กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินมองไป๋ชิงอวิ๋นที่กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาสามคนหันมองหน้ากัน สีหน้าของพวกเขามีทั้งความตื่นเต้นและความโกรธแค้น
"แล้วเรื่องที่เจ้าเล่ามา เยว่เซี่ยวฟานคือคนที่ลงมือสังหารเจ้าอย่างนั้นเหรอ?" กู่หวงเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"ใช่เขาคือคนที่สังหารข้า ความรู้สึกที่กระบี่ทะลวงตัดขั้วหัวใจของข้า แม้แต่ตอนนี้มันก็ยังชัดเจนอยู่" ไป๋ชิงอวิ๋นสีหน้าเคร่งขรึม ภาพในอดีตก่อนที่จะร่วงหล่นลงไปยังด้านล่างผาเทียมเมฆค่อยๆผุดขึ้นมา สำหรับไป๋ชิงอวิ๋นถึงแม้มันจะผ่านไปแล้วนับพันปี แต่ความทรงจำเหล่านี้สำหรับเขามันยังคงเด่นชัด
มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินแววตาเต็มไปด้วยความเยือกเย็น ทั้งสองกำหมัดแน่นเข้าหากัน ความโกรธแค้นฉายออกมาอย่างเด่นชัดทางร่างกาย ตอนนี้พวกเขาโกรธจนตัวสั่นไปหมด
"เยว่เซี่ยวฟาน ตระกูลเยว่ นี่พวกเขาไม่เห็นใครอยู่ในสายตาจริงๆรึ พวกเขาคิดว่าตระกูลเยว่เป็นผู้นำใหญ่ของห้าตระกูลหรืออย่างไร" มู่ปิงเฟิงกล่าวด้วยความโกรธแค้น
"หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูตระกูลไป๋ พวกเขาคิดจะหลบเลี่ยงจากสงครามได้อย่างไร" หยางเฉินรู้สึกไม่สบอารมณ์กับการกระทำของเยว่เซี่ยวฟาน ตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมาตระกูลเยว่ถือว่ามีพลังอำนาจมากที่สุดในห้าตระกูล
แต่ถ้าหากอีกสี่ตระกูลที่เหลือร่วมมือกัน เช่นนั้นตระกูลเยว่ก็คงต้องพินาศย่อยยับ เพียงแต่ความสัมพันธ์ของห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองจินหยางคือการพึ่งพาอาศัยกัน จึงอยู่รอดมาได้จนถึงยุคปัจจุบันนี้ หากในยุคนี้เกิดความขัดแย้ง เช่นนั้นในอนาคตก็ไม่แน่ว่าทิศทางของห้าตระกูลใหญ่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปก็ได้
"ต่อให้ตระกูลไป๋รู้เรื่องนี้ พวกเขาก็ไม่มีทางเปิดสงครามกับตระกูลเยว่เพื่อข้าหรอก พวกเจ้าอย่าลืมสิ ข้าน่ะถูกขับไล่ออกมาจากตระกูลไป๋แล้วนะ ความเป็นความตายของข้าพวกเขาไม่สนใจหรอก" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม เขาไม่ได้รู้สึกเศร้าหรือรู้สึกท้อแท้เลย เรื่องถูกขับไล่ออกจากตระกูลไป๋สำหรับเขาแล้วมันคืออดีตที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
เรื่องสำคัญมากที่สุดในตอนนี้คือ เขามีสหายที่คอยเป็นห่วงเป็นใย และสหายเหล่านี้ยังโกรธแค้นแทนแทนเขาอีกด้วย เชื่อว่าหากพวกเขามีพลังมากพอป่านนี้คงจะไม่รอช้า พวกเขาคงตรงดิ่งไปที่ตระกูลเยว่เพื่อสังหารเยว่เซี่ยวฟานแล้วเป็นแน่
"เอาล่ะ ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องพวกนี้แล้ว อีกสามเดือนจะถึงงานประลองของห้าตระกูลใหญ่ พอถึงตอนนั้นข้าค่อยท้าสู้กับเยว่เซี่ยวฟานก็ยังไม่สาย อีกทั้งนี่ยังเป็นการประลองต่อหน้าคนหมู่มาก การเหยียบเขาไว้ใต้ฝ่าเท้าต่อหน้าฝูงชน เช่นนี้ถึงจะเรียกศักดิ์ศรีข้ากลับมาได้" ไป๋ชิงอวิ๋นแววตาคมกริบเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต "การทำให้เขาอับอายดียิ่งกว่าฆ่าเขาเสียอีก ว่าไปแล้วการได้เหยียบย่ำอัจฉริยะของตระกูลเยว่ไว้ใต้ฝ่าเท้ามันจะมีความรู้สึกแบบไหนกันแน่นะ"
กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินอารมณ์เริ่มกลับมาสงบนิ่ง สำหรับพวกเขาเมื่อได้เห็นท่าทางและได้ฟังคำพูดของไป๋ชิงอวิ๋น จู่ๆพวกเขาก็รู้สึกว่าคำพูดของไป๋ชิงอวิ๋นมันน่าเชื่อถือขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
"ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็อยากเห็นสีหน้าของเยว่เซี่ยวฟานเหมือนกันว่าเขาจะทำหน้าอย่างไร ข้าว่าเขาต้องทำสีหน้าน่าเกลียดมากแน่ๆ" กู่หวงกล่าวขึ้นพร้อมกับยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
"นั่นสิ อยากให้เวลานั้นมาถึงเร็วๆจัง" มู่ปิงเฟิงมีแววตาเฝ้ารอคอย ในสมองของเขาวาดฝันภาพที่เยว่เซี่ยวฟานถูกเหยียบย่ำและถูกขยี้กดไว้ที่พื้น ให้ตายเถอะภาพนี้ดูตลกและน่าสะใจมากจริงๆ
"ว่าแต่ชิงอวิ๋น เจ้าบอกว่าพวกข้ามีร่างกายพิเศษ เรื่องนี้เจ้าพูดจริงหรือไม่" หยางเฉินมีสีหน้ารอคอย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง หากว่าร่างกายของเขาเป็นร่างพิเศษจริงๆ เช่นนั้นก็อาจจะอธิบายได้ว่าการที่เขาเกิดในตระกูลผู้ฝึกยุทธ์แต่กลับฝึกยุทธ์ไม่ได้ เป็นเพราะมีร่างกายที่ยอดเยี่ยมมากเกินไปจึงทำให้ไม่สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ปกติธรรมดาได้
กู่หวงและมู่ปิงเฟิงก็จ้องมองไป๋ชิงอวิ๋นด้วยแววตาเฝ้ารอคอย ถ้าหากเรื่องที่ไป๋ชิงอวิ๋นพูดก่อนหน้านี้เป็นความจริง เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกเขาไม่ได้เป็นคนไร้ประโยชน์ แท้ที่จริงแล้วพวกเขาก็มีโอกาสที่จะฝึกฝนพลังยุทธ์ได้เช่นเดียวกัน
ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองไปยังใบหน้าและดวงตาของสหายของเขาทีละคน จากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มที่อบอุ่นและอ่อนโยน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเป็นมิตร และกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยินดีขึ้นมาว่า
"ข้าไม่มีเหตุผลต้องโกหกพวกเจ้า ทุกคำที่ข้าพูดล้วนแล้วแต่เป็นความจริง"
ป้าบ!
ไป๋ชิงอวิ๋นยื่นมือขวาออกไปตบไหล่ซ้ายของกู่หวงอย่างหนักหน่วง จากนั้นดวงตาด้านซ้ายของเขาก็มีแสงสีทองเปล่งประกายออกมา พร้อมด้วยรูปธรรมของจักรวาลที่โคจรหมุนรอบร่างกาย ไป๋ชิงอวิ๋นแผ่พลังของเคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหลเข้าไปในร่างของกู่หวง เพื่อสำรวจดูว่าแท้ที่จริงแล้วกู่หวงมีร่างกายที่พิเศษแบบไหนกันแน่
เมื่อตรวจสอบร่างกายของกู่หวง ดวงตาของไป๋ชิงอวิ๋นก็เปล่งแสงประกายออกมาอย่างเจิดจ้า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความยินดีปากของเขายิ้มแทบจะฉีกถึงรูหู เขาตื่นเต้นจนไม่สามารถเก็บสีหน้ายินดีเอาไว้ได้
"ฮ่าฮ่าฮ่ากู่หวง เจ้านี่สุดยอดไปเลย เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าครอบครองร่างกายที่ทรงพลังมากขนาดไหน" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น สีหน้าและท่าทางของเขาทั้งดีใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้นออกมาอยู่แล้ว
กู่หวงรับฟังยังอึ้งๆ สังเกตดูจากท่าทางของสหายแท้ที่จริงแล้วเขามีร่างกายที่พิเศษแบบไหนกันแน่ ไม่ใช่ว่ามันอ่อนแอจนน่าตลกหรอกนะ ในเรื่องนี้ก็มีความเป็นไปได้อยู่ ไม่อย่างนั้นไป๋ชิงอวิ๋นจะมีท่าทางเช่นนี้ได้อย่างไร กู่หวงยกมือขึ้นเกาหลังศีรษะ จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงครึ่งขลาดครึ่งกลัวว่า
"คงไม่ใช่ว่ามันอ่อนแอจนน่าตลกหรอกนะ"
"จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงล่ะ ร่างกายพิเศษที่เจ้าถือครองอยู่มีชื่อว่าร่างกระดูกพิสดาร ข้าเคยอ่านเจอในบันทึกเล่มหนึ่งซึ่งได้รับสืบทอดมาพร้อมกับกับพลังที่ข้าถือครอง ในบันทึกเล่มนั้นบอกไว้ว่า มนุษย์ที่เกิดมาพร้อมกับร่างกระดูกพิสดาร โครงสร้างร่างกายของเขาจะไม่เหมือนกับมนุษย์ผู้อื่น และวิธีฝึกฝนก็ไม่เหมือนกับผู้อื่นเช่นเดียวกัน ร่างกระดูกพิสดารคือร่างมนุษย์ที่มีกระดูกมากกว่าหนึ่งพันชิ้นในร่างกาย และถ้าหากคนผู้นั้นได้ฝึกฝนคู่กับเคล็ดวิชาร่างกระดูกอมตะ เขาจะกลายเป็นมนุษย์ที่มีพลังร่างกายแข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล"
กู่หวงในช่วงแรกดวงตาของเขายังคงเปล่งประกาย แต่พอได้ยินประโยคหลังสีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสลด เคล็ดวิชาร่างกระดูกอมตะ ชื่อนี้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย แล้วจะไปหามันมาจากที่ไหน ดูเหมือนว่าต่อให้ครอบครองร่างกายพิเศษ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี กู่หวงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าใจ
"ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจมาก แต่น่าเสียดายข้าคงไม่มีวาสนาได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาร่างกระดูกอมตะหรอก ตั้งแต่เกิดมาข้ายังไม่เคยได้ยินชื่อของเคล็ดวิชานี้เลย"
ป้าบ!
ไป๋ชิงอวิ๋นตบหัวไหล่สหายด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า "ในเมื่อข้ารู้จักร่างกระดูกพิสดาร เช่นนั้นข้าก็ย่อมรู้จักเคล็ดวิชาร่างกระดูกอมตะอย่างแน่นอน เจ้าสบายใจเถอะข้ามีเคล็ดวิชานี้อยู่ในมืออย่างครบถ้วนทุกตัวอักษร"
กู่หวงตกตะลึงนิ่งตัวชาไปทั้งตัว สีหน้าของเข้าแข็งทื่อ ดูเหมือนว่าโชคชะตาของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ ที่ผ่านมาเขาไม่กล้าเพ้อฝันมากเกินไปเพราะฉะนั้นจึงมีความคิดในแง่ลบ และตอนนี้ในหัวของเขาก็ขาวโพลนไปหมด ความรู้สึกตื่นเต้น ความรู้สึกยินดี ความรู้สึกที่ได้รับความอัปยศ ความรู้สึกทั้งหมดแทบจะปะทุออกมาในเวลาเดียวกัน จู่ๆน้ำตาของเขาก็ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างอย่างห้ามไม่ได้
เขาจ้องมองไป๋ชิงอวิ๋นด้วยดวงตาพร่ามัว เขาไม่ได้อยากจะร้องไห้เลย แต่จู่ๆน้ำตาของเขามันก็ไหลออกมาเอง ให้ตายเถอะเหตุใดเขาถึงห้ามตัวเองไม่ได้กันนะ กู่หวงใช้แขนเสื้อปาดน้ำตา จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า
"ขอบคุณ...."
เขากล่าวได้เพียงเท่านี้ความรู้สึกทุกอย่างมันตื้นตันอยู่ในอก เขาไม่รู้จะต้องพูดขอบคุณอย่างไร เพราะความรู้สึกของเขาในตอนนี้ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ และนี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปเลยทั้งชีวิต ที่แท้สวรรค์ก็ยังไม่ได้ทอดทิ้งเขา เขารู้สึกโชคดีจริงๆที่มีสหายอย่างไป๋ชิงอวิ๋น ตอนนี้เขาไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว กู่หวงสะอึกสะอื้นร้องไห้เหมือนลูกหมาหน้าหนาว
การร้องไห้ครั้งนี้ไม่ใช่ความเสียใจแต่เป็นการปลดปล่อยภาระที่หนักอึ้งในหัวใจ ในที่สุดวันที่เขาจะได้ก้าวเข้าสู่วิถีผู้ฝึกยุทธ์ก็มาถึง เสียดายก็แต่เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็เท่านั้น
"ขอบคงขอบคุณอะไรกัน ที่ผ่านมาพวกเราร่วมเป็นร่วมตายกันมามากขนาดไหน ข้าเห็นเจ้า ปิงเฟิง และหยางเฉิน เป็นดั่งพี่น้องร่วมสายโลหิต ที่ผ่านมาพวกเราลำบากด้วยกันมามากขนาดไหน ทุกความทุกข์ยากที่พวกเราผ่านพ้นมาด้วยกันข้าล้วนแต่จดจำไว้ในใจ เสียดายก็แต่ข้าไร้กำลังจึงไม่สามารถช่วยอะไรพวกเจ้าได้เลย"
"แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ข้ามีพลังแล้ว อีกทั้งยังมีความรู้อีกมหาศาลที่ได้ศึกษาและเรียนรู้มา ข้าจะใช้พลังและความรู้ที่ข้ามีมาช่วยสนับสนุนพวกเจ้าเอง ต่อไปเบื้องหน้าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง พวกเราก็สามารถร่วมเป็นร่วมตายกันได้"
"อืม..."
กู่หวงตอบรับสั้นๆ เขาไม่สามารถพูดอะไรได้เพราะตอนนี้เขายังคงสะอึกสะอื้นอยู่ กู่หวงใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้า เขาแอบสาบานกับตัวเองในใจ ในอนาคตเบื้องหน้าหากไป๋ชิงอวิ๋นสั่งให้เขาไปตาย เช่นนั้นเขาก็จะไปอย่างไม่ลังเล