จินหวังเฟย

    เล่ม 2 - ตอนที่ 14 องค์หญิงยวิ๋นซูจิน


    ประตูห้องเปิดออกแล้วก็ปิดลง บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อนและสะลึมสะลือ เขายืนคุยกับหมอหลวงเสียงเบา มีสีหน้าแตกตื่นเป็นระยะๆ พลางชำเลืองสายตามองมาที่นางอย่างไม่อยากจะเชื่อ หลังจากนั้นก็มีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่พักใหญ่ก่อนจะจากไปว่าที่ชายาเอกจินอ๋องลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แผนการของนางสำเร็จแล้ว อย่างน้อยก็มีผู้รู้เพิ่มอีกหนึ่งคน ยวิ๋นซูจินเป็นตัวเลือกที่ดี นางคิดว่าน่าจะสามารถเกลี้ยกล่อมสตรีผู้นี้ได้ เรื่องใหญ่ระดับแคว้น ในฐานะที่เป็นถึงองค์หญิงแห่งแคว้นเป่ย น่าจะยิ่งวิตกกังวลมากกว่าผู้อื่นมาลองวัดใจกัน...จางหานเฟิ่งคิดใช้เรื่องที่เชวียนอ๋องถูกยาพิษใจขาดมาโน้มน้าว สตรีผู้นี้มีใจให้กับเชวียนอ๋องเหมือนอย่างที่นางมองเห็นในค่ำคืนงานเลี้ยงหรือไม่“รู้สึกอย่างไรบ้าง” หมอหลวงหันมาถามถึงอาการ“ทรมานอย่างยิ่ง” นางมีสีหน้าราวกับคนกำลังจะตาย“องค์รัชทายาทช่วยกำจัดพิษออกมาส่วนหนึ่งแล้ว ว่าที่ชายาเอกจินอ๋องจะต้องไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน” ชายชรากล่าวปลอบใจ ในค่ำคืนที่งานเลี้ยงนั้นสตรีผู้นี้แสดงความสามารถออกมาจนทำให้รู้สึกทั้งตื่นตะลึงและชื่นชม จึงไม่อยากให้สิ้นลมไปก่อนวัยอันสมควร“ชุดของข้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด” นางหายใจแรงขึ้น เปลือกตาค่อยๆ หลุบลงราวกับกำลังจะหลับ...ใกล้จะจากโลกใบนี้ไป“อย่าหลับ! อย่าเพิ่งหลับ!” หมอหลวงเข้ามากระตุ้นถึงข้างเตียงด้วยท่าทางแตกตื่น สองมือยกขึ้นแต่ไม่กล้าแตะต้องร่าง“ข้ายังไม่อยากตาย...ข้าอยากร่วมเรียงเคียงหมอนกับท่านอ๋อง”นางร้องไห้ออกมาราวกับเด็ก ทำให้ชายชรายิ่งลนลานอย่างทำอะไรไม่ถูก“ว่าที่ชายาเอกจินอ๋อง...อย่าร้องไห้” หมอหลวงอยู่ในวัยชราแล้ว จึงย่อมมองเห็นนางเป็นสตรีเยาว์วัยผู้หนึ่ง แม้จะถึงวัยที่ออกเรือนไปมีสามีได้แล้วก็ตาม“ท่านอ๋อง...ท่านอ๋อง...ท่านอยู่ที่ใด ข้าน้อยอยากเจอท่าน” นางจงใจพูดถึงจินเยี่ยหยางเพราะกำลังลอบข่มขู่ให้อีกฝ่ายยิ่งกลัว“อย่าร้องไห้...อย่าร้องไห้...” หมอหลวงลนลานหนักกว่าเดิม ถ้าสตรีผู้นี้เสียชีวิต แคว้นเป่ยจะต้องนองเลือดแน่ แม้จะรู้ว่าแคว้นเหอเตรียมยกทัพเข้าโจมตีแคว้นจ้าว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ ใครจะรู้กันเล่าว่าบางทีแคว้นเหออาจจะหันหัวหอกมาโจมตีแคว้นเป่ยแทน“ข้าอยากเป็นสตรีของท่านอ๋อง ท่านรู้หรือไม่ว่า ท่านอ๋องเคยทูลต่อองค์ฮ่องเต้ว่าชอบในตัวข้า ข้ารู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนัก ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าบุรุษที่อยู่สูงเสียดฟ้าถึงเพียงนั้นกลับมาชมชอบสตรีที่แสนจะต่ำต้อยเช่นข้า”หมอหลวงฟังแล้วถึงกับหน้าซีดเพิ่มขึ้น ใจลอยคว้างด้วยความกลัวหนักกว่าเดิม ในแคว้นจ้าวแห่งนี้ ต่างเป็นที่รู้กันดีว่าจินอ๋องไม่เคยรักใคร่ชอบพอสตรีใด ทว่ายามนี้กำลังหลงสตรีผู้นี้ยิ่งนัก“เป็นอย่างไรบ้าง”หมอหลวงถามถึงอาการอีกครั้ง อีกทั้งยังจะยื่นมือออกไปตรวจจับชีพจร ทว่าที่หน้าประตูห้องนั้นมีเสียงเอะอะดังขึ้นเสียก่อน ทันทีที่ยวิ๋นซูจินทราบเรื่องนี้ องค์หญิงแห่งแคว้นเป่ยตกใจนัก เชษฐาทำเช่นนี้ได้อย่างไร ในสมองของนางมีคำถามอยู่มากมาย หรือจับตัวว่าที่ชายาเอกจินอ๋องมาเพื่อให้นางกลับไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้นอีกครั้ง“เจ้ากล้าขัดคำสั่งของข้า!” ยวิ๋นซูจินตวาดใส่ทหารที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด“องค์หญิง” ทหารเหล่านั้นต่างไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งขององค์รัชทายาท อย่างไรก็กลัวยวิ๋นเหวินหรงมากกว่ายวิ๋นซูจิน“เจ้า!” ยวิ๋นซูจินเข้าไปกระชากกระบี่ที่อยู่ในฝักของทหารผู้หนึ่ง“กระหม่อมให้เข้าไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ นี่คือพระบัญชาขององค์รัชทายาท” ผู้ที่ถูกดึงกระบี่ไปก้มหน้าลงพลางประสานหมัดทำการคารวะ“ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะมอบความตายให้กับเจ้า!” ยวิ๋นซูจินเงื้อแขนขึ้นสูง ในวังหลังที่แคว้นเป่ย...นางเป็นองค์หญิงที่ได้รับการตามใจจากพระบิดาไม่น้อย อารมณ์ในบางครั้งจึงรุนแรงและฉุนเฉียว แต่นางไม่ใช่คนโง่ นางรู้ว่าอะไรเป็นอะไร“องค์หญิง” หมอหลวงส่งเสียงแทรกขึ้นมาก่อนที่ยวิ๋นซูจินจะฟันกระบี่ลงไป“หมอหลวงอี๋”“ให้องค์หญิงเข้ามาเถิด...อาการของว่าที่ชายาเอกจินอ๋องแย่แล้ว” ชายชราทั้งโกหกและไม่โกหก เนื่องจากยังไม่ทันได้จับชีพจรตรวจอาการของจางหานเฟิ่งอีกครั้ง“เปิดประตูให้กับข้า!” ยวิ๋นซูจินตวาดสั่งน้ำเสียงเกรี้ยวกราด นางรีบมาที่นี่ด้วยความร้อนใจจนไม่สนใจสภาพของตัวเองที่สวมชุดนอนและผมไม่ได้เกล้ามวยประดับเครื่องประดับใดๆ“เอ่อ...”“ข้าบอกให้เปิดประตู!”“เอ่อ...”“ถ้าเสด็จพี่คิดที่จะลงโทษพวกเจ้า ข้าจะรับผิดชอบเอง...ข้าบอกให้เปิดประตูเดี๋ยวนี้! หรือว่าเจ้าอยากจะตายด้วยน้ำมือของข้าแทน” นางชี้กระบี่ไปข้างหน้าข่มขู่ทหารผู้นั้น“เปิด...เปิดประตูให้องค์หญิง!”จางหานเฟิ่งมองไปทางสตรีที่กำลังก้าวเข้ามาพร้อมกับนางกำนัลคนสนิท พลันโล่งใจยิ่ง นางเห็นอีกฝ่ายมองมาที่นางด้วยดวงตาเบิกโต คงเป็นเพราะสภาพที่ดูไม่ดีนัก อีกทั้งอาภรณ์ยังเปรอะเปื้อนเลือด“นี่มันอะไรกัน” ยวิ๋นซูจินหันไปถามหมอหลวงน้ำเสียงแตกตื่น“ว่าที่ชายาเอกจินอ๋องกลืนยาพิษค้างคาวดำเข้าไปพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกล่าวรายงานเสียงหวาดหวั่นพลางประสานหมัดคารวะ“กลืนยาพิษ!”“ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“นางกำลังจะตายอย่างนั้นหรือ”“ยามนี้องค์รัชทายาทกำลังออกไปซื้อยาถอนพิษที่หอสุรากุ้ยฮวาอยู่พ่ะย่ะค่ะ”คนบนเตียงอยากคุยกับองค์หญิงแห่งแคว้นเป่ยเป็นการส่วนตัว ทว่าคงไม่มีโอกาส จึงเลือกที่จะเอ่ยขึ้นมาเลยเสียงแผ่วพร่าไร้เรี่ยวแรง“ช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ”“เสด็จพี่ทรงจับตัวเจ้ามาทำไม” ยวิ๋นซูจินคาใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก นางกลัวเหลือเกินว่า...เชษฐาจะกลับคำ สุดท้ายนางก็ต้องแต่งเป็นชายาเอกให้กับจินอ๋อง นางไม่ต้องการเช่นนั้น ในใจนางมีผู้อื่นแล้ว“องค์รัชทายาทจะพาหม่อมฉันไปยังแคว้นเป่ย”“อะไรนะ! จะพาเจ้าไปยังแคว้นเป่ย?”“ถูกต้องแล้วเพคะ แต่หม่อมฉันไม่ยินยอม จึงได้กลืนยาพิษค้างคาวดำเข้าไป ให้หม่อมฉันตายยังดีกว่าเป็นสาวใช้อุ่นเตียงขององค์รัชทายาท” จางหานเฟิ่งกล่าวแววตาเด็ดเดี่ยว“ที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริงหรือ” ยวิ๋นซูจินตกใจจนโง่งมคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ เพราะสตรีตรงหน้าได้รับราชโองการจากองค์ฮ่องเต้ให้สมรสกับจินอ๋อง เชษฐาของนางกระทำการอุกอาจเกินไปแล้ว“ช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ องค์หญิงทรงรู้ดีว่าการหมิ่นเกียรติจินอ๋องนั้นอาจจะทำให้เกิดศึกสงครามระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นเป่ย แล้วทรงรู้หรือไม่ว่าเชวียนอ๋องถูกยาพิษ”“เอ๊ะ!” ยวิ๋นซูจินตกใจจนดวงตาเบิกโตขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่“ทรงไม่รู้หรือเพคะ” จางหานเฟิ่งย้อนถาม เห็นได้ชัดว่ายวิ๋นเหวินหรงกันยวิ๋นซูจินออกจากเหตุการณ์อันตรายนี้ แล้วนางก็ยันตัวขึ้นนั่งอย่างกระง่อนกระแง่นพลางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงเช่นเดิม “เชวียนอ๋องถูกยาพิษใจขาดเข้าไป...กำลังจะสิ้นลมหายใจแล้วเช่นกัน”“ไม่จริง...ข้าไม่เชื่อ!” ยวิ๋นซูจินส่ายหน้าไปมาอย่างตื่นตระหนกระคนไม่เชื่อ แต่ใจร่วงลงไปอยู่ที่พื้นตั้งแต่แรกฟัง“ให้คนไปสืบสิเพคะ ว่าจริงหรือไม่”“เจ้า!”“หม่อมฉันมิได้กล่าวคำโป้ปดแม้แต่ครึ่งคำ”“เจ้า!”“คนใกล้ตายอย่างหม่อมฉันไม่มีทางโป้ปดอย่างแน่นอน”ยวิ๋นซูจินสบสายตาเพื่อค้นหาความจริง และแล้วก็หันไปสั่งนางกำนัลคนสนิทที่กำลังมองจางหานเฟิ่งอย่างตื่นตะลึงไม่แพ้กัน เหตุใดถึงมีสภาพใกล้ตายเช่นนี้“เจ้าให้คนไปสืบเรื่องนี้มาโดยด่วน”“เพคะ”คล้อยหลังนางกำนัลคนสนิท ยวิ๋นซูจินก็หันกลับมาคุยกับจางหานเฟิ่งอีกครั้ง แม้เพิ่งจะรู้จักกันในงานเลี้ยงค่ำคืนนั้น ทว่ากลับรู้สึกเชื่อใจและสนิทสนมด้วยยิ่ง องค์หญิงแห่งแคว้นเป่ยพยายามมองหาเล่ห์เหลี่ยมที่อาจจะแฝงอยู่ แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่น้อย“เจ้าบอกว่าเจ้ากำลังจะตาย”“ถูกต้องแล้วเพคะ หม่อมฉันกลืนยาพิษค้างคาวดำเข้าไป อีกไม่นานก็จะสิ้นลมหายใจแล้วเพคะ” จางหานเฟิ่งไม่ลืมที่จะแสดงละคร นางตีสีหน้าและท่าทางให้อ่อนแรงเข้าไว้“หมอหลวงอี๋ จริงหรือไม่”“จริงพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราตอบคำถามโดยที่ไม่รู้เลยว่ายามนี้พิษในร่างกายของจางหานเฟิ่งค่อยๆ สลายไปทีละน้อย“หมอหลวงอี๋เพิ่งบอกว่าเสด็จพี่ไปเอายาถอนพิษแล้ว บางทีเจ้าอาจจะไม่ตาย...แล้วข้าก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรเจ้าได้ การช่วยเจ้านั้น...คือ...”จางหานเฟิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายลังเล เพราะองค์หญิงแห่งแคว้นเป่ยไม่ใช่คนโง่ ไม่ใช่คนบุ่มบ่าม จึงพูดโน้มน้าวใจในเรื่องอื่นแทน เรื่องเกลี้ยกล่อมผู้คน...นางเก่งอยู่ไม่น้อย“หม่อมฉันมิรู้ว่าองค์รัชทายาทจะได้ยาถอนพิษกลับมาหรือไม่ และถ้าองค์รัชทายาทจะพาหม่อมฉันไปยังแคว้นเป่ยด้วย หม่อมฉันขอตายดีกว่า ทว่า...หม่อมฉันอยากตายในอ้อมแขนของจินอ๋อง บุรุษที่หม่อมฉันรักใคร่ หม่อมฉันจะกล่าวกับจินอ๋องว่าอย่าเคืองแค้นองค์รัชทายาทเลยเพคะ หนทางนี้อาจจะช่วยหยุดสงครามระหว่างสองแคว้นได้”“ที่เจ้าพูดมา?” ยวิ๋นซูจินขมวดหัวคิ้วครุ่นคิด“ให้จินอ๋องมาพาหม่อมฉันกลับไปในสภาพนี้ ถ้าหม่อมฉันเกิดกลายเป็นศพไปก่อน หม่อมฉันจะเขียนสารทิ้งเอาไว้...ในฐานะของราชทูตที่มาเยือนแคว้นจ้าว จินอ๋องจะกระทำการใดย่อมต้องไตร่ตรองให้ดี”“เจ้า!” ยวิ๋นซูจินตะลึงงัน“แจ้งข่าวของหม่อมฉันให้จินอ๋อง”ก่อนที่ยวิ๋นซูจินจะตอบอะไร ด้านนอกเรือนก็เกิดเสียงอึกทึกครึกโครมเมื่อมีบุรุษสองคนบุกเข้ามา ทั้งสองกำลังปะทะกับทหารองครักษ์ของแคว้นเป่ยและทหารยามรักษาความปลอดภัยของแคว้นจ้าว


    คล้ายกับเรื่องจินหวังเฟย ที่คุณอ่าน