
....เช้าวันใหม่ แสงแดดอ่อนๆ สาดเข้ามาในหมู่บ้าน
เด็กน้อยหลี่หานเหวินตื่นขึ้นด้วยความสดชื่น เปิดประตูบ้านออกมาวิ่งเล่น สายตายังคงมองกระบี่ไม้ไผ่ในมือด้วยความตื่นเต้น
อวี้เฟิงปรากฏตัวจากลมอ่อนราวกับเงาขาว ลอยลงมาข้างๆ
“ถ้าเจ้าชอบ ข้าจะสอนวิชากระบี่ไม้ไผ่ให้” เขาพูดเสียงทุ้ม
หานเหวินกระพริบตาโต “กระ…กระบี่เหรอครับ? ข้าจะทำได้ไหม?”
อวี้เฟิงทำหน้าเจ้าเล่ห์ “ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าไม่ทิ้งเจ้ากลางป่าแน่นอน…แต่เจ้าต้องกินหมูย่างให้หมด!”
เด็กชายหัวเราะคิกคัก แล้วยกกระบี่ไม้ไผ่ขึ้นอย่างไม่มั่นใจ
อวี้เฟิงเข้าไปกุมมือเด็กน้อยสาธิตท่าพื้นฐานช้าๆ มือขาววาดลมปราณไปกับท่าของกระบี่
“จับให้แน่น…อย่าปล่อยมือ ไม่งั้นข้าจะเอาไส้กรอกมาปาใส่หัวเจ้าล่ะ”
หานเหวินหัวเราะแล้วพยายามทำตาม ปัดกระบี่ไปมาอย่างไม่เป็นท่า
อวี้เฟิงขำเบาๆ แล้วยักไหล่ “ไม่เป็นไร…ข้าเคยเห็นเด็กตัวเล็กกว่านี้ทำท่าหกตลบสลบคว่ำมาแล้ว เดี๋ยวก็ชินเอง”
หลังจากฝึกไปพักใหญ่ เด็กชายเริ่มเข้าใจท่าพื้นฐาน
อวี้เฟิงยักคิ้วมุมปาก “ดูดีขึ้นแล้วนะ…แต่ระวังลมปราณหมูย่างของข้า ถ้าโดนเข้าจะหัวเราะทั้งวัน!”
หานเหวินหัวเราะและพยายามเลียนแบบเสียงหัวเราะของอวี้เฟิง
สองคนหัวเราะกันจนเสียงดังก้องไปทั่วลานหน้าบ้าน
ช่วงพัก อวี้เฟิงนั่งลงบนหิน เด็กชายนอนหนุนลงบนตักของเขา
“เจ้ารู้ไหม…ไม่ว่าเจ้าจะโตไปเจออะไร ข้าจะอยู่ข้างเจ้าเสมอ”
หานเหวินมองตาโต ใจเต้นแรง “อยู่…อยู่กับข้าจริงๆ เหรอครับ?”
อวี้เฟิงพยักหน้าแผ่วเบา เสียงทุ้มของเขาแฝงความอบอุ่น “ใช่…ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าจะปกป้องเจ้า…แม้เจ้าจะซนจนข้าอยากเอาผ้าคลุมป้องกันหัวก็เถอะ”
เด็กชายยิ้มกว้าง รู้สึกทั้ง ปลอดภัยและสนุกสนาน ในเวลาเดียวกัน
อวี้เฟิงมองเด็กน้อยแล้วยกมือปัดผมเล็กน้อยอย่างกวนๆ
“เอาล่ะ…วันนี้ฝึกพอแล้ว เดี๋ยวข้าสอนวิชาปากหมาสังหารเทพให้…รับรองผลงานเลย”
เด็กน้อยหานเหวินหัวเราะร่าแล้วโอบกระบี่แน่น มือเล็กๆ ของเขาอบอุ่นไปด้วยความไว้วางใจ
สายลมพัดใบไม้ไหว อวี้เฟิงและหานเหวินนั่งอยู่ด้วยกัน
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของอวี้เฟิงปนความอ่อนโยน
และสายตาของเด็กชายเต็มไปด้วยความสงสัยและความเชื่อใจ...
(9 ปีผ่านไป)
....ท้องฟ้าในยามเย็นทอแสงสีทอง สายลมพัดพาใบไม้ไหวเอื่อย
เด็กหนุ่มหลี่หานเหวินยืนอยู่กลางลานหญ้า กำกระบี่ไม้ในมือแน่น ด้านข้างเอวของเขายังคงมี กระบี่ไม้ไผ่เล็กๆ ที่อวี้เฟิงให้ แขวนไว้เสมอไม่เคยห่างกาย
“วันนี้…ท่านเซียนต้องมาปรากฏแน่” เขาพึมพำกับตัวเอง ใจเต้นแรงเหมือนวันแรกที่เคยได้พบกัน
ไม่นานนัก แสงสว่างขาววาบแล่นลงมาจากท้องฟ้า ร่างในชุดขาวลอยลงอย่างสง่างาม
“โอ้…เจ้าหนุ่มตัวโตนี่ใครกันล่ะ? ข้าไม่ได้เผลอเลี้ยงหมูแล้วกลายเป็นคนใช่ไหม?” อวี้เฟิงยกคิ้วกวนๆ
หานเหวินหัวเราะแห้ง แต่ก้าวออกไปข้างหน้า “ท่านเซียน…ข้ามีเรื่องอยากขอ”
“ว่ามาเถอะ แต่ถ้าเจ้าจะขอให้ข้าไปหาหมูป่ามาย่างอีกล่ะก็…ข้าขอบาย”
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก “ข้าอยาก…เข้าสำนักกระบี่เซียน”
อวี้เฟิงชะงัก มองเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะแสร้งทำหน้ากวนตีน “ฮะ? สำนักกระบี่เซียน? เจ้ารู้ไหมว่าที่นั่นมันฝึกโหดหินนะ”
หานเหวินยืดอกตรง “ข้ารู้ดี…แต่ข้าอยากฝึกฝนวิชากระบี่ ข้าอยากแข็งแกร่งขึ้น”
อวี้เฟิงเดินวนรอบๆ ตัวเขา “การฝึกวิชาเซียนมีหลายสาย…มีทั้งฝึกพลังปราณ ปรุงโอสถ ใช้อาวุธเทพ…แล้วทำไมเจ้าต้องดันทุรังจะฝึกกระบี่?”
อวี้เฟิงใช้ปลายนิ้วชี้ข้างขวาหมุนวนแล้วเกิดเป็นพลังปราณเซียนอ่อนๆสีฟ้าบนนิ้วชี้นั้น
“เพราะข้าอยากใช้กระบี่ปกป้องคนที่ข้ารัก!” หานเหวินตอบเสียงหนักแน่น สายตาไม่หวั่นไหว
อวี้เฟิงหัวเราะ “ฮ่าๆๆ คำพูดเท่ห์ดีนะ แต่ถ้าเจ้าล้มลงแล้วโดนคนอื่นเอาข้าวต้มสาดใส่หน้า จะยังเท่ห์อยู่ไหม?”
หานเหวินกัดฟันตอบ “ต่อให้ข้าวต้มสาดจนข้าต้มเป็นโจ๊ก…ข้าก็ยังจะสู้!”
อวี้เฟิงมองเขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนยิ้มมุมปาก “เจ้านี่…เหมือนหมูดื้อที่ไม่ยอมเลิกวิ่งชนกำแพง”
“ท่านเซียน…” เด็กหนุ่มก้มศีรษะ “โปรดชี้ทางให้ข้าด้วยเถิด”
อวี้เฟิงยกกระบี่ไม้ไผ่เล็กๆ ที่ห้อยอยู่ข้างตัวหานเหวินขึ้นมาแตะเบาๆ
“เจ้ามั่นใจแล้วใช่ไหม ว่าจะทิ้งความสบาย และเดินเข้าสู่เส้นทางที่อาจไม่มีวันกลับมา?”
หานเหวินเงยหน้ามองตาเขาอย่างมั่นคง “ข้ามั่นใจ”
อวี้เฟิงยิ้มบางๆ สายตาแฝงประกาย “ก็ดี…ถ้าเช่นนั้น ข้าจะนำเจ้าไปสู่ก้าวแรกของเส้นทางกระบี่”
(3 วันต่อมา)
....เด็กหนุ่มหลี่หานเหวินก้าวขึ้นมาบนบันไดหินยาวที่ทอดสู่ประตูใหญ่ของ สำนักอวิ๋นเจี้ยนเหมิน
เสื้อผ้าที่สวมเป็นเพียงผ้าฝ้ายชาวบ้านเก่าๆ มีรอยปะชุนหลายแห่ง ข้างตัวมีเพียงกระบี่ไม้ไผ่ของเล่นห้อยติดไว้
เขาดูซอมซ่อแตกต่างจากผู้คนที่ผ่านเข้าออกตรงนี้
ผู้เฝ้าประตูสองนายกอดอกมองเขา แววตาเต็มไปด้วยการดูแคลน
“เจ้านี่…เด็กบ้านนอกที่ไหน? ที่นี่ไม่ใช่ตลาดให้เข้ามาเดินเล่น”
เด็กชายหานเหวินสูดหายใจ พยายามรักษาความสงบ
“ข้า…หลี่หานเหวิน มาที่นี่เพื่อเข้าสำนักกระบี่ขอรับ”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้น “เจ้ารู้หรือไม่ว่า นี่คือ สำนักอวิ๋นเจี้ยนเหมิน ไม่ใช่โรงเรียนสอนหั่นฟืน!”
เด็กหนุ่มไม่โต้ตอบ เพียงเอื้อมมือหยิบ แผ่นป้ายหยกสีขาวขุ่น จากอกเสื้อออกมา แล้วยื่นให้ตรงหน้า
"นี่ขอรับ"
ผู้เฝ้าประตูรับไปอย่างไม่ใส่ใจ แต่เมื่อเห็นลวดลายบนหยก ใบหน้าก็เปลี่ยนสีในพริบตา
“นี่…นี่มันตรารับรองของราชาเซียนแห่งแคว้น! เจ้า…เจ้าได้สิ่งนี้มาจากที่ใด!”
หานเหวินก้มศรีษะไม่ยอมพูดอะไร
สีหน้าผู้เฝ้าประตูเปลี่ยนเป็นเคารพขึ้นมาทันที เขารีบร้อนคืนหยกให้ พร้อมประสานมือคารวะเล็กน้อย
“ขออภัยที่เสียมารยาท เชิญท่าน…โปรดเข้าไปด้านในเถิด ข้างหน้าจะมีศาลาลงทะเบียนผู้เข้าฝึก”
หานเหวินพยักหน้าเบาๆ ก่อนก้าวผ่านประตูใหญ่ โดยมีอวี้เฟิงแอบดูไกลๆจากบนหลังคาอาคารแห่งหนึ่งของสำนัก....