บทที่ 23 แค่ฝันไป
ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็ต้าเหว่ย รถ ไฟหน้ารถ กลุ่มควัน กลิ่นน้ำมัน ทุกสิ่งทุกอย่างได้กลายเป็ความว่างเปล่าในชั่วพริบตา ผมมองทุกอย่างที่เคยอยู่ในระยะที่เอื้อมถึงแตกสลายกระจัดกระจาย กลายเป็ผีเสื้อที่บินหนีไปทีละตัว…
ไม่นะ… ไม่! ผมะโร้องด้วยเสียงแหบแห้งก่อนจะร้องไห้ออกมาแล้ววิ่งไปหาทุกสิ่งตรงหน้าด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีก่อนจะพยายามกอดต้าเหว่ยไว้แน่น ผมกลัว… กลัวที่จะต้องอยู่คนเดียวในโลกที่ไม่รู้จักนี้
ทันใดนั้น ผีเสื้อก็ส่องแสงสีเขียวอมฟ้าออกมาแล้วบินวนเป็วงกลม ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป ในชั่วพริบตาผีเสื้อตัวหนึ่งพ่นใยออกมาห่อหุ้มตัวเองเป็รังไหมไม่นานรังไหมก็แตกออก สิ่งที่ออกมาจากรังไหมกลับเป็ผีร้ายหน้าเขียว เขี้ยวยาว ผีเสื้อตัวอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วนก็พากันพ่นใยเป็รังไหม รังไหมนับไม่ถ้วนแตกออก ผีร้ายหน้าเขียวนับไม่ถ้วนก็ออกมาสู่พื้นดินและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วพากันโห่ร้องก่อนพุ่งเข้ามาหาผม
พวกมันเผยเขี้ยวคมที่มีน้ำลายสีเขียวไหลย้อยเข้ามากัดกินร่างกายของผม ผมรู้สึกเ็ปอย่างถึงที่สุดจนร้องครวญครางออกมาและพยายามดิ้นหนีแต่กลับถูกผีร้ายอีกมากมายรุมล้อม ความเ็ปที่ััได้ซึมลึกลงไปถึงกระดูกราวกับว่าพวกมัน้าดึงิญญาของผมออกจากร่างนี้
“เ้าต้องออกจากร่างที่สกปรกนั่น เมื่อออกมาเ้าถึงจะอยู่กับพวกเราได้ตลอดไป” คนที่พูดประโยคนี้หน้าตาเหมือนตาเหว่ยไม่มีผิดแต่ไม่นานก็แปลเปลี่ยนเป็ผู้หญิงชุดขาว ใบหน้าของเธอไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ผมรู้สึกคุ้นเคยเป็อย่างมาก
ใบหน้าขาวซีดกระดาษค่อย ๆ หมุนไป ใบหน้ามากมายที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคยปรากฏขึ้น พวกเขาต่างะโเรียกชื่อผม ผมกำลังจะได้หลุดพ้นแล้วในใจรู้สึกเบาหวิว… ผมจะอยู่กับพวกเขา
คิก ๆ คิก ๆ เสียงหัวเราะเยาะของผู้หญิงดังขึ้นเบา ๆ สองสามครั้ง แต่ให้ความรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าดังสนั่นข้างหูของผม
ผมชะงักไปทันที ความเบาสบายที่เหมือนิญญากำลังจะหลุดออกจากร่าง ลมแรงพัดมาผีร้ายหน้าเขียวเขี้ยวยาวนับไม่ถ้วนก็ร้องครวญครางก่อนกลายเป็เศษผงปลิวว่อน ลมแรงพัดมาอีกระลอกพัดผ่านเศษผงให้กลายเป็ฝุ่นควัน
ร่างกายของผมรู้สึกถึงความสบายในสายลม ก่อนศีรษะจะหลุดออกจากตัวไป แล้วความรู้สึกเ็ปเหมือนถูกมีดปาดก็เข้ามาแทนก่อนผมจะจมลงในกลุ่มควัน
ผมรู้สึกเวียนหัวตาลายในทันทียื่นมือคว้าไปมั่ว ๆ พยายามทรงตัวให้มั่นคง ผมกลัวจึงะโร้องเสียงดังขึ้นมา ต้าเหว่ย! ไอ้อ้วนตาย!! รีบมาพยุงฉันหน่อย ฉันจะตายแล้ว ฉันจะตายแล้ว ความรู้สึกนี้เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุดราวกับจะหั่นร่างกายในตอนนี้ให้แหลกเป็ชิ้น ๆ แล้วปั้นให้เป็ร่างใหม่ โคตรทรมาน โคตรเจ็บ สมองของผมสับสนไปหมดแล้ว ในความมึนงง
ตรงหน้าปรากฏตัวตนอีกคนหนึ่งของผม เขาดูเ็าเฉยเมยไม่เหมือนผม เขายืนกอดอกมองผมที่เป็เหมือนคนบ้าที่กำลังวุ่นวาย สับสน พูดจาเพ้อเจ้อ ก่อนเขาจะพูดขึ้น
“เมื่อครู่มีความสุขจริงเหรอ แม้จะส่งเสียงหัวเราะก็ทำไม่ได้” เสียงหัวเราะงั้นเหรอ เสียงหัวเราะของผู้หญิงที่ได้ยินเมื่อครู่นั้นเป็ใครกันแน่ยายหวังหรือเสี่ยวหง
ผมได้สติขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะทบทวนกับตัวเองว่ายายหวังกับเสี่ยวหงเป็ใครแล้วสะดุ้งไปทั้งตัวแล้วสติก็เริ่มมีมากขึ้นพอสมควร เพียงแต่ร่างกายยังคงอ่อนปวกเปียกอยู่ ทันใดนั้นผมก็ล้มฟุบลงบนประตูหิน
จุดที่ล้มลงทำให้ใบหน้าด้านข้างของผมแนบชิดกับลวดลายแกะสลักบนประตูหิน ความรู้สึกที่ได้รับจากตรงนั้นเป็ความอบอุ่นครึ่งนึงและความเย็นเฉียบอีกครึ่งนึง ผมตื่นขึ้นมาจากความฝันที่แสนจะสมจริงพวกนั้นสติกลับมาเต็มร้อย
“ดึกมากแล้ว อย่าออกมาเดินไปเดินมาเลย” เสียงเด็กผู้หญิงที่เย็นะเืดังมาจากด้านหลังของผม คงเป็เสี่ยวหงไม่สิ… เสียงนี้ไม่ใช่ กลับเหมือนเป็เด็กประหลาดที่อยู่ข้าง ๆ เสี่ยวหงมากกว่า ไม่ต้องหันหลังกลับไป ก็รู้สึกได้ถึงดวงตาคู่นั้นที่เย็นะเืจ้องมาที่หลังของผมตรง ๆ เกรงว่าคงจะหนีไม่พ้นแล้วละ
ผมลุกขึ้น พยายามทำท่าปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนหัวเข่า พยายามอย่างยิ่งที่จะแสร้งยิ้มออกมาให้ดูจริงใจสักหน่อย จริง ๆ แล้วเด็กนั่นก็เป็แค่เด็กสาวที่ยังไม่โตเต็มที่ หน้าตาก็ยังดูสะอาดสะอ้าน นอกจากฟันแหลมคมนั่นแล้ว จริง ๆ แล้วเด็กนั่นก็ไม่ได้เป็อันตรายกับผมมากนัก
แต่ตั้งเริ่มแรกจนตอนนี้ ั้แ่ครั้งแรกที่พบกัน ความเป็ศัตรูที่ผมมีต่อเด็กตรงหน้าก็ฝังลึกเข้าไปในกระดูกแล้ว มันเป็ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายเป็คำพูดได้ ผมรังเกียจและหวาดกลัวการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนี้ มันเป็การต่อต้านจากส่วนลึกของจิตใจ
ผมหมุนตัวอย่างตะกุกตะกัก ทำท่าทางเหมือนเด็กนั่นไม่เป็อันตรายต่อใคร พยายามบอกตัวเองว่า เด็กก็เป็แค่เด็ก สิ่งที่เจอมาเก่งกาจกว่านี้มากนัก แล้วก็ค่อย ๆ ทำให้สายตาของตัวเองตกลงไปบนตัวเด็กนั่นอย่างสงบ
และก็จริงอย่างที่คิด เป็เด็กทารกประหลาดนั่นจริง ๆ ผมได้ยินเสียงน้ำลายของตัวเองที่กลืนผ่านลำคอเพราะความหวาดกลัว
“เสี่ยวหงให้เธอมาเหรอ” ผมเอ่ยถามเบา ๆ อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนเด็กนั่นจะทำหน้านิ่ง ๆ มองผม โชคดีที่เด็กไม่ได้แสยะยิ้มยิงฟันขู่ผม เพียงแต่ยกแขนขึ้นเล็กน้อย ชี้มาทางผม แล้วก็หันหลังจากไปอย่างช้า ๆ
หมอกที่หนาค่อย ๆ กระจายออก ในขณะที่เด็กนั่นเดินผ่านไป เหมือนกับหมอกที่กลัวจะัักับตัวเขา เลยรีบกระจายออกไปอยู่สองข้างทางอย่างร้อนรน เด็กนั่นเดินไปได้สองสามก้าว ก็เผยให้เห็นทางเดินในหมอกขาวที่ยาวออกไป และเผยให้เห็นพื้นที่ขรุขระด้านล่างด้วยเช่นกัน
ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย… ผมเหมือนถูกตรึงไว้ ยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น แทบลืมความกลัวผีเด็กน้อยไปเลย ภาพตรงหน้ามากพอที่จะทำให้ผมฝันร้ายไปตลอดชีวิต สิ่งที่ผมเพิ่งเหยียบไปนั้นกลับเป็ชิ้นเนื้อ เืที่กระตุกเหมือนมีชีวิต มีแขนที่เส้นเืชัดเจน เืที่ไหลออกมาอย่างช้า ๆ จากใต้ิั ผมยังรู้สึกได้ถึงการเต้นเบา ๆ อย่างเป็จังหวะเหมือนชีพจรของคนทั่วไป ทางเดินนี่มันคือเืเนื้อยาวเหยียด
ผมนึกถึงความรู้สึกก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเหมือนเดินบนสำลีที่ไร้เสียง ตอนนี้ดูเหมือนความรู้สึกเหยียบบนเนื้อเืจะแม่นยำยิ่งกว่า ผมเดินออกมาตามทางที่มีมันมาตลอดทาง ผมตัวสั่นจนแทบยืนไม่มั่นคง ต้องยื่นมือออกไปอยากเกาะผนังให้ตัวผมทรงตัวอยู่ได้
ตอนนี้ผมเพิ่งเข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมภาพวาดบนผนังไม่ว่าจะเป็ดอกไม้ นก ปลา แมลง ถึงให้ความรู้สึกมีชีวิตและเคลื่อนไหวได้ นั่นคือเสียงการเต้นของชีวิตที่ซ่อนอยู่ในความมืด ส่วนหยดน้ำที่ไหลผ่านนั้น ก็เหมือนเหงื่อที่ซึมออกมาจากิัหลังออกกำลังกายนั่นเอง ในใจผมชมเชยมันยกใหญ่ แต่ก็สบถด่าไปด้วย
ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน… ผมตอนนี้ยืนอยู่ในเส้นเืเชียวนะเว้ยผมเป็อะไรกันแน่ เม็ดเืขาวหรือจุลินทรีย์กันนะ ผมแทบอยากจะะโออกจากตรงนี้ แล้วออกไปจากที่นี่ทันที ถ้าอยู่ต่อไปผมต้องเป็บ้าแน่ ๆ หรือบางทีผมอาจจะเป็คนไข้โรคประสาทขั้นรุนแรงไปแล้วก็ได้
ทันใดนั้น ความเ็ปแล่นขึ้นมาปลุกผมจากความสับสน ผมมองไปที่มือหยกขาวเกลี้ยงเกลาข้างหนึ่ง เล็บทาสีแดงฉานกำลังบีบแขนผมเบา ๆ ดวงตาเย้ายวนเหนือริมฝีปากแดงเป็ประกายระยิบระยับชวนหลงใหล