บรรยากาศความน่ากลัวเริ่มคืบคลาน เข้ามาหาพวกเขาโดยไม่รู้ตัว อากาศซึ่งเคยร้อนร้อนอบอ้าว บัดนี้กลับหนาวเย็นผิดปกติ เมื่อทั้งสามต้องยืนอยู่บริเวณหน้าทางเข้าถ้ำต่างมิติสุดพิศวง
เส้นทางทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยรากไม้รกร้างขนาดใหญ่ ประกอบด้วยหนามอันแหลมคมเหมือนดั่งต้นงิ้ว อยู่บริเวณรอบทางเดินเต็มไปหมด ซึ่งหนามในแต่ละอัน มีพิษร้ายซ่อนอยู่ นับเป็การจัดวางระบบกลไกของธรรมชาติไว้อย่างดี เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าเข้ามายุ่งเกี่ยว ณ สถานที่แห่งนี้ได้
“อาจารย์ พวกเราต้องเข้าไปด้านในนี้จริงหรอครับ” ลูกศิษย์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างเป็กังวล เพราะทางเดินด้านหน้า เป็เส้นทางที่ค่อนข้างเปลี่ยว และแคบจนน่ากลัว เหมือนกับทางเดินไปในนรกไม่มีผิด ด้วยบรรยากาศความวังเวงที่ป่าช้าร้างยังเทียบไม่ได้ บวกกับความเย็นะเืเหมือนอยู่ในห้องแช่แข็งขนาดใหญ่ มองไปทางก็เห็นแต่ความมืดไกลสุดลูกหูลูก บ่งบอกได้เลยว่า พื้นที่ข้างในต้องมีพลังิญญาแอบซ่อนอยู่มากอย่างแน่นอน
พลังิญญาที่ทั้งสามคนได้ัันั้น อาจไม่เข้มข้นเหมือนกับพลังในโลกิญญาเท่าไรนัก แต่เป็พลังิญญาที่มากกว่า พื้นที่อื่น ๆ อย่างในป่าช้า สุสาน หรือสถานที่ของคนตายแห่งใดจะเทียบได้เลย แสดงว่าด้านในต้องมีดวงิญญาของสิ่งมีชีวิต ไม่น้อยกว่าแสนดวง จึงทำให้ถ้ำมีพลังิญญาสะสมได้มากขนาดนี้
“ก็เออซิวะ! พวกเอ็งอย่ามาปอดแหกหน่อยเลย เจอพลังิญญาแค่นี้ทำเป็กลัว นี่แค่หน้าถ้ำนะมึง พอเข้าไปด้านใน พวกเอ็งจะได้เห็นอะไรมากมายยิ่งกว่านี้” จอมขมังเวทย์ปองเดช พูดเตือนสติลูกศิษย์ทั้งสอง ที่ยืนสั่นกลัวราวกับเ้าเข้า เมื่อได้ัักับระดับ พลังิญญาที่อยู่ในถ้ำ จนก้าวขาไม่ออก แต่จะโทษลูกศิษย์ตัวเองอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะสถานที่แห่งนี้มันดูน่าขนลุกเสียจริง
เนื่องจากเป็พื้นที่เสมือนโลกิญญา จึงมีกลุ่มิญญาอาฆาต หรือพวกิญญาที่ปล่อยวางโลกมนุษย์ไม่ได้ อาศัยอยู่เป็จำนวนมาก เหมือนกับหมู่บ้านลับแลในตำนานอย่างไงอย่างงั้น ทำให้่แรกที่เขาต้องเดินทาง มาเล่าเรียนวิชาในสถานที่แห่งนี้ ต้องเจอดีจนสลบเหมือดอยู่หลายครั้ง กว่าจะสำเร็จเป็จอมขมังเวทย์ที่เก่งได้เหมือนในปัจจุบัน
ถึงเวลาที่พวกเขาทั้งสามเดินทางเข้าไปด้านใน จุดแรกที่ต้องเดินผ่าน ถูกเรียกว่าปากประตูนรก ด้วยลักษณะทางเข้าถ้ำรูปทรงกรวย และมีทางเดินด้านหน้าเปิดกว้าง แต่พอเดินลึกเข้าไปเส้นทางจะแคบลงเรื่อย ๆ จนเหลือพื้นที่ทางเดิน เพียงพอสำหรับคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถเดินผ่านเข้าไปด้านในได้
บริเวณโดยรอบสองข้างทางถูกปกคลุมไปด้วยมอสส์สีแดงเพลิงขึ้นตามโขดหิน และผนังถ้ำด้านใน มองเห็นเหมือนกับเปลวไฟบรรลัยกัลป์ในนรก ตามคำบอกเล่าของคัมภีร์พระเวท ที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน
การเดินทางของพวกเขาทั้งสาม เป็ไปอย่างราบรื่น แม้สิ่งรอบข้างจะดูแตกต่าง ผสมผสานกับความรู้สึกกลัวในอุโมงค์แห่งความมืดมิด แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจพวกเขามากเท่าไร เพราะชีวิตพวกเขาที่ผ่านมา ต้องทำงานอยู่กับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติมาโดยตลอด
ทำให้พวกเขารู้ว่า ในโลกใบนี้มีสิ่งอื่นที่น่ากลัวยิ่งกว่าผีสางนางไม้ นั้นก็คือใจของมนุษย์ ที่เปี่ยมไปด้วยความอิจฉาริษยา เห็นใครได้ดีหรือเด่นไปกว่ามิได้ และต้องสร้างความฉิบหายให้กับคนพวกนั้น จะได้ไม่ยืนอยู่สูงกว่าตนเอง พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ หรือแม้กระทั่งยอมตกเป็ทาสของคุณไสยมนต์ดำ ทั้งกายและใจมันก็ทำได้ คนประเภทนี้แหละที่สำนักไสยศาสตร์ ต่างถูกเลือกให้เป็หนูทดลองวิชาอาคม แถมยังเป็ช่องพิเศษในการหาเงินทองไว้ใช้ในโลกยุคปัจจุบันได้อีกด้วย
ในพื้นที่ไม่ไกลจากจุดปากประตูนรก โดยมีระยะการเดินทางประมาณ 6 กิโลเมตร จะเป็ส่วนของถ้ำหินย้อยซึ่งเปรียบเสมือนห้องโถงขนาดใหญ่ และมีหินงอกหินย้อยเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความงดงามราวกับสรวง์ เพราะบริเวณนี้มีแสงสว่างเล็กน้อย ที่สามารถทะลุผ่านเข้ามาได้ จึงทำให้ทั้งสามคนมองเห็นความสวยงามของถ้ำได้เต็มสองตา
แสงระยิบระยับตามผนัง ที่ดูไม่ต่างกับแสงดาวยามค่ำคืน ทำให้ความเหนื่อยล้า ความกังวลในจิตใจหมดสิ้นไป พร้อมฟื้นฟูให้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอีกครั้ง ส่วนบรรยากาศด้านในถ้ำหินย้อย ก็ต่างจากจุดปากประตูนรก ราวฟ้ากับเหวด้วยอากาศที่เย็นสบาย หายใจได้เต็มปอด จึงทำให้ลูกศิษย์ทั้งสองรู้สึกอยากพักผ่อนมาทันที
“อาจารย์ วันนี้เราพักตรงนี้เลยมั้ยครับ” ลูกศิษย์พูดด้วยอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทางเข้ามายังที่แห่งนี้ เพราะต้องใช้พลังกาย และพลังใจอย่างหนัก ในการต่อต้านพลังิญญาอันบริสุทธิ์
“หึ ถ้าพักตรงนี้ พวกเอ็งได้นอนยาวสมใจแน่!” จอมขมังเวทย์ปองเดชพูดเตือนลูกศิษย์ทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง เนื่องจากบริเวณถ้ำหินย้อยตรงนี้ ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าถ้ำเกิดดับ ใน่เวลากลางวัน มันก็คือถ้ำที่งดงามตามธรรมชาติ ราวกับดินแดนสุวรรณภูมิ แต่พอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเมื่อไร สถานที่แห่งนี้จะถูกเปลี่ยนเป็หมู่บ้านของคนตายทันที
ทำให้สิ่งมีชีวิต ที่อาศัยอยู่ในอาณานี้ทั้งหมด ต้องกลายร่างเป็อสุรกาย หรือโอปปาติกะ สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้เฉพาะ่เวลากลางคืนเท่านั้น ส่วนตอนกลางวัน อสุรกายพวกนี้จะหลบซ่อนอยู่ในสถานที่อันมืดสนิทตามพื้นที่โขดหิน หรือบริเวณด้านในของถ้ำ
“ตรงนี้ยังพักไม่ได้ พวกเราต้องเดินไปอีกสัก 2 กิโลเมตร ถึงจะเป็จุดที่ปลอดภัย” จอมขมังเวทย์ปองเดชพูดแนะนำลูกศิษย์ทั้งสอง พร้อมกับเดินนำหน้าเข้าไปด้านในของถ้ำหินย้อยเป็ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ซึ่งจุดนั้นเป็ลานกว้างใช้สำหรับทำพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมีเทวรูปั์ขนาดใหญ่ยืนอยู่บริเวณด้านหน้าลาน ซึ่งก็คือองค์ท้าวเวสสุวรรณนั้นเอง