ฝืนลิขิตฟ้า ยอดชายาอัจฉริยะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 47 เปลี่ยนแปลง

            ฮวาชีเยว่รู้ว่าอี๋เหนียงสองกำลังคิดอะไรคนกำลังคิดว่าฮวาชีเยว่พยายามหาคู่ครองเพื่อกอบกู้ชื่อเสียอันฉาวโฉ่เพราะตอนนี้นางอยู่กับจี้เฟิง และจากสายตาของคนภายนอกแล้ว จี้จิงเองก็ชอบนาง

            “อี๋เหนียงสอง ท่านคงล้อเล่นแล้วข้าเป็นเพียงบุตรภรรยาเอกชื่อเสียงไม่ดีคนหนึ่ง เช่นนั้นจะไปเทียบเคียงหลานของท่านผู้มีชื่อเสียงดีเยี่ยมได้อย่างไร? ท่านย่า นี่เป็นการแต่งงานของหลานเช่นนั้นแล้วโปรดให้หลานได้ตัดสินใจเถอะเจ้าค่ะ!”

            ฮวาชีเยว่ยิ้มบาง แม้จะกล่าวอย่างไว้ตัวแต่รอยยิ้มนั้นเปี่ยมด้วยความมั่นใจ

            ฮูหยินผู้เฒ่ามิใช่คนโง่ เมื่อได้เห็นรอยยิ้มอันเปี่ยมด้วยความมั่นใจนั้นแล้วนางจึงรู้ได้ทันทีว่าหลานผู้นี้มีแผนการของตนอยู่ อีกทั้งพักพลังนี้ จู่ๆหลานของนางก็กลับกลายเป็นชาญฉลาดจนกลายเป็นจุดสนใจของทั้งจวนได้

            คนย่อมต้องมียอดฝีมือคอยสนับสนุนอยู่เป็นแน่...ดังนั้นจะทำให้การสมรสครั้งนี้เป็นไปอย่างขอไปทีได้อย่างไร? ทั้งที่หลานสาวคนนี้อาจมีวิธีที่ดีกว่าอยู่ก็เป็นได้เช่นนี้? นางกังวลเป็นกังวลว่าฮวาชีเยว่อาจแพ้ในการแข่งขันแต่คนกลับมิได้แพ้พ่ายทั้งยังได้เงินคืนมาอีกกว่าสองหมื่นตำลึงเงิน

            สำหรับคนทั่วไปแล้ว สองหมื่นตำลึงเงินนี้เป็นจำนวนเงินที่สามารถใช้ไปได้ชั่วชีวิต

            “ขึ้นอยู่กับแผนของชีเยว่แล้ว หากเจ้ามีความคิดดีๆ ก็บอกข้ามา”ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างพอใจ ฮวาชีเยว่สร้างความตกใจให้นางไว้มากมายนัก

            หากฮวาชีเยว่ยังสร้างความตกใจให้นางได้มากกว่านี้นางย่อมรับไว้อย่างยินดี

            เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าออกจากเรือนไปแล้วฮวาชีเยว่ก็อยู่เล่นกับเทียนซีต่อพักหนึ่งสายตาอันกระจ่างของเทียนซีนั้นเปี่ยมไปด้วยความสุขอันไร้ขีดจำกัด ใบหน้าเป็นสีชมพูฮวาชีเยว่พอใจนัก นางขอสัญญาว่านางจะเป็นมารดาผู้สมบูรณ์แบบให้กับเขา

            ในคืนเดียวกันนี้

            ณ เรือนกุ้ยฮวาฮวาชีเยว่และเทียนซีกำลังทานอาหารเย็นกันอยู่โดยมีลู่ซินโหย่วชุ่ยและชิวอวิ๋นคอยรับใช้

            ชิวอวิ๋นได้หยุดพักไปแล้วหนึ่งวัน ตอนนี้นางจึงดูปลอดโปร่งนางลดสายตาต่ำ แลดูว่าง่ายและสุภาพ

            ในระหว่างที่เทียนซีกำลังจิบน้ำแกงหลงแดงอยู่ดวงตากลมโตของเขาก็เบิกขึ้นด้วยความสุข เขายื่นถ้วยน้ำแกงให้ฮวาชีเยว่ริมฝีปากและสายตาโค้งขึ้นราวจันทร์เสี้ยว

            ฮวาชีเยว่นิ่งไป เทียนซีสนิทสนมกับนางมากขึ้นทุกวันในขณะที่ไฟแค้นในใจของนางเองก็โหมแรงขึ้นทุกวันเช่นกัน

            ฮวาชีเยว่เผยอริมฝีปากดุจผลอิงเถาขึ้นจิบน้ำแกงแล้วลูบหัวเทียนซีอย่างแผ่วเบา“เทียนซี เจ้าช่างน่ารักยิ่งนัก ข้าถูกใจน้ำแกงนี่มาก แต่เจ้าเองก็ต้องดื่มให้มากแล้วจงแข็งแกร่งขึ้นเสียเพื่อที่สักวันเจ้าจะปกป้องมารดาได้!”

            เทียนซีเผยรอยยิ้ม แล้วจึงก้มหน้าลงทานน้ำแกงจนเสร็จทันที

            ฮวาชีเยว่ทานอาหารจนเสร็จนางรู้สึกเติมเต็มอยู่ทุกวันหลังกลับมาเกิดใหม่ ทั้งการฝึกฝนหรือการอยู่กับเทียนซีเมื่อเทียบกับชาติก่อนที่นางถูกสามีหมางเมินและถูกทรมานจนตายแล้วนางยังรู้สึกว่าชาตินี้นางมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมมากนัก แม้จะต้องเสียอะไรไปมากก็ตาม

            เหล่าสาวใช้เก็บกวาดอาหารที่เหลือฮวาชีเยว่จึงพาเทียนซีออกไปจากโถง ชิวอวิ๋นตามพวกนางไปด้วยเพราะมีเรื่องอยากรายงานแต่สุดท้ายแล้วกลับมิได้เอ่ยปากออกมา

            “โหย่วชุ่ยกับลู่ซิน เจ้าทั้งสองไปเคลื่อนภาพแปดอาชาเข้าไปยังโถงเสีย”

            ฮวาชีเยว่สั่งการเสียงแผ่ว สาวใช้ทั้งสองจึงถอยไป เมื่อเสียงฝีเท้าของพวกนางหายไปแล้วชิวอวิ๋นจึงคุกเข่าลงเบื้องหน้าฮวาชีเยว่

            “คุณหนูใหญ่...บ่าว...มีเรื่องจะรายงานเจ้าค่ะ!”

            สีหน้าชิวอวิ๋นดูมีความอับอายแฝงอยู่ นางมิกล้าสบตาฮวาชีเยว่

            “ว่ามา”

            ชิวอวิ๋นกล่าวว่านางวางยาในน้ำแกง เมื่อเทียนซีได้ยินเช่นนี้แล้วเขาจึงมองนางอย่างเย็นชาท่านแม่ของเขาเป็นคนดีนักเขาจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้อื่นจึงพยายามวางยานางอยู่เสมอ

            “คุณหนูใหญ่...ตัวบ่าวในตอนนั้นเพียงหลงไปตามคำล่อลวงของคุณหนูรองเท่านั้น!บ่าวเป็นเด็กกำพร้า บ่าวย่อมไม่มีวันถูกท่านผู้นั้นข่มขู่หรือหลอกใช้...บ่าวเพียงหวังรับใช้ท่านเท่านั้นเจ้าค่ะคุณหนูโปรดให้อภัยการตัดสินใจอันโง่เขลาของบ่าวด้วย!”

            ดวงตาของชิวอวิ๋นแดงขึ้นและเปี่ยมด้วยน้ำตากระแทกศีรษะใส่พื้นรุนแรง

            ฮวาชีเยว่ยกถ้วยชาใกล้มือขึ้นมาแล้วมองดอกท้อที่อยู่ภายในด้วยสายตาดูสงบนิ่ง“ชิวอวิ๋น เจ้าตัดสินใจจะติดตามข้าแล้วหรือ? ถ้าเจ้าตัดสินใจไปเช่นนั้นแล้วข้าจะไปไม่ยอมให้เจ้าทรยศข้าอีก...มิเช่นนั้น...”

            ฮวาชีเยว่หรี่ตาที่ดูราวจันทร์เสี้ยวบนผืนน้ำของนางลงพลางมองชิวอวิ๋นผู้คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า

            “คุณหนูใหญ่ บ่าวตัดสินใจแล้วเจ้าค่ะบ่าวจะไม่ทรยศท่านอีกจนชีวิตนี้ด่าวดิ้นเจ้าค่ะ!”

            เมื่อเห็นความตั้งมั่นของชิวอวิ๋นแล้วฮวาชีเยว่จึงบอกให้นางลุกขึ้น “หากคุณหนูรองมีท่าทีแปลกๆหรือสั่งให้เจ้าทำอะไรแล้ว จงมารายงานข้าเสีย”

            ชิวอวิ๋นตอบรับด้วยท่าทีปลื้มปีติอย่างรวดเร็วคำพูดของฮวาชีเยว่สื่อให้เห็นว่านางได้รับการยกโทษแล้ว

            เป็นตอนนี้เองที่ลู่ซินกับโหย่วชุ่ยนำกล่องแดงและภาพแปดอาชาเข้ามากล่องนี้ไม่หนักมากแต่ดูหรูหราทรงคุณค่า

            ฮวาชีเยว่สั่งให้ลู่ซินเปิดกล่องดูภายใน เมื่อได้เห็นแล้วว่าไม่มีอะไรแปลกไปจากเดิมนางจึงสั่งให้ทั้งสองนำทั้งสองสิ่งเข้าไปในห้อง

            “คุณหนู เหตุใดจึงสั่งให้ทั้งสองนำสิ่งเหล่านี้เข้าไปในห้องหรือเจ้าคะ”

            ลู่ซินและโหย่วชุ่ยเองก็ไม่รู้ถึงเรื่องนั้น

            ฮวาชีเยว่มีสีหน้าสบายๆ “มันเป็นสมบัติล้ำค่า ข้าจะทิ้งมันไว้ในห้องสมุดได้อย่างไร? ”

            สิ่งนี้อาจกลายเป็นศรที่อี๋เหนียงสองใช้ต่อต้านนางได้นางจึงต้องเตรียมการให้พร้อมสำหรับทุกสิ่งอีกทั้งนางเองก็ได้ไปถึงจุดสูงสุดของระดับเมฆาทะยานแล้วเป็นผลให้นางสามารถจับสัมผัสมือของสังหารแม้ในยามหลับ

            ดังนั้นนางจึงต้องพยายามรักษาภาพเขียนที่ฮ่องเต้พระราชทานให้นี้เอาไว้คิดถึงความรักที่ฮ่องเต้มีให้ภาพเขียนแล้วหากมีอะไรเกิดขึ้นกับภาพนี้หัวนางคงได้หลุดจากบ่าเป็นแน่

            ฮวาชีเยว่รู้ดีว่ายังมีผู้มีวรยุทธ์เพียงไม่กี่คนที่เหนือกว่านางนางคิดว่าฮ่องเต้เองคงมิได้สนใจจะเอาชีวิตนางมากนัก แต่ก็ไม่คิดเสี่ยงเช่นกัน

            ในขณะเดียวกัน ก็มีการเลี้ยงภายในเล็กๆ ที่ตำหนักชิ่งชุนในวังหลวง

            ฮองเฮานั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวหรูหรารายล้อมด้วยองค์หญิงแสนรักทั้งสอง องค์หญิงฮุ่ยหลิงและองค์หญิงฮุ่ยเจินองค์ชายมิได้ถูกเชิญ แต่นั่นเป็นประสงค์ของฮองเฮาซึ่งองค์หญิงทั้งสองก็ทราบดี

            ในโถงหลักของตำหนัก มีวงดนตรีกำลังเล่นเพลงเบาๆและอบอุ่นที่เรียกว่าหยางชุนแห่งเดือนสามบรรเลงด้วยกู่เจิ้งและเสริมด้วยเสียงเครื่องเป่าเริงร่าทำให้บรรยากาศผ่อนคลายดีนัก

            ฮองเฮาและองค์หญิงทั้งสองสนทนากันด้วยเสียงหัวเราะองค์หญิงฮุ่ยหลิงกะพริบตา มองซุ่ยเหลียนข้างกายองค์หญิงฮุ่ยเจิน

            ซุ่ยเหลียนเข้าวังมาตั้งแต่อายุสิบเอ็ด ตอนนี้นางย่างเข้าวัยสิบห้ากลายเป็นผู้ดูน่าทะนุถนอม

            แต่นางกำนัลในวังหลวงอย่างมากก็เป็นได้เพียงอนุภรรยาเท่านั้นไม่มีวันเป็นภรรยาเอกได้ หนึ่งในเหตุผลนั้นก็คือเพราะนางเป็นนางกำนัลและอีกหนึ่งคือเพราะนางชราแล้ว

            แน่นอนว่านางกำนัลทั่วไปนั้นมิอาจมีความสุขในครอบครัวปกติได้

            “ซุ่ยเหลียน ปิ่นดอกท้อของเจ้าช่างงามนัก ช่วยขับดันความงดงามของเจ้าให้โดดเด่นได้ดียิ่ง”องค์หญิงฮุ่ยหลิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นซุ่ยเหลียนจึงทำตัวไม่ถูกกับคำชมที่คาดไม่ถึงนี้ นางลดคิ้วต่ำพลางโค้งคำนับ“ขอบพระคุณสำหรับคำชมเจ้าค่ะ องค์หญิง” ใบหน้านางกลายเป็นสีชมพู องค์หญิงฮุ่ยเจินลอบมององค์หญิงฮุ่ยหลิงแต่องค์หญิงฮุ่ยหลิงไม่ได้ตอบสนองอะไรกลับไป

            สีหน้าของฮองเฮาพลันเย็นเยียบลงนางมององค์หญิงฮุ่ยหลิงด้วยสายตาเย็นชาพร้อมดุนางอย่างจริงจัง “หลิงเอ๋อร์ทั้งเจ้าและพี่ของเจ้าต่างก็เป็นบุตรีของข้า ข้าไม่อยากเห็นพวกเจ้าบาดหมางกันเอง”

            องค์หญิงฮุ่ยหลิงสวมรอยยิ้มอ่อนหวานอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อเทียบกับองค์หญิงฮุ่ยเจินแล้วนางมีความสามารถในการเอาใจผู้คนและการโปรยคำหวานมากกว่า

            ส่วนองค์หญิงฮุ่ยเจินนั้นเปรียบได้กับราชินีเจ้าอารมณ์นางไม่รู้จักวิธีโปรยคำหวาน พูดจาด้วยท่าทีถือดีอยู่เสมอและไม่เคยแสดงเสน่หาให้ใคร

            “เพคะ เสด็จแม่ หม่อมฉันจะพยายามสนิทกับท่านพี่เพคะ”

            เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของฮองเฮาฮุ่ยเจินจึงยิ้มแล้วมองฮองเฮาอย่างอ่อนโยน “เสด็จแม่เมื่อคราก่อนพวกเราเพียงใจร้อนกันเกินไป! อย่างไรเสียพวกเราก็อยู่ในวังกันมาหลายปีแล้วทั้งพวกเรายังศึกษาปรัชญาขงจื๊อและกฎสตรีจนช่ำชองการศึกษาของพวกเราเหนือล้ำกว่าคนทั่วไปมากมายนักดังนั้นแล้วเราจะไม่ปล่อยให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นอีกเพคะ”

            ได้ยินเช่นนั้น ฮองเฮาจึงตะโกนด้วยเสียงต่ำ “เหนือกว่าหลายเท่าหรือ? หากการศึกษาของพวกเจ้าเหนือกว่าคนทั่วไปหลายเท่าเหตุใดเจ้าจึงกล้ามีปากเสียงกันต่อหน้าฝูงชนมากมายเช่นนั้นได้? ข้าไม่เห็นผลของความเหนือกว่าคนทั่วไปในด้านการศึกษาของพวกเจ้าเลยแม้แต่น้อย!รู้หรือยังว่าเรื่องของพวกเจ้าโจษจันไปทั่วเมืองหลวงแล้ว? หากมันยังเป็นเช่นนี้ต่อไป แล้วพวกเจ้าจะยังมีอะไรเหลือในโลกใบนี้อีกหรือ?”

            ฮุ่ยหลิงและฮุ่ยเจินตกใจนิ่งไปพวกนางคิดว่าการออกไปเล่นงิ้วในระหว่างที่บาดเจ็บอยู่จะช่วยดึงความเชื่อใจคืนมาจากเหล่าไพร่ฟ้าและช่วยรักษาชื่อเสียงของพวกนางได้ พวกนางคิดว่านั่นคงช่วยให้ฮองเฮาทรงสงบใจลงบ้างมิคาดฮองเฮาจะไม่เย็นใจลงเลยแม้แต่น้อยทั้งยังใช้งานเลี้ยงนี้สั่งสอนพวกนางซ้ำอีกต่างหาก

            ทั้งสองคุกเข่าอย่างรวดเร็ว “เสด็จแม่ พวกลูกผิดไปแล้วโปรดสงบใจเถอะเพคะ หาไม่จะกระทบร่างกายของท่านเอาได้!”

            เมื่อได้เห็นท่าทีตกใจของทั้งสองแล้ว ฮองเฮาจึงคลายความโกรธลงคนทั่วเมืองหลวงต่างก็รู้เรื่องนี้กันหมดแล้วเป็นผลให้ชื่อเสียงของพวกนางถึงคราวย่อยยับไม่ว่าพวกนางจะพยายามทำดีเพื่อสร้างชื่อเสียงดีๆ ขึ้นมาใหม่มากเพียงไหน ความจริงที่ว่าพวกนางเข่นฆ่ากันเองในภัตตาคารวั่งเยว่ก็จะไม่มีวันถูกลืม

            ฮองเฮาทรงเสียพระทัยนัก หากรู้ว่ามันจะเป็นเช่นนี้นางคงไม่ตามใจพวกนางมากนัก ปัญหานี้เกิดขึ้นมาจากอารมณ์อันรุนแรงของพวกนางเองอันเป็นเรื่องที่ฮองเฮาไม่อยากยอมรับนัก

            “ลุกขึ้น หากยังมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้งหน้าข้าจะลดขั้นพวกเจ้าให้กลายเป็นสามัญชนด้วยมือข้าเองเสีย”

            เสียงของฮองเฮานั้นเย็นชา สร้างความตกใจให้องค์หญิงทั้งสองมากนักพวกนางมิอาจทำตามใจชอบได้อีก จากมุมมองของพวกนางแล้วฮองเฮาไม่เคยโกรธมากขนาดนี้มาก่อน ไม่ว่าที่ผ่านมาพวกนางจะทำผิดพลาดมากเพียงใดฮองเฮาก็จะพยายามปกป้องพวกนางอย่างเต็มที่เสมอมา

            แต่ครั้งนี้ต่างออกไป อย่างไรเสียพวกนางก็เสียหน้าต่อสามัญชนมากมายเป็นตอนนั้นเองที่องค์หญิงฮุ่ยหลิงรู้สึกอธิบายไม่ถูกแม้นางจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีนักกับผู้เป็นพี่แต่เหตุใดเมื่อวานจึงเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นได้กันเล่า?

            นางไม่คิดปรารถนาทำร้ายผู้เป็นพี่ แต่ในชั่วขณะนั้น จู่ๆความชิงชังทั้งหลายก็ปะทุขึ้นในใจราวกับน้ำพุ นางควบคุมตัวเองไม่ได้คงเป็นโทสะนั้นเองที่ทำให้นางขาดสติไป

            องค์หญิงทั้งสองนั่งลงด้วยร่างสั่นระริกแล้วฮองเฮาจึงมององค์หญิงอย่างรักใคร่ บุตรีผู้นี้คล้ายคลึงกับนางอย่างที่สุดนางจึงภูมิใจในตัวนาง แต่นางต้องอยู่ใต้กฎของวัง

            “เจินเอ๋อร์ แผลของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

            “ขอบพระคุณในความห่วงใยเพคะ เสด็จแม่ หม่อมฉันสบายดี เหล่าสาวใช้เพียงตีโพยตีพายกับแผลของหม่อมฉันมากเกินไปเท่านั้น”องค์หญิงฮุ่ยเจินยิ้มบางมือทั้งสองของนางถูกผ้าพันไว้ทำให้ดูราวกับได้รับบาดเจ็บรุนแรง

            ดวงตาของฮองเฮาฉายแววเจ็บปวด แต่นางเพียงก้มหัวลงเล็กน้อย“ข้าพยายามมอบสิ่งที่ดีให้กับพวกเจ้า ในฐานะองค์หญิงแห่งแคว้น การวิวาทกันในที่สาธารณะนับเป็นเรื่องน่าอับอายนักครั้งนี้ข้าจะยกโทษให้พวกเจ้าทั้งสอง หากพวกเจ้ายังทำอีกพวกเจ้าจะได้ซาบซึ้งถึงกระดูกถึงผลลัพธ์ของการกระทำนั้นแน่”

            องค์หญิงฮุ่ยเจินและองค์หญิงฮุ่ยหลิงตอบรับอย่างระแวดระวังทั้งสองต่างก็ผ่อนลมหายใจแห่งความสบายใจเสียงดนตรียังคงติดอยู่ในหูพวกนางต่อไปอีกสักพักแล้วบรรยากาศจึงเริ่มสนุกสนานขึ้นมาอีกคราว

    คล้ายกับเรื่องฝืนลิขิตฟ้า ยอดชายาอัจฉริยะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663