The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๓๙ วัดระดับผู้เล่นใหม่ ๓

            สิ้นเสียงแจ้งเตือนของระบบผู้เล่นในปาร์ตี้เมี้ยวเมี้ยวก็ปรากฏตัวที่ฝั่งตรงข้ามลานประลอง

            ทั้งทีมของเกออนกระชับอาวุธในมือขึ้นยังไม่ทันไรก็ผ่อนมือลงอย่างสับสน

            เบื้องหน้าของพวกเขาคือชายหนุ่มร่างสมส่วนคนหนึ่งในชุดนักเวทสีน้ำเงินเข้มขลิบด้วยริมสีทองหม่นในมือถือไม้กายสิทธิ์ที่พวกเขาไม่รู้ว่าเป็นไอเทมเกรดไหนเพียงคนเดียว

            “เฮ้! นายกดสุ่มผิดหรือเปล่า” เพื่อนที่ยืนข้างๆ เขาตะโกนถามชายคนนั้นอย่างไม่แน่ใจ

            การประลองที่พวกเขาเลือกคือแบบทีมห้าคนพวกเขาน่ะ ไม่ได้กดเลือกระบบสุ่มผิดแน่ๆ จึงคิดว่าคงเป็นทางฝั่งนู้นมากกว่า เพราะตัวระบบเองไม่มีทางสุ่มผิดพลาดช่วงเลเวลที่เขาเลือกประลองด้วย ก็อยู่ในช่วงไม่เกิน 80 ขึ้นไปเท่านั้นไม่มีทางที่หมอนี่จะเป็นยอดคนเลเวลร้อยกว่าแล้วหลงมาในสนามประลองแน่นอน

            ความจริงแล้วการเลือกเข้าประลองแบบทีมด้วยตัวคนเดียวระบบก็ไม่ได้จำกัดเพียงแต่ว่าคงไม่มีคนสติดีคนไหนเอาตัวเองเข้ามาบวกเดี่ยวกับคนครึ่งปาร์ตี้แน่ๆทำให้พวกเขาแปลกใจมาก

            “เปล่าผมกดถูกแล้ว อย่าเสียเวลาเลย มาลุยกันดีกว่า” ชายตรงหน้าโบกไม้โบกมือว่าไม่ต้องสนใจ

            แม้ระบบจะเริ่มนับเวลาการประลองไปแล้วแต่ดูเหมือนไอ้หมอนั่นจะไม่ยี่หระอะไรนัก ยังยืนด้วยท่าที่สบายๆเหมือนรอให้พวกเขาบุกเข้าไป

            “ไอ้หมอนี่ท่าจะเปรี้ยวจัดเลยกล้าลุยมาคนเดียว งั้นพวกเราก็จัดให้มันหน่อยแล้วกัน” เกออนหันไปบอกเพื่อนข้างๆเรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่ ทัพทัณฑฆาตเป็นเสมือนบ่อจระเข้ใครไม่แข็งพอจะอยู่ในนั้นไม่ได้ พวกเขาจึงภูมิใจกับการแบกรับชื่อนี้เอาไว้ไม่น้อยไอ้หมอนี่เป็นใคร ถึงกล้าเมินเฉยต่อพวกเขาทั้งห้าได้?

            ชายคนนั้นเหมือนจะรู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกันแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ยืนรอให้พวกเขาเป็นฝ่ายโจมตีอยู่เหมือนเดิม

            “ฝ่ายนั้นอาจจะมีอะไรดีมั้งประมาณว่าได้ไอเทมเจ๋งๆ เลยเอามาลองที่นี่ ยังไงก็ระวังไว้หน่อย”คนที่รอบคอบที่สุดในกลุ่มอย่างนาครอสเอ่ยเตือน

            พวกเขาฟังแล้วก็เห็นด้วยเลยจัดขบวนให้เหมือนสู้กับศึกใหญ่ จึงมีความรัดกุม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

            “ลุย”

            นาครอสที่เล่นสายซัพพอร์ตด้านหลังร่ายเวทอาณาเขตเสริมพลังกางขึ้นโดยไม่ต้องบอกส่วนเพื่อนอีกคนก็เรียกเหยี่ยวราตรีออกมาตัวหนึ่งมันสยายปีกสีนิลออกแล้วบินขึ้นสูงเพื่อหาช่องจู่โจมทันที

            ส่วนคนอื่นๆก็เข้าโจมตีอย่างเป็นระบบ

            วิฬาร์มองภาพผู้เล่นทั้งห้าด้วยความสงบสายตาลำดับการโจมตีของศัตรูพร้อมแผนรับมือเป็นขั้นตอนในขณะที่พาตัวเองเข้าไปกลางวงราวกับเนื้อเตรียมเข้าปากเสือ

            เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าเนื้อก้อนนี้ดันเป็นเนื้อที่จะเคี้ยวเสือซะด้วย

            ทักษะเวทมนตร์ระดับล่างและกลางที่เขามีมีทั้งหมดแปดสาย เพราะนับรวมยุทธเวทซึ่งก็คือวิชาหอกสายคทานนที่เขากำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้ด้วยแต่เพราะวิฬาร์ไม่คิดจะเอาเปรียบเด็กๆจึงตัดสินใจว่าใช้เพียงแค่ธาตุเวทระดับล่างแค่สองสามธาตุก็น่าจะเอาอยู่ไม่อย่างนั้น ต่อให้เขาเปลือยชุดสู้ วิฬาร์ก็มั่นใจว่าคนสิบคนก็กดเขาไม่ลง

            ทั้งห้าคนที่เห็นเนื้อลอยเข้ามากก็ยิ้มกริ่มอาณาเขตเวทหนึ่ง สอง สาม ครอบลงมาอย่างสวยงาม หนึ่งเสริมพลัง หนึ่งลดค่าสถานะหนึ่งฟื้นฟู ครบถ้วนกระบวนความ

            แต่แทนที่ความเร็วของวิฬาร์จะลดลงเขากลับพุ่งตัวฝ่าผู้เล่นแนวหน้าทั้งสี่ออกไปราวกับว่าผู้ที่ถูกอาณาเขตดาราเวทเสริมพลังเป็นตัวเขาเอง

            ทั้งสี่สมกับเป็นทีมดาวเด่นดวงใหม่ของทัณฑฆาตแม้ตกใจ แต่ก็ไม่ถึงกับมือไม้ปั่นป่วนเกออนที่อยู่ใกล้ที่สุดเสกหอกเวทสายฟ้าแล้วยิงใส่วิฬาร์ทันทีส่วนคนอื่นก็รีบสั่งสัตว์อสูร และยิงเวทมนตร์ระยะไกลเท่าที่มีใส่ชายชุดน้ำเงิน

            เปิดหน้าบุกปั๊บก็พุ่งเข้าหาตัวซัพพอร์ตนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว

            วิฬาร์มุ่งหน้าด้วยความเร็วเต็มกำลังรอบตัวปรากฏหอกเวทอัคคีหกเล่มที่ประสานกับธาตุสายฟ้า เล็งตรงไปยังผู้เล่นสายซัพพอร์ตที่ถอยหนีอยู่ด้านหน้าจากหอกเวททั้งหกก็พุ่งแหวกอากาศออกไปทันที

            ส่วนด้านหลังไม่ต้องใช้จักษุสัมผัส เขาก็รับรู้ผ่านละอองเวทมนตร์ว่ามีการโจมตีห่าใหญ่เล็งมาที่ตัวของเขาจึงร่ายผ้าคลุมเวทดินขึ้นกั้นเพื่อป้องกันการโจมตี

            แต่ผ้าคลุมเวทบางเบามีหรือจะป้องกันหอกเวทธาตุสายฟ้าจากผู้เล่นเลเวลหกสิบได้ ทันทีที่มันตกกระทบแรงระเบิดก็พาตัววิฬาร์กระเด็นหวือไปอีกเจ็ดแปดเมตร

            ทว่าสี่คนด้านหลังกลับอ้าปากค้างเพราะไอ้การโจมตีที่เหลือของพวกเขาพลันวืดไปหมดเพราะแรงระเบิดอันนั้นถีบตัววิฬาร์ให้หลบพ้นออกไปแบบฉิวเฉียดแถมไอ้หมอนั่นก็ถลาเข้าหาเพื่อนของเขาที่อยู่ห่างออกไปราวจะโผเข้าสู่อ้อมกอดเตรียมครองรักกันอย่างดูดดื่ม

            นาครอสเบิกตากว้างร่ายเวทป้องกันสองสามบทขึ้นมา แต่ยังไม่ทันทำอะไรแรงกระแทกโครมใหญ่ก็ทำเอาเขาลิ้นจุกปาก กระอักเลือดออกมาครึ่งหลอด

            วิฬาร์ที่พุ่งตามหอกเวทเข้ามาเพราะอาศัยแรงระเบิดไม่รอช้าคว้ามีดสั้นที่ไม่รู้ว่าเอามาจากไหน ผนึกเวทมนตร์ลงไปสองบท แทงเข้าหัวใจของนาครอสทำเขาสิ้นใจตายทันที

            ในเกมนั้นต่อให้มีเลือดเป็นล้านๆ หน่วย แต่ถ้าถูกโจมตีเข้าที่อวัยวะสำคัญอย่างหัวใจหรือตัดคอลงมาในฉับเดียว ถ้าไม่ใช่เผ่าพันธุ์พิเศษที่มีทักษะเสริมหรือมีไอเทมบางอย่างติดตัวแล้วร้อยทั้งร้อยจะตายทันที

            วิฬาร์จึงใช้ข้อได้เปรียบนี้สังหารนาครอสโดยไม่ต้องเปลืองแรงมาก

            ทั้งสี่คนด้านหลังคำรามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดสัตว์เลี้ยงเหยี่ยวราตรีที่พุ่งมาเผยกรงเล็บคมกล้า เตรียมขยุ้มเข้ากลางกระหม่อมของวิฬาร์ที่เพิ่งหมุนตัวกลับมาหมายจะทำร้ายจนเขาบาดเจ็บสาหัส

            วิฬาร์ไม่สะท้านกลัวพลังเวทมนตร์ซึมเข้าไปในผิวหนังบริเวณมือขวา นิ้วทั้งห้าประกบกันแนบสนิทฝ่ามือพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวเหล็กร้อนในเตาหลอม ตวัดเฉียงจากล่างขึ้นบนหักหาญเข้าปะทะกรงเล็บพญาเหยี่ยวอย่างดิบเถื่อน

            เหยี่ยวราตรีที่โดนโจมตีโดยไม่คาดดคิดร้องเสียงหลงร่างปลิวกระเด็นกลับมาหาเจ้านายของมัน เลือดท่วมตัว ขนร่วงกระจุยกระจาย

            พริบตานั้นทั้งสนามรบพลันเหมือนหยุดนิ่งแค่ฝ่ามือเดียวก็ทำเอาสัตว์เลี้ยงเลเวลสี่สิบของพวกเขาหมดสภาพโดยสิ้นเชิงหมอนี่แม่งเป็นใครกันแน่?

            วิฬาร์ยืนนิ่งมองคนทั้งสี่ที่หยุดชะงักก่อนเผยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ในสายตาฝั่งตรงข้าม กลับรู้สึกหนาววูบไปทั้งหัวใจ

            “สู้กับข้า”สิ้นเสียงท้าทาย เขาก็ทะยานร่างกลับเข้าไปตะลุมบอนทันที

             

            ………………..

             

            เกออนและทีมกลับออกมาจากสนามประลองแล้วตอนนี้พวกเขาทั้งห้านั่งอยู่ในร้านอาหารของที่ทำการกิลด์ ณ เมืองเริ่มต้น มัฆวานอัคคี

            ทั้งห้าคนนั่งนิ่งกันอยู่ตรงนี้กว่าครึ่งชั่วโมงในสมองประทับรอยการต่อสู้เมื่อครู่ก่อนอย่างลึกล้ำต่างคนต่างไม่พูดไม่จาราวกับเป็นใบ้ ทำให้ผู้เล่นรอบตัวที่สังเกตเห็นเดินหลบออกไปห่างๆเว้นระยะจนเกิดเป็นที่ว่างหย่อมหนึ่งราวกลัวโรคระบาด

            เมื่อกี้มันอะไรกัน?เกออนยังสับสนอยู่

            การประลองครั้งแรกพวกเขาทั้งทีมพ่ายแพ้ในเวลาไม่ถึงสามนาที ทั้งๆที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ธาตุเวทแค่สามธาตุเท่านั้นเอง

            จากนั้นในครั้งที่สองที่พวกเขาขอท้าประลองใหม่อีกครั้ง แทนที่จะเอาชนะได้เพราะเตรียมใจกันมาบ้างกลับตายเร็วกว่าเดิมอีก

            พอแพ้ไปอีกรอบไอ้หมอนั่นก็บอกว่าขี้เกียจสู้แล้ว จะไปหาทีมอื่นที่แข็งกว่านี้สู้แทน

            ทีมอื่นที่แข็งกว่านี้?เกออนฟังแล้วแทบกระอักเลือด หากนับในช่วงเลเวลเท่ากันเกออนเชื่อว่าพวกเขานับเป็นเลือดใหม่ในแถวหน้าของเกมแล้ว กวาดตามองพวกผู้เล่นอิสระสู้กันร้อยครั้งก็แพ้พวกเขาร้อยครั้ง แต่ไอ้หมอนี่กลับจะหาของที่แข็งกว่าพวกเขามาซ้อมมือของอย่างนี้คงมีแต่พวกผู้เล่นที่เลเวลสูงกว่าถึงจะมอบให้ได้

            แม้พวกเขายังไม่หายมึนหมัดแต่ก็รั้งเอาไว้ เพราะการแพ้ติดกันสองตาแม่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จริงๆแต่มันกลับบอกว่าไม่เอา สู้ไปแล้วได้อะไร

            เกออนจึงรีบเสนอว่าให้ประลองแบบเดิมพันกันหมอนั่นจึงตอบตกลง

            สุดท้ายจึงประลองกันไปอีกสามรอบทุกรอบลงท้ายด้วยความพ่ายแพ้ยับเยินทั้งสิ้น สุดท้ายเหมือนหมอนั่นจะเบื่อมากพวกเขารั้งไว้เท่าไหร่ก็ไม่ยอมอีกแล้ว จึงไม่ได้สู้ต่อ

            เดิมทีพวกเขานึกว่าตัวเองจะไร้พ่ายหลังจากพัฒนาวิธีและรูปแบบการใช้เวทมนตร์จากคัมภีร์เล่มที่ได้มาใหม่ แต่ตอนนี้พวกเขากลับรู้สึกเหมือนเด็กมัธยมปลายที่เพิ่งขึ้นม.4 มาหมาดๆ เดิมทีเข้าใจว่าตัวเรียนเองเก่งเป็นอันดับต้นๆ ของโรงเรียนแต่ที่ไหนได้ แค่วันแรก กลับถูกไอ้คนที่มาใหม่ซัดซะน่วม ลงไปนอนกองกับพื้นซะงั้น

            ไปๆมาๆ พวกเขาจึงเดินออกมาจากลานประลองด้วยท่าทีราววิญญาณหลุดออกจากร่างห้วงสมองระลึกถึงเหตุการณ์การต่อสู้เมื่อครู่อย่างเอาเป็นเอาตาย

            เกออนเองแม้ยังหวาดผวาต่อฝีมือของคนคนนั้นแต่เขากลับรู้สึกถึงความคุ้นเคยแปลกประหลาด ราวกับรู้จักกับไอ้หมอนั่นมาก่อนแต่ไม่ว่าจะนึกอะไรยังไงก็นึกไม่ออกสักที

            ไม่นานหลังจากทั้งหมดนั่งจ๋องอยู่ในร้านอาหารอีกพักหนึ่ง บริกรที่เหล่มองอยู่หลายรอบก็ทนความอึดอัดไม่ไหวเดินเข้ามาเคาะโต๊ะถามว่าจะรับอะไรหรือเปล่า

             

            ………………..

             

            หลังจากวิ่งวุ่นมาทั้งวันวิฬาร์ก็พอเข้าใจช่วงระดับฝีมือของผู้เล่นในตอนนี้ไม่น้อย แม้ว่าพวกผู้เล่นที่เขาเจอจะอยู่ในช่วงเลเวลไม่เกินแปดสิบก็ตาม

            ความรู้ในเกมก็เปรียบเสมือนความรู้ต่างๆในโลกจริงที่ความรู้ระดับสูงจะค่อยๆ ถูกส่งต่อให้กับเยาวชนที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ

            คล้ายกับการศึกษาสมัยก่อนที่เด็ก ม.ต้น อาจจะเพิ่งเริ่มเรียนวิทยาศาสตร์แบบกว้างๆ แต่พอมาสมัยนี้ เด็ก ม.ต้นบางคนกลับรู้จักฟิสิกส์กลศาสตร์แล้ว

            ความรู้การใช้ไอเทมและทักษะต่างๆในเกมก็คล้ายกัน ตอนนี้วิฬาร์รู้สึกว่า เทคนิคบางส่วนที่เมื่อครั้งก่อนตัวเขาต้องเลเวลเกือบร้อยถึงจะเริ่มรู้จักกลับเริ่มพบเห็นได้บ้างในกลุ่มผู้เล่นเลเวลไม่เกินหกสิบ

            การวิ่งเต้นวันนี้นับว่านำความพอใจมาให้เขาไม่น้อยหลังจากเหนื่อยทำโน่นทำนี่ เขาเองก็ต้องหาเวลาพักผ่อนในตอนกลางคืนบ้าง จึงกลับไปยังโรงแรมรูหนูเจ้าเก่า

            แม้ว่าเพิ่งจะเริ่มเล่นเกมได้ไม่นานแต่ตอนนี้ก็มีเรื่องให้เขาคิดหนักไม่น้อย วิฬาร์จึงกึ่งเดินกึ่งใจลอยเพราะในหัวสมองยุ่งเหยิงจนไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อนจึงไม่ทันเห็น NPCขอทานคนหนึ่งที่นั่งพิงกำแพงหลบแสงจันทร์อยู่ข้างๆ ในมุมอาคาร

            ขอทานสภาพโทรมดั่งชื่อชายคนนั้นนั่งก้มหน้าอยู่ทำให้ผมที่แห้งเกรอะกรังห้อยลงมาปิดหน้าตาจนไม่เห็นรูปโฉมปากที่แห้งแตกเปิดอ้าเป็นระยะ พร้อมกับมีเสียงกระท่อนกระแท่นงึมงำลอดผ่านออกมาทว่าไม่มีใครฟังเข้าใจว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร

            เดิมทีก็มีผู้เล่นบางคนคิดว่าNPCคนนี้อาจจะมอบภารกิจหหรืออะไรให้บ้างจึงมีคนเข้าไปพูดคุยไม่น้อยในช่วงเริ่มเกม แต่หลังจากให้เงิน อาหาร หรือไอเทม ก็ไม่เห็นว่าจะได้ภารกิจอะไรกลับมาทำให้ผู้เล่นเลิกสนใจขอทานหน้าตาสกปรกคนนี้

            แม้จะไม่มีผู้เล่นสนใจแต่เขาก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม พึมพำถ้อยคำปริศนาที่ไม่มีใครฟังเข้าใจตลอดมา

            ทว่ามันคือภาษาโบราณ!

            ถ้าหากวิฬาร์ไม่เดินใจลอยจนไม่ทันได้ยินเสียงรอบข้างแล้วละก็เขาคงจะได้ยินเสียงพึมพำนี้และจับสังเกตอะไรได้บ้าง และนั่นอาจจะนำทางเขาไปสู่ภารกิจลับที่อาจจะพาอนันตนาคราชเดินไปสู่เส้นทางที่แปลกใหม่หลังจากนี้ก็เป็นได้

            แต่อนาคตไม่เคยแน่นอนบางที การรู้มากขึ้นหนึ่งเรื่อง มิสู้รู้น้อยลงหนึ่งเรื่อง การที่วิฬาร์ไม่ทันสังเกตขอทานคนนี้อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้