แต่การที่ไม่มีปัญหาอะไรเลยบางครั้งนั่นแหละคือปัญหาใหญ่ที่สุด
ภาพถ่ายดาวเทียมระบุชัดเจนว่าที่นี่มีปรากฏการณ์ความผันผวนของปราณวิญญาณและความผันผวนของธาตุแต่เดินสำรวจจนทั่วแล้วกลับไม่พบอะไรเลย นั่นพิสูจน์ว่าพวกเขายังหาจุดสำคัญไม่เจอ
“หนึ่งวันเต็มๆ หาจนทั่วรอบเมืองแล้วก็ยังไม่เจอ”
“ดูท่าพรุ่งนี้คงต้องเสี่ยงเข้าไปในพื้นที่ส่วนกลางชั้นในแล้วล่ะ”
แสงสว่างวาบบนกำไลรบของหลี่ฉางหมิงฉายภาพโฮโลแกรมสามมิติของเมืองนี้ช่วงก่อนยุคมหาวิบัติ
เมื่อหลี่ฉางหมิงผลักมือไปข้างหน้าภาพที่ฉายอยู่ก็เปลี่ยนไป จากมุมมองระนาบด้านข้าง กลายเป็นมุมมองจากบนลงล่าง
“รอฟ้าสางพรุ่งนี้ เราจะหาทางลอบเข้าไปในตึกนี้”
หลี่ฉางหมิงชี้มือขวาไปยังอาคารที่สูงที่สุดแม้จะไม่ใช่มุมใจกลางเมืองแต่ความสูงกว่าสองร้อยเมตรก็พอจะมองเห็นพื้นที่ส่วนกลางชั้นในได้ทั้งหมด
อย่างน้อยถ้ามีทางเข้าแดนเร้นลับก็คงสังเกตเห็นได้ง่าย
เจียงจืออวี๋ไม่มีข้อโต้แย้งเพราะเธอก็คิดแบบเดียวกัน
“คืนนี้ให้เสี่ยวไป๋เฝ้ายามเถอะ เธอพักผ่อนให้เต็มที่ไปเลย”
เมื่ออยู่ในเขตเมืองที่สภาพแวดล้อมซับซ้อนภารกิจเฝ้ายามย่อมตกเป็นของไป๋ฉางเซิงและหลี่ฉางหมิงคนหนึ่งตรวจจับกลิ่นผิดปกติในอากาศได้ อีกคนก็อาศัยพืชพรรณรอบด้านช่วยระวังภัยหากเทียบกัน ต่อให้เจียงจืออวี๋มีประสบการณ์มากแค่ไหนก็ยังสู้ความสามารถของสองคนนี้ไม่ได้
ช่วงกลางวันเพื่อเลี่ยงปัญหาจุกจิกไป๋ฉางเซิงจึงขลุกอยู่แต่ในถุงกักวิญญาณ คืนนี้เขาจึงสมควรรับหน้าที่เฝ้ายาม
ไป๋ฉางเซิงไม่มีปัญหาอะไรถือโอกาสออกมาสูดอากาศพอดี
เมื่อถึงตอนกลางคืนสายลมพัดโชยเป็นระลอก ย่างเข้าเดือนตุลาคมอากาศก็เริ่มเย็นลง ลมเอื่อยๆที่ปะทะกายให้ความรู้สึกสบายไม่น้อย ไป๋ฉางเซิงหรี่ตาลงอย่างเคลิบเคลิ้มทว่าความระแวดระวังสิ่งรอบกายกลับไม่เคยลดทอนลง
ครึ่งคืนแรกไม่มีอะไรผิดปกติไม่มีกระทั่งสัตว์อสูรเพ่นพ่านมาแถวนี้
ทว่ายามขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงเงินแสงทองรำไรเสียงคำรามกึกก้องของสัตว์อสูรก็พลันดังขึ้นทำเอาไป๋ฉางเซิงถึงกับสะดุ้งตัวแข็งทื่อ
เจียงจืออวี๋กับหลี่ฉางหมิงที่กำลังทำสมาธิฝึกฝนอยู่ก็พลันลืมตาขึ้นทันที
“ได้ยินไหม?”
“อืม ฟังจากเสียงเหมือนมาจากใจกลางเมืองเลย”
“ตำแหน่งของเราห่างจากใจกลางเมืองอย่างน้อยสิบกิโลเมตรแต่เสียงส่งมาไกลขนาดนี้กลับยังชัดเจนตัวที่คำรามได้แบบนี้ย่อมไม่ใช่สัตว์อสูรระดับต้นแน่!”
“ราชาอสูร!”
ทั้งสองโพล่งขึ้นพร้อมกันก่อนจะตกอยู่ในความเงียบงัน
แม้จะเดาไว้อยู่แล้วว่าที่นี่อาจมีตัวตนระดับราชาอสูรแต่พอได้ยินเสียงเข้าจริงๆ กลับรู้สึกเหมือนแผนการทุกอย่างรวนไปหมด
ในเมื่อรู้แน่ชัดว่าใจกลางเมืองมีราชาอสูรการจะดันทุรังเข้าไปต่อหรือไม่ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่แล้ว
แม้พวกเขาจะมีซวนหนีหยกทมิฬแต่เจ้านี่ก็ยังกรนสนั่นหวั่นไหวไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเพราะเสียงคำรามเมื่อครู่เลยสักนิดหวังพึ่งมันตอนนี้คงไม่ไหวแน่ เว้นแต่พวกเขาจะยอมรอจนกว่ามันจะตื่น
“ฟังดูเหมือนบาดเจ็บไม่เบาเลย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด”
“ถ้าแค่มองดูอยู่ห่างๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
หลี่ฉางหมิงและเจียงจืออวี๋ผลัดกันพูดดูเผินๆ เหมือนกังวลว่าความแข็งแกร่งของระดับราชาอสูรตัวนั้นจะเกินรับมือแต่ความคิดในใจของทั้งคู่เตลิดไปไกลแล้ว
ใครๆก็ฟังออกว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดสภาพของสัตว์อสูรระดับราชาอสูรตัวนั้นคงไม่สู้ดีนักหากฉวยโอกาสตักตวงผลประโยชน์ตอนชุลมุนละก็...
พอสิ้นเสียงนั้นจู่ๆ อาคารที่พวกเขาอยู่ก็สั่นสะเทือน
วินาทีต่อมาก็เห็นลิงยักษ์ตัวสูงกว่าสามสิบเมตรพุ่งผ่านข้างกายพวกเขาไปกรงเล็บมหึมาจิกผนังตึกแน่น กระโจนเพียงครั้งเดียวก็ทิ้งห่างไปกว่าร้อยเมตรทิ้งไว้เพียงรอยเล็บขนาดใหญ่
ไป๋ฉางเซิงถึงกับสัมผัสได้ถึงกระแสลมกรรโชกยามที่มันพุ่งผ่าน
ยังดีที่อีกฝ่ายไม่ได้สังเกตเห็นพวกเขาหรือต่อให้เห็นก็คงไม่มีแก่ใจจะมาสนใจ
ไป๋ฉางเซิงมองตามร่างที่หายลับไปในดงตึกอย่างตกตะลึงก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก
“ตัวที่เพิ่งผ่านไปเมื่อกี้... คือสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรใช่ไหม?”
หลี่ฉางหมิงและเจียงจืออวี๋สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักแต่ก็พยักหน้ารับ
“จ้าวอสูรระดับสูง ค่าพลังเลือดอย่างน้อยก็แปดแสนขึ้นไป”
ค่าพลังเลือดแปดแสนกว่า...
ดวงตะวันลอยพ้นขอบฟ้ามอบแสงสีทองอร่ามชุดแรกให้แก่เมืองแห่งนี้พร้อมกับทำให้พวกไป๋ฉางเซิงมองเห็นสภาพการณ์ทั่วเมืองได้อย่างชัดเจน
เมืองที่เงียบสงบมาทั้งคืนราวกับถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงคำรามเมื่อครู่สัตว์อสูรนับไม่ถ้วนเริ่มหลั่งไหลไปตามทิศทางต้นเสียงทั้งบนถนนและยอดตึกล้วนเต็มไปด้วยเงาร่างของสัตว์อสูรซึ่งมีระดับจ้าวอสูรปะปนอยู่ไม่น้อย
ขนาดตัวของพวกมันเวลายืนตระหง่านแทบจะสูงกว่าตึกหกชั้นเป็นเรื่องยากที่จะมองข้าม
ที่น่าแปลกคือสัตว์อสูรจำนวนมากรวมตัวกัน กลับไม่มีการปะทะหรือสู้รบกันเลยแม้แต่น้อยราวกับทุกตัวมีเป้าหมายเดียวกัน
“สรุปว่า... จะยังไปอยู่ไหม?”
ไป๋ฉางเซิงหันไปมองเจียงจืออวี๋เห็นเพียงเธอเม้มปากแน่นและไม่พูดอะไร
หลี่ฉางหมิงตกอยู่ในความเงียบไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ถ้าพวกมันไม่แห่กันมาแบบนี้พวกเขาย่อมแอบเข้าไปดูได้แต่ตอนนี้เสียงคำรามเดียวกลับเรียกสัตว์อสูรทั้งเมืองไปรวมกันหากมีความเคลื่อนไหวผิดปกติแม้แต่นิดเดียวเกรงว่าสิ่งที่รออยู่คงเป็นคลื่นสัตว์อสูรที่จะถาโถมเข้าใส่จนจมมิด
ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่เจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงที่มีพลังเลือดแค่ระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นเลยต่อให้เป็นโหวแห่งยุทธ์อย่างหลี่ฉางหมิง ก็คงไม่รอด
คำว่า'เสี่ยงดวงหาโชค' กับ 'รนหาที่ตาย'มันต่างกันอยู่พอสมควร
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เกินกว่าที่เราจะสอดมือเข้าไปยุ่งได้”
“ทางออกตอนนี้ มีแค่ต้องรอให้ผู้อาวุโสซวนหนีหยกทมิฬตื่นขึ้นมาเท่านั้นถึงตอนนั้นไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ก็ย่อมมีบทสรุป”
หลี่ฉางหมิงเอ่ยขึ้นบนใบหน้าฉายแววท้อแท้เล็กน้อย
แม้คณบดีทั้งสามจะไม่พูดตรงๆแต่เขารู้ดี ที่มอบหมายเรื่องนี้ให้เขา ก็เพื่อฝึกฝนและทดสอบการให้ซวนหนีหยกทมิฬตามมาด้วย ก็แค่เป็นหลักประกันเผื่อเหลือเผื่อขาดเท่านั้น
ทว่าดูจากตอนนี้พลังของเขายังห่างไกลนัก
เจียงจืออวี๋พยักหน้ารับบางเรื่องโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับราชาอสูร ไม่ใช่สิ่งที่เธอในตอนนี้จะรับมือไหวการรอให้ซวนหนีหยกทมิฬตื่นจึงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด
แต่ขณะที่ทั้งสองตัดสินใจจะรอไป๋ฉางเซิงกลับเอ่ยปากขึ้น
“ฉันสัมผัสได้ว่าในเสียงคำรามนั้น แฝงความตื่นตระหนกอยู่ด้วย”
“ถ้าพวกเธอไม่ไป... ฉันอยากจะลองไปดูเอง”