ตอนที่ 18 สามปีผันผ่าน
กาลเวลาเป็สิ่งที่ไม่อาจฉุดรั้งเอาไว้ได้ ฤดูกาลได้ผันผ่านไปคล้ายจะรวดเร็ว เมื่อวานหนาววันนี้อาจร้อน เมื่อคืนฝนพรำตอนเช้าอาจมีหิมะตก เหล่าสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ยังคงแหวกว่ายในห้วงแห่งรสชาติหวานขมปะปนกันไป เฉกเช่นเดียวกับชีวิตน้อยๆของเด็กชายนามหยุนเสวี่ยเฟิง ที่บัดนี้เวลาได้ล่วงเลยมาครบสามปีแล้ว
สวบ สวบ!
ซุ่มเสียงฝีเท้าเหาะเหินะโไปตามยอดไม้กลางป่าใหญ่ แสงแดดที่เล็ดลอดผ่านเข้ามาสะท้อนประกายเรือนผมสีเทามืดวาบหนึ่ง ใบไม้บนกิ่งสูงถูกชายผ้าสีน้ำเงินขอบดำกระทบให้หลุดลอยออกไป
ร่างที่เหาะเหินใต้เงาไม้ะโทะยานออกมารับแสงแดดยามบ่าย เบื้องหน้าของมันปรากฏเป็ภาพผืนฟ้าและทิวเขากว้างสุดลูกหูลูกตา บุรุษในชุดน้ำเงินดำหลับตาพร้อมกับสูดอากาศบริสุทธิ์ สองแขนกางออกมาเพื่อรับสายลมกลางเวหา เพียงสองลมหายใจที่มันสูดเข้าออก ร่างของมันก็ตกลงจากหน้าผาน้ำตกที่มันทะยานออกมา
“ย๊า ฮู้”
ชายหนุ่มกู่ร้องร่าขณะดิ่งลงไปยังเบื้องล่าง ครั้งเมื่อฝ่าเมฆหมอกหนาของขุนเขาลงมาได้ ด้านล่างพลันปรากฏเป็แอ่งน้ำตกอันกว้างใหญ่ สองแขนที่กางออกก็รวบเข้าหากันก่อนจะดิ่งลงสู่ผืนน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก
ตู้ม... ซ่า..
ร่างของชายหนุ่มจมลงสู่ใต้น้ำที่เชียวกราก แต่ยังไม่ทันที่จะถูกกระแสน้ำพัดพาไป รอบกายของมันกลับแผ่พลังิญญาสีแดงออกมา รอบกายพลันเกิดกระแสง่วงน้ำวนที่ผิดธรรมชาติขึ้นมาสองสายเข้าหมุนควงรอบกาย เมื่อสองเท้าหยั่งพื้นใต้น้ำแล้วมันก็ย่อเข่าแล้วดีดตัวขึ้นมา
ตู้ม!
ชายหนุ่มผุดทะยานขึ้นมาจากกระแสน้ำเชี่ยวกรากพร้อมด้วยงวงกระแสน้ำวนสองสาย ในขณะที่อยู่เหนือผิวน้ำนั่นเองมันก็โบกมือชี้นิ้วไปยังโอ่งน้ำทั้งสองที่อยู่ริมฝั่ง กระแสงวงน้ำที่ไหลวนเวียนรอบกายพลันพุ่งออกไปยังปากโอ่ง
“เรียบร้อย” ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก ปลายเท้าของมันแตะผิวน้ำคราหนึ่งก่อนจะทะยานขึ้นฝั่งมา
ทั้งอาภรณ์และเรือนผมที่เปียกโชกถูกทำให้แห้งด้วยพลังิญญาสีแดงที่โอบล้อมตัวมัน ชายหนุ่มโบกมือออกไปด้านหน้าคราหนึ่ง โอ่งเก็บน้ำทั้งสองก็ลอยขึ้นมา จากนั้นมันจึงก้าวเดินกลับไปยังบ้านน้อยกลางป่าไผ่ของมัน
“พี่ซานซานจะเป็อย่างไรบ้างนะ..” ชายหนุ่มฉายแววตากังวลเล็กน้อย มันเดินพร้อมกับเหม่อมองไปบนฟากฟ้าเบื้องบน
ตลอดสามปีที่ผ่านมา นางพญางูสาวได้ดูแลเอาใจใส่มันในทุกด้าน แต่เมื่อไม่นานมานี้เหว่ยซานได้รับข่าวสารจากเจี้ยนเหล่ย คล้ายว่าจะมีธุระสำคัญบางอย่าง จึงจำต้องจากมันไป
‘เสวี่ยน้อย.. หลังจากนี้เมื่อเ้าพร้อม ก็จงออกเดินทางตามเส้นทางของตน สักวันเราจะได้พบกันที่โลกภายนอกนั่น’ คำกล่าวของเหว่ยซานดังขึ้นภายในห้วงความทรงจำของมัน หยุนเสวี่นเฟิงเดินเหม่อลอยจนกลับมาถึงบ้านไม้ หากว่าเป็เช่นสามเดือนก่อนหน้า มันจะได้กลิ่นอาหารสดใหม่อันเรียบง่ายโชยออกมา แต่วันนี้กลับไร้ซึ่งสิ่งใดๆในบ้านหลังนี้
“ท่านว่าอย่างนั้น แล้วข้าจะไปที่ใดกัน” หยุนเสวี่ยเฟิงถอดถอนหายใจ มันล้มตัวลงบนเก้าอี้หน้าประตูบ้าน ก่อนจะเอนกายพิงพนัก นึกย้อนไปในวันที่เหว่ยซานได้จากมันไป แม้ว่ามันจะเติบใหญ่จนเริ่มมีเค้าโครงเป็บุรุษเต็มตัวแบ้วแต่ในวันนั้นมันได้ร้องห่มร้องไห้ไม่หยุดหย่อน
“สองเดือนแล้วหรือ..” หยุนเสวี่ยเฟิงเอื้อนเอ่ย ในวันนี้มันไม่มีอารมณ์จะกระทำสิ่งใดอีก ตลอดเวลาที่มันอยู่คนเดียวนี้มันต้องทำตัวให้เป็ปกติดังเช่นที่ผ่านมา
ตื่นเช้าออกกำลังกาย ่สายฝึกเพลงยุทธ ่บ่ายฝึกพลังิญญาและเคล็ดวิชา การกระทำวนเวียนซ้ำซากนี้ดำเนินมาจวบจนถึงวันนี้ วันที่มันเริ่มเบื่อหน่าย จึงได้ออกไปะโน้ำตกเล่น
“ข้าจะทำสิ่งใดต่อดี..” หยุนเสวี่ยเฟิงเอนกายรับสายลมยามบ่ายอันแ่เบา ดวงตาของมันเริ่มเคลื่อนคล้อยผลอยหลับไป
‘วาสนาความรัก พี่สาวส่งมอบให้เสวี่ยน้อย ความรักนี้เป็ดังเช่นบุพการีมีให้แก่บุตร’ เสียงใสดังกังวาลเข้ามาในห้วงแห่งความฝันของหยุนเสวี่ยเฟิง
“พี่ซานซานอย่าจากข้าไป!” หยุนเสวี่ยเฟิงะโร้องลั่น แต่เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา มันก็พบว่าเป็เพียงความฝันเท่านั้น มือที่ละเมอเอื้อมออกมาพลันบีบเข้ากำหมัดเบาๆ
“ค่ำแล้วหรือ..”
หยุนเสวี่ยเฟิงมองไปรอบกายก็เห็นแต่เพียงความมืดสลั่ว ค่ำนี้เป็คืนเดือนหงาย มันจึงไม่ต้องจุดตะเกียงแสงไฟใดๆ
“ก็ข้าอยู่คนเดียว” หยุนเสวี่ยเฟิงตาละห้อย มือของมันสั่นไหวเล็กน้อยแต่มันก็กำหมัดแน่นคล้ายจะสงบสติไม่ให้อาการเดิมกำเริบ มันเหลือบมันตะเกียงไฟคราหนึ่งแล้วส่ายหัว
เมื่อมันเผลอหลับไปใน่บ่าย คืนนี้มันจึงนอนไม่หลับเสียแล้ว จะฝืนความเกียจคร้านฝึกพลังิญญาให้หมดตัวก็ใช่เื่ มันจึงลุกออกเดินเข้าไปในผืนป่าอันมืดมิด
“ไม่รู้ว่าการนอนหลับบ่ายตื่นค่ำจะทำให้หดหู่ หรือว่าข้านั้นไม่สบายใจอยู่แล้วกันนะ” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวกับตนเองบัดนี้มันไม่ต้องคิดในใจอีกแล้วเมื่ออยู่คนเดียวกลางป่า
เสียงนกฮูกและสัตว์ป่ากลางคืนต่างร้องเป็จังหวะ หยุนเสวี่ยเฟิงบัดนี้มันได้พาตัวเองมาหยุดยืนบริเวณที่มันเคยฝึกฝนอยู่เป็ประจำ
“เมฆาโลหิต ข้าควรรับการทดสอบจากเ้าเลยดีไหม?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเบาๆ มันมองพัดสีดำในมือ บัดนี้พลังิญญาของมันมาถึงระดับ29สุดปลายแล้ว เพียงแค่อัญเชิญห้วงกวีบทที่สิบออกมาช่วยทะลวงด่านเท่านั้น มันก็เพิ่มระดับตั้งต้นเป็30ทันที
“ข้ายังไม่อยากจะทำอะไร..” หยุนเสวี่ยเฟิงส่ายหัว แล้วมันก็เดินกลับไปยังบ้านไม้หลังน้อยอีกครั้ง
‘หากอยู่คนเดียวเนิ่นนาน คงจะเริ่มเป็บ้า’ คำกล่าวนี้ไม่มีผู้ใดจะมาบอกแก่มัน การกระทำวนเวียนซ้ำซากย่อมทำให้จิตใจของผู้คนเริ่มแตกสลายลง
อีกด้านหนึ่งของดินแดนเทียนฉิน บริเวณรอยต่อระหว่างอาณาจักรเยว่เสวียนและอาจักรเทียนฉินได้เกิดการทำาขนาดย่อมขึ้นมา ทางด้านอาณาจักรเทียนฉันได้รวบรวมกองทัพเข้าปราบปรามเผ่าั์ที่กำลังกรีทาทัพเข้ามาประชิดชายแดนอาณาจักรเทียนฉินด้านทิศใต้
พื้นที่ห่างไกลจากสมรภูมิไม่มากนีก ถูกตั้งไว้ด้วยกระโจมหลายหมื่นหลัง ใช้เป็สถานที่บัญชาการรบของสมรภูมินี้บัดนี้เป็เวลาเที่ยงคืนแล้ว แต่ไฟในกระโจมใหญ่ยังคงส่องสว่าง บรรยากาศภายในให้ความรู้สึกกดดันจนหาที่สุดมิได้ ภายในกระโจมนี้ประกอบไปด้วยแม่ทัพสองคน เป็ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง กุนซือสาว และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือผู้บัญชาการรบ
“ทางฝั่งเผ่าั์คล้ายจะละเลยบริเวณยอดเขาที่เป็ทำเลได้เปรียบ พวกเราควรบุกเข้ายึดเสียก่อนที่พวกมันจะทันตั้งตัว” แม่ทัพผู้เป็บุรุษกล่าวขึ้นมา พร้อมทั้งชี้ไม้เรียวไปยังจุดที่มันได้เอ่ยถึง
“ข้าคิดว่าพวกมันตั้งใจปล่อยผ่าน เพื่อหลอกล่อแล้วจึงตลบหลัง ท่านกวงอันโปรดอย่าได้ประมาท เผ่าั์นั้นมิได้โง่เง่าดังเช่นที่ใครๆดูแคลน” แม่ทัพหญิงกล่าวคัดค้าน
“ข้านั้นเห็นด้วยกับแม่ทัพหลิน หากว่าท่านไม่ใจร้อนเกินไป อาจจะทันได้คิดถึงแผนการนี้” กุนซือสาวกล่าวเสริม
“หึ! ท่านกุญซือจะหาว่าข้าโง่หรือไร จงอย่าลืมไปว่าทั้งชีวิตของข้าอยู่กับา หาได้อยู่ในป่าเขาเช่นท่านไม่” แม่ทัพกวงอันแค่นเสียงคล้ายจะเย้ยหยัน แต่แล้วผู้บัญชาการรบก็กล่าวขัดขึ้นมา
“ท่านกวงอันอย่าเพิ่งใจร้อน สหายของข้าเพียงเตือนสติของท่านเท่านั้น โปรดอย่าได้ถือสา”
“ท่านเจี้ยนเหล่ย ถึงแม้ว่าท่านจะเป็ราชครูและเป็สหายของนาง แต่อย่าได้ลำพองมากนัก ยังไงเสีย กำลังพลหกส่วนนั้นเป็ของข้า ข้าย่อมสามารถทำตามแผนของข้าได้” แม่ทัพกวงอันเริ่มมีท่ามีรุนแรงขึ้น
“เฮ่อ.. ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจท่าน ดูท่าแล้วกลุ่มสี่เทพอสูรที่เพิ่งจะตั้งขึ้น คงมีอันต้องยุบเสียแล้ว”
แม่ทัพสาวนาม’หลินหวง’กล่าวขึ้น นางถอนหายใจแล้วเดินออกจากกระโจมไปคนแรก ถัดมาก็เป็แม่ทัพกวงอินที่กระทืบเท้าเดินออกไปบ้าง เจี้ยนเหล่ยที่เห็นดังนั้นก็ยกมือกุมขมับ
“เป็อย่างไรบ้าง ไหวหรือไม่ท่านผู้บัญชาการ” เหว่ยซานที่เห็นเจี้ยนเหล่ยสีหน้าเคร่งเครียดก็ยิ้มกล่าวขึ้นคล้ายล้อเลียน
“ไม่ไหวก็ต้องไหว การจัดกองทัพสี่เทพอสูรนี้จำเป็ต้องบรรลุผลสำเร็จ เพื่อแผนการที่ใกล้เข้ามา” เจี้ยนเหล่ยกล่าวพลางถอนหายใจคราแล้วคราเล่า
“เื่การวางแผน ให้เป็ข้าที่รับหน้าที่กุนซือจัดการ แม่ทัพหลินหวงนั้นเป็หญิงเช่นข้า ย่อมเข้าข้างข้า ปัญหาอย่างเดียวก็คือเ้าต้องบัญชาการไพร่พลอีกหกส่วนของแม่ทัพกวงอันให้ได้” เหว่ยซานว่าแล้วก็ถอดถอนหายใจบ้าง ตลอดสองเดือนในการกรำศึกนี้ แม้ว่านางจะได้เฉิดฉายจากการวางแผนกลยุทธ แต่การศึกที่ยืดเยื้อนี้ ส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการไม่ลงรอยกันกองเหล่าผู้นำทัพ
“ว่าแต่เ้าเถอะ เป็อย่างไรบ้าง” เจี้ยนเหล่ยคล้ายจะเปลี่ยนเื่
“มารดาย่อมคิดถึงบุตรชาย หวังว่าเมื่อพบเสวี่ยน้อยอีกครั้ง เด็กน้อยจะเติบใหญ่ขึ้น” เหว่ยซานเอื้อนเอ่ยออกมา มิคล้ายว่าตั้งใจจะบอกกล่าวกับเจี้ยนเหล่ย
“พบกันอีกครั้ง มิคาดว่าเ้าจะคดโกงวาสนาได้จริงๆ หึหึ” เจี้ยนเหล่ยเผยรอยยิ้มออกมา
“ความรักเช่นบุพการี สิ่งตอบแทนคือการแยกจาก แต่มันจะเป็สิ่งที่ดี เมื่อต้องแยกจากเพื่อให้ผู้เป็บุตรได้เติบใหญ่เผชิญโลกกว้าง.. เช่นนั้นผู้เป็มารดาจึงได้ปล่อยวางได้”
“ข้าว่าจะถามอยู่พอดี.. แล้วเ้าได้มอบวาสนาให้เด็กน้อยหรือไม่?”
“ข้าได้มอบวาสนาความรักให้แก่เสวี่ยน้อย แต่เสวี่ยน้อยจะรักผู้ใดแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง” เหว่ยซานกล้าวพลาง รินสุราใส่จอกยื่นให้เจี้ยนเหล่ยไปพลาง
“ผู้รับมอบวาสนา ไม่ต้องจ่ายสิ่งแลกเปลี่ยน..” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วก็ยกจอกสุราขึ้นดื่ม
“หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าจะขอตัวไปพักก่อน”
“เชิญตามสบายสหายข้า พรุ่งนี้เรายังต้องพึ่งพาไหวพริบของเ้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหว่ยซานก็เดินออกจากกระโจมไป เหลือไว้เพียงแต่เทพกิเลนสายฟ้าที่ยกไหสุราขึ้นดื่มแทนการรินใส่จอก
“เต่าวายุ หงส์วารี งูปฐี กิเลนสายฟ้า.. สี่เทพอสูรหรือ? เข้าใจแต่งตั้งนะเทียนหลง” เจี้ยนเหล่ยยิ้มเยาะแล้วจึงยกไหสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง
เวลาใกล้ย่ำรุ่ง หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงเหม่อลอยไม่หลับนอน มันนั่งอยู่ข้างเตียงนอนหนานุ่มพร้อมกับจ้องมองไปยังฝั่งที่เคยมีหญิงสาวนอนอยู่ทุกคืน เสียงไก่ป่าและนกไม้เริ่มขับขานอีกครั้ง แสงแดดอ่อนค่อยๆสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา
“วันคืนมิอาจหวนย้อนกลับมา
ฝากฝังซึ่งห้วงทรงจำอยู่ในหัว
ผ่านคืนวันข้างหน้าอย่าได้กลัว
หยุดมัวหมองแล้วมองเบื้องหน้า
เมื่อจากลาย่อมมีพบพาน..อีกครั้ง”
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อกล่าวจบมันก็ลุกขึ้นยืน มันโบกมือคราหนึ่งพลันปรากฏผืนผ้าขนาดใหญ่เข้าปกคลุมเตียงนอน จากนั้นจึงออกไปล้างหน้าอาบน้ำให้สดชื่น เมื่อเสร็จศัพท์ธุระเรียบร้อยแล้ว มันก็เก็บข้าวของที่จำเป็ใส่ในกำไลหยกดำ
“สิ่งนี้จะใช้กางม่านพลังอำพรางไว้ได้” หยุนเสวี่ยเฟิงมองลูกแก้วในมือ บัดนี้มันหยุดอยู่ด้านทางออกของป่าไผ่ มันถอนหายใจคราหนึ่งก่อนจะโยนลูกแก้วออกไปยังตรงกลางพื้นที่บ้านไม้นั้น
ภาพเบื้องหน้าของมันพลันเริ่มค่อยๆกลับกลายเป็ภาพผืนป่าไผ่หนาทึบทันที แม้ว่าจะมองยังไง มุมไหนก็ไม่สามารถมองออกได้ว่าข้างในภาพมายานั้นเป็สิ่งใด
“เราจะพบกันใหม่..พี่ซานซาน” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็หันหลังเดินออกไป
“พี่ซานซานไม่มีทิ้งแผนที่ไว้ให้ข้าด้วยสิ จะไปเยี่ยมเยียนพี่ลู่หลินก็ไม่รู้ทาง ถ้าอย่างนั้นข้าก็แค่ท่องเที่ยว” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มออกมา จากนั้นก็ะโขึ้นถีบต้นไม้สองข้างทางไปมา พริบตาต่อมามันก็มาปรากฏตัวบนยอดต้นไม้ใหญ่แล้ว
‘ดวงอาทิตย์ขึ้นฝั่งนี้ย่อมเป็ทิศตะวันออก พี่ซานซานเคยบอกว่าเทือกเขานี้อยู่ทิศใต้ เช่นนั้นเมืองเหว่ยก็ต้องเดินไปทางทิศตะวันออกเล็กน้อย’ หยุนเสวี่ยเสวี่ยเฟิงยิ้ม จากนั้นมันก็ย่อตัวะโลัดเลาะไปตามกิ่งไม้ใหญ่มันที
เจ็ดวันให้หลังหยุนเสวี่ยเฟิงก็เดินทางมาถึงชายป่าเหว่ย ซึ่งเป็เขตชายแดนของเมืองประจำทิศใต้ เส้นทางสันจรอันกว้างขวางเริ่มปรากฏแก่สายตาของมัน หนุ่มน้อยมิได้ใส่ใจนัก เพียงแค่เดินโผล่ออกจากป่าและเดินตามเส้นทางไปเท่านั้น
ค่ำที่ไหนนอนที่นั่นเป็สิ่งที่มันเริ่มชินในเจ็ดวันแรกแล้ว เมื่อได้เดินทางบนเส้นทางสัญจรไปสักระยะ หยุนเสวี่ยเฟิงก็เริ่มพบเห็นผู้คนที่เดินทางผ่านไป มันคล้ายจะทำตัวไม่ถูกอยู่พักหนึ่งเมื่อต้องสบตากับผู้คนเ่าั้ แม้ว่ายามค่ำผู้คนที่เดินทางบนเส้นทางนี้จะร่วมก่อกองไฟให้ความอบอุ่น แต่หยุนเสวี่ยเหิงกลับเลือกที่จะนอนบนกิ้งไม้ใหญ่ข้างทางแทน
‘ข้าเข้าไปทักทายดีหรือไม่?’ หยุนเสวี่ยเฟิงเกิดความลังเล ตลอดยามบ่ายที่มันเดินทางนี้ ได้พบปะสบตาผู้คนมากกว่าสิบ มันเพียงแต่ยิ้มเจือนๆเท่านั้น
หนุ่มน้อยทำตาละห้อยทอดมองไปยังผู้คนที่นั่งรอบกองไฟ มันสังเกตุเห็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับมันเมื่อสามปีก่อนกำลังเล่นสนุกรอบๆของไฟกับหญิงสาวชาวบ้าน ภาพครั้งที่มันยังอยู่กับเหว่ยซานก็วาบเข้ามาในหัว
ครั้นเมื่อรู้สึกตัวว่าเด็กชายคนนั้นหยุดวิ่งเล่นและสบตากับมัน หยุนเสวี่ยเหิงพลันหลบตาหนี มันสายหัวเรียกสติตนเองก่อนจะลงจากยอดไม้หายเข้าไปในป่าลึก
“ต้องหาอะไรทำ จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน” หยุนเสวี่ยเฟิงบอกกับตัวเอง มันเดินมาหยุดอยู่กลางป่าลึกห่างไกลจากเส้นทางหลักประมาณครึ่งลี้ หนุ่มน้อยใช้เวลานึกคิดสิ่งที่ต้องทำอยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงคิดออก
“ทะลวงระดับสามสิบ” ว่าแล้วมันก็เอ่ยกล่าวบทกวีเพื่อเตรียมการทะลวงระดับทันที
“อยู่กลางป่าอีกแล้วหรือ
หลบผู้คนเพราะเอียงอาย
เอ่ยทักทายยังมิกล้า
จำต้องหลบเข้าข้างทาง
พลางนึกคิดทำอะไร
ใจนั้นอยู่ไม่สุข
คล้ายจะทุกข์เพราะคนจาก
ยากนักหนาที่ต้องทน
ผูกมิตรใหม่ใช่ว่ากลัว
เพียงแต่มัวแค่ลังเล”
หยุนเสวี่ยเฟิงมิคล้ายจะกล่าวเป็กวีด้วยซ้ำ แต่ดวงแสงห้วงกวีก็พลันปรากฏขึ้นมา ครั้งนี้มีดวงแสงสีฟ้าจำนวนหกดวงลอยรอบกาย แต่วงแหวนอีกสี่ชั้นในกลับดูเจือจางลงต่างจากทุกครั้ง
“ถึงจะแปลกไปบ้าง แต่ระดับพลังิญญาก็เพิ่มสิบระดับเช่นเดิม” หยุนเสวี่ยเฟิงทดลองโคจรพลังิญญาเข้าปกคลุมร่างกาย เมื่อพบว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ มันก็นั่งลงแล้วจึงโคจรพลังอีกครั้ง
กระแสพลังิญญาสีแดงเริ่มถูกโคจรให้หมุนวนรอบกายจากเชื่องช้ากลับกลายเป็รวดเร็ว พลันนั้นห้วงกวีขั้นที่สิบที่ลอยอยู่รอบกายก็เคลื่อนหายเข้าไปในร่างของหนุ่มน้อย หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มจับััได้ว่าดวงแสงพลังิญญาภายในห้วงจิตเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แก้นพลังธาตุทั้งเก้าก็ทอแสงออกมาคล้ายกำลังต้อนรับการเลื่อนระดับของดวงิญญา
เวลายิ่งผ่านไปเรื่อยๆ หยุนเสวี่ยเฟิงตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งการโคจรอยู่ราวครึ่งชั่วยาม เม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมานั้นบ่งบอกว่ามันกำลังใช้สมาธิอย่างมากมายเพื่อควบคุมพลังิญญาให้ทะลวงระดับ เศษหินดินทรายมากมายรอบบริเวณเริ่มลอยขึ้นมากลางอากาศ แต่หนุ่มน้อยมิได้สนอกสนใจสิ่งเหล่านี้
ตุ๊บ ตุ๊บ
ดวงพลังิญญาที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเริ่มยุบและพองขึ้นเป็จังหวะหัวใจ ทุกครั้งที่มันพองขึ้นจะขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ
‘ใกล้สำเร็จแล้ว’ หยุนเสวี่ยเฟิงใจจดจ่ออยู่กับดวงพลังิญญา จนเวลาล่วงเลยไปอีกครึ่งชั่วยาม จังหวะการเต้นของดวงิญญาก็เริ่มถี่ขึ้นจนในที่สุด!
ปัง!
แก่นพลังิญญาสีแดงกระเพื่อมครั้งสุดท้ายก่อนจะะเิแสงอันเจิดจ้าออกมาวาบหนึ่ง ปรากฏเป็ดวงิญญาขนาดที่ใหญ่กว่าเดิม
“สำเร็จแล้ว!” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มออกมา มันยกแขนขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลรินเข้าตา เมื่อทำลองโคจรพลังิญญาแล้วก็พบว่าระดับตั้งต้นของมันได้เลื่อนมาเป็ระดับ30แล้ว
“ทีนี้ก็ถึงตาของเ้า” กำไลหยกดำบนแขนของหยุนเสวี่ยเฟิงทอแสงวาบคราหนึ่ง ในมือก็ปรากฏเป็พัดจีนสีดำออกมา
หยุนเสวี่ยเฟิงสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อตังสมาธิครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเร่งเร้าพลังิญญาเข้าไปในพัดเมฆาโลหิต
พัดจีนสีดำยาวเมื่อได้รับการถ่ายทอดพลังิญญาเ้ามา มันก็เริ่มทอแสงสีแดงออกมา แตกต่างจากครั้งก่อนที่มันผลักดันพลังของหยุนเสวี่ยเฟิงออกมา และในชั่วขณะนั้นเอง ในหัวของหยุนเสวั่ยเฟิงพลันปรากฏข้อมูลการทดสอบเพื่อเป็นายแห่งอาวุธขึ้นมา
‘บททดสอบเพื่อเป็นายแห่งพัดเมฆาโลหิต.. หนึ่งชั่วยามปลิดสิบชีวิต เริ่ม ณ บัดนี้’ หยุนเสวี่ยเฟิงถลึงตาออกมา มันคล้ายจะใกับบททดสอบอันบ้าบิ่นนี้
“อยู่ๆก็จะให้ข้าฆ่าคนหรือ? ใครจะบ้าไปทำกันเล่า!” หยุนเสวี่ยเฟิงหางคิ้วกระตุก แต่คล้ายว่าเ้าพักเมฆาโลหิตจะรับรู้ได้ ในหัวของหนุ่มน้อยก็พลันปรากฏข้อมูลว่า
‘หากไม่สำเร็จ จะไม่ได้รับโอกาสที่สอง’
“เ้าพัดบ้านี่!” หยุนเสวี่ยเฟิงกำพัดในมือก่อนจะลุกขึ้นเตรียมจะขว้างปามันออกไปให้ไกลสุดฟ้า แต่ทันใดนั้นเอง สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
“ช่วยด้วย.. โจรป่าบุกปล้น!” เสียงร้องของหญิงสาวดังแว่วมาแต่ไกล แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะอยู่ไกลออกไป แต่ด้วยโสทประสาทที่ดีกว่ามนุษย์ทั่วไป กอปรกับความเงียบงันกลางป่านี้ ทำให้มันได้ยินอย่างชัดแจ้ง
ภาพเหตุการณ์ครั้นเมื่อมันได้พบเจอโจรลักพาตัวผุดขึ้นมาในหัว หยุนเสวี่ยเสวี่ยเฟิงดวงตาฉายแววเดือดดาล ความเคียดแค้นเริ่มเข้ามาครอบงำจิตใจของมัน สองเท้าของมันเริ่มก้าวออกวิ่งไปยังต้นเสียงที่ดังแว่วมา
จบตอน.