอคืนเงินก็เป็ไปไม่ได้ มีแต่น้าต้องขายต่อสิทธิ์ของน้าให้คนอื่น” หวังลี่อิงมองเหอหลี่น่าอย่างมีความหวัง “พอน้าได้อ่านข่าวแล้วเห็นว่าหนูนั่งอยู่ตรงนี้ น้าก็เลยอยากมาสอบถามว่าหนูอยากซื้อสิทธิ์การเดินทางไปประเทศ S ต่อจากน้าหรือเปล่าน่ะจ้ะ”
“ราคาเท่าไหร่เหรอคะ” เหอหลี่น่าถามออกไปโดยไม่ทันคิด
“เอ่อ...คือ...” หวังลี่อิงไม่กล้าตอบ “ตอนนั้นน้าหุนหันพลันแล่นไปหน่อยน่ะจ้ะ ก็เลยไม่ได้คิดให้รอบคอบจนทุ่มเงินทั้งหมดที่มีออกไปแบบนั้น”
“คุณน้าบอกมาเถอะค่ะว่าราคาเท่าไหร่” เหอหลี่น่าถาม แม้จะไม่เข้าใจตัวเองแต่เธอกลับควบคุมความอยากรู้ไม่ได้ และั้แ่ที่เธอได้ยินคำว่าประเทศ S หัวใจของเธอก็เหมือนถูกบางอย่างดึงดูด
“ค่าเดินทางไปกลับบวกกับค่าที่พักและค่าอาหารตลอดห้าปี เอ่อ...น้าจ่ายออกไปทั้งหมดแปดแสนหยวนน่ะจ้ะ” พูดถึงตรงนี้หวังลี่อิงก็หน้าแดง “หนูคิดว่าน้าโง่มากไหมที่ด่วนตัดสินใจไปแบบนั้น”
เหอหลี่น่ายิ้มแล้วหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาก่อนยื่นมันออกไป “ตอนนี้หนูคงให้คำตอบกับคุณน้าไม่ได้ อีกอย่างเงินก้อนนี้ก็เป็เงินก้อนใหญ่ หนูก็เหมือนกับคุณน้าที่ต้องตัดสินใจให้ดีเหมือนกันค่ะ คุณน้าให้เบอร์ติดต่อไว้ได้ไหมคะ”
หวังลี่อิงคว้าโทรศัพท์มาแล้วรีบกดหมายเลขโทรศัพท์พร้อมกดบันทึกให้เรียบร้อย “ได้สิจ๊ะ แต่การขายต่อสิทธิ์ครั้งนี้หนูต้องให้คำตอบน้าภายในสามวันนะ เพราะอีกเจ็ดวันก็จะถึงวันเดินทางแล้ว เราต้องไปทำเื่เปลี่ยนแปลงสิทธิ์ก่อนวันเดินทางสามวันน่ะจ้ะ”
“ได้สิคะ รับรองว่าหนูจะโทรกลับมาหาคุณน้าแน่นอน แต่ถ้าคุณน้าร้อนใจ อีกสามวันคุณน้าจะโทรไปหาหนูก็ได้นะคะ” เหอหลี่น่ารับโทรศัพท์ของตัวเองกลับมาก่อนจะลุกขึ้นยืน “ทางโน้นเรียกแล้ว ขอไปจ่ายเงินก่อนนะคะ”
หวังลี่อิงได้แต่ถอนหายใจ “น้าจะรอโทรศัพท์จากหนูนะจ๊ะ”
เหอหลี่น่าออกจากโรงพยาบาลก็ไปหาซื้อของกินนิดหน่อยก่อนที่เธอจะรีบกลับโรงแรม ทันทีที่กลับมาถึงเธอก็เปิดโน๊ตบุ๊คเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศ S แต่เธอกลับไม่พบข้อมูลที่เธอ้า เธอถอนหายใจอย่างหมดหวัง จากนั้นข้อความแชทก็เด้งขึ้นมาที่หน้าจอโน๊ตบุ๊ค เป็ข้อความจากเพื่อนออนไลน์ที่เธอกับเขารู้จักกันมาสี่ปีแล้ว และเธอกับเขาก็คุยกันได้ทุกเื่ ยกเว้นชื่อและตัวตนที่แท้จริงที่พวกเขาไม่เคยบอกให้อีกฝ่ายรู้
Devil ‘สวัสดีเคจ เป็ยังไง เลิกร้องไห้แล้วหรือยัง’
Caige ‘จะให้เลิกร้องง่ายๆ ได้ยังไง ฉันถูกไล่ออกจากบ้านเลยนะ’
Davil ‘นั่นสินะ ถ้าเป็ฉันก็คงร้องไห้เหมือนกัน ตกลงวันนี้เธอได้ไปร่วมพิธีจบการศึกษาหรือเปล่า’
Caige ‘ไม่ได้ไปหรอก ฉันโกหกอาจารย์ที่ปรึกษาว่าไม่สบายด้วยนะ รู้สึกผิดมากเลยล่ะ แต่จะให้ทำยังไงได้ ฉันไม่อยากไปเจอกับคนทรยศสองคนนั้น’
Devil ‘แสดงว่าวันนี้นอนอยู่บนห้องทั้งวันเลยสิ มาเล่นเกมกันไหม ที่บ้านของฉันกำลังทะเลาะกันใหญ่โตเื่แบ่งมรดก บอกตามตรงว่าฉันเบื่อมาก ฉันไม่สนใจเื่พวกนั้นเลยสักนิด’
Caige ‘นายต้องไม่สนใจอยู่แล้วสิ ก็นายน่ะมีเงินเป็หมื่นๆ ล้าน’
Devil ‘เธอก็เป็เศรษฐินีร้อยล้านเหมือนกันไม่ใช่เหรอ’
Caige ‘อย่าเพิ่งพูดถึงเื่เงินเลย ฉันมีเื่จะปรึกษา นายรู้จักประเทศ S ไหม’
Devil ‘ไม่รู้จักดีแต่เคยได้ยินว่าเป็ประเทศที่ดีมาก แต่ข้อเสียคือประเทศ S จำกัดให้คนเข้าไปอยู่อาศัยได้แค่ห้าปีและแต่ละคนจะเข้าประเทศได้แค่ครั้งเดียว ส่วนข้อดีคือพอเข้าไปอยู่ในประเทศ S เราจะติดต่อใครไม่ได้และจะไม่มีใครติดต่อเราได้เหมือนกัน เรียกว่าเหมาะสมมากสำหรับคนที่อยากหลบหนีจากอดีตหรือคนที่้าเวลาคิดทบทวนและตัดสินใจในเื่สำคัญ ทำไม?...อย่าบอกนะว่าเธอจะไปอยู่ประเทศ S’
Caige ‘ถ้าฉันบอกว่าใช่ล่ะ’
Devil ‘ใช่แล้วจะทำไม เราก็ยังติดต่อกันได้เหมือนเดิมนี่’
Caige ‘นายเพิ่งบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเขาห้ามเราติดต่อกับคนภายนอกและห้ามคนภายนอกติดต่อกับเรา’
Devil ส่งสติ๊กเกอร์รูปเด็กถูกเขกหัว ‘ยัยบ๊อง เธอลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเป็ใคร ฉันเป็ปิศาจไอทีที่แฮกเกอร์ทั่วโลกยังยกให้ฉันเป็ที่พี่ใหญ่เลยนะ ต่อให้เธอจะย้ายไปอยู่มุมไหนของโลก ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตเราก็ยังคุยกันได้เหมือนเดิม’
Caige ‘นายสนับสนุนฉันเหรอ? ไม่คิดจะห้ามกันเลยเหรอ? ฉันต้องจากบ้านเกิดไปตั้งห้าปีเลยนะ’
Devil ‘ถ้าเธอได้ไปอยู่ในสถานที่ใหม่ๆ บ้างก็น่าจะดีนะ’
Caige ‘มันก็ดีอยู่หรอก แต่เราสัญญากันไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าหลังจากเรียนจบเราจะนัดมาเจอกัน’
Devil ส่งรูปเด็กผู้ชายเขินจนหน้าแดง ‘อยากเจอฉันขนาดนั้นเลย! อย่าบอกนะว่าหลงรักฉันเข้าแล้ว’
Caige ‘แค่นี้นะ อีกห้าปีเราค่อยมาเจอกัน’
Caige offline
Devil ยิ้มมองหน้าจอ “ห้าปีอะไร อีกไม่กี่วันก็เจอกันแล้ว”