องค์ชายน้อยหันไปพยักหน้าให้กันอย่างยินดี
“นักสืบซินเปิ่นหวางจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นองครักษ์ประจำตัวของพวกเรา”
“ดีมาก!” หมิงฮุ่ยชิงปรบมือร้องลั่น
“หม่อมฉันด้วยพะยะค่ะหม่อมฉันก็อยากจะไปท่องยุทธภพกับนักสืบซิน”
องค์ชายคู่แฝดหันมามองมือปราบไป๋ด้วยความสนใจหมิงฮุ่ยถิงทรงเลิกพระขนงด้วยท่าทีเลียนแบบเสด็จลุง “เจ้าน่ะหรือ?”
“พะยะค่ะหม่อมฉันเป็นญาติผู้พี่ของนักสืบซินพวกเราสองคนสัญญากันไว้ว่าจะไปท่องยุทธภพด้วยกัน”
“ดีๆเรามีสองคนพี่น้อง พวกเขาทั้งสองก็เป็นพี่น้องกัน ไปด้วยกันน่าสนุก”
องค์ชายทั้งสองยืนปรบมือพร้อมกันใบหน้าอวบอิ่มเป็นสีชมพูระเรื่อ พลันองค์รักษ์สองคนก็วิ่งตรงเข้ามา “องค์ชาย! ทรงมาอยู่ที่นี่เองกระหม่อมตามหาแทบพลิกวังหลวงแล้ว”
“องครักษ์เสี่ยนกับองครักษ์ตงเหตุใดเจ้าต้องทำตัวแตกตื่นเช่นนั้น?”
เสี่ยนปินที่ยังไม่หายหอบดีหยุดพักหายใจอยู่ครู่ก่อนจะมองใบหน้ากลมป้อมทั้งสอง
“หัวของกระหม่อมเกือบหลุดจากบ่าไปแล้ว”
“ผู้ใดจะกล้าเอาหัวของเจ้า?”
“องค์ชายนั่นล่ะพะยะค่ะเหตุใดจะเสด็จมาจึงไม่บอกกระหม่อมหรือตงช่านสักคำ?”
หมิงฮุ่ยถิงหรี่ตาลงแล้วใช้นิ้วชี้อ้วนๆชี้มาตรงหน้า “บอกเจ้าน่ะหรือ? บอกแล้วพวกเราก็ไม่ได้ก้าวขาออกจากตำหนักกันพอดี”
ใบหน้าขององครักษ์ตงดูซีดเผือดยิ่งกว่าองครักษ์เสี่ยนตอนที่เขารู้ว่าองค์ชายน้อยทั้งสองหายออกจากพระตำหนักก็ตกใจแทบสิ้นสติยิ่งนางกำนัลหมี่เซียงหลิงระดมคนออกค้นหาจนทั่วแล้วยังไม่พบเขายิ่งตกใจมากกว่าเดิม วิ่งวนเวียนไปรอบตำหนักราวกับคนบ้าไหนจะตะโกนสั่งองครักษ์และขันทีทั้งหลายให้เปิดดูตามห้องหับ หีบ และตู้ให้ถ้วนทั่วคราวที่แล้วคู่แฝดถิงชิงแอบอยู่ในตู้เสื้อผ้าไปสองชั่วยามเล่นเอาพวกเขาที่ตามหาไปสองสามตำหนักเหงื่อตกจนแทบลมใส่ดีที่องค์ชายฮุ่ยชิงทรงหิวจึงเปิดตู้ออกมาหานางกำนัลเสียก่อนทำเอาทุกคนใจหายใจคว่ำ ก่อนหน้านี้ก็ยังมีวีรกรรมซ่อนอยู่ใต้เตียง ตามพุ่มไม้หรือแม้แต่ในหีบซึ่งคนทั้งวังหลวงล้วนแล้วแต่อกสั่นขวัญแขวนไม่เว้นแต่ละวัน
“พวกกระหม่อมต่างหากที่แทบจะก้าวขาไม่ออกแล้วพะยะค่ะ”องครักษ์ตงที่ยังขาสั่นพั่บๆ รีบคุกเข่าลงตรงหน้า
ไป๋ฉิงเหวินกับเหลียงเจินซินเห็นท่าทางขององครักษ์ที่วิ่งจนเหนื่อยหอบเพื่อตามหาองค์ชายน้อยทั้งสองแล้วก็เริ่มตระหนักว่าที่ตนเองได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองครักษ์ประจำตัวองค์ชายทั้งสองไม่น่าจะเป็นเรื่องดีเสียแล้ว
องครักษ์เสี่ยนรีบกราบทูลเชิญองค์ชายน้อยให้กลับตำหนักมังกรคู่โดยเร็วก่อนที่จวิ้นอ๋องกับพระชายาจะทรงตามหาครั้นขบวนเสด็จขององค์ชายฝาแฝดเคลื่อนลับหายไปแล้วองครักษ์ที่นำทางก็หันกลับมายิ้มให้คนทั้งสอง
“พวกเจ้าใจกล้ามากเทียวที่ไปรับปากองค์ชายน้อยทั้งสองเช่นนั้น”
ได้ยินคำทักทำเอาเหลียงเจินซินกับไป๋ฉิงเหวินเสียวสันหลังวาบ
“เอ่อ!....ท่านคงไม่ได้หมายความว่า...”
“อืม...ก็อย่างที่เห็นทั้งองครักษ์ นางกำนัลและขันทีล้วนวิ่งกันจนจะเอาท้องไส้ออกมากองข้างนอกแทบทุกวัน”
ไป๋ฉิงเหวินกลืนน้ำลายอึกหนึ่งลงไป“ข้าว่าองค์ชายคงจะไม่สนใจพวกข้าจริงๆ ดอกกระมัง?”
องค์รักษ์ผู้นั้นยิ้มกว้าง“เจ้าผิดแล้ว! ทั่วทั้งวังหลวงนี้ไม่มีสิ่งใดที่องค์ชายทั้งสองต้องการแล้วฮ่องเต้จะไม่พระราชทาน”
เหลียงเจินซินสะอึกไปหนึ่งครั้ง“บางทีพรุ่งนี้องค์ชายอาจจะทรงลืมเรื่องของเราสองคนพี่น้องไปก็ได้ยังทรงพระเยาว์กันอยู่เลย”
“ฮ่าๆ พวกเจ้าคิดผิดเสียแล้ว!”เสียงหัวเราะขององค์รักษ์นำทางทำเอาสองพี่สองหน้าเหวอ“ไม่เกินสองวันพวกเจ้าได้รู้ฤทธิ์เดชขององค์ชายถิงชิงแน่ๆ”
“ดะเดี๋ยว...ท่านเล่าให้พวกเราฟังก่อนสิ”ไป๋ฉิงเหวินพยายามเรียกให้องครักษ์ผู้นั้นหยุดพูดเรื่ององค์ชายน้อยให้ตนฟังก่อนทว่าฝ่ายนั้นกลับหัวเราะไม่เลิกแม้จะเดินนำหน้าไปจนถึงเรือนพักของพวกเขาองครักษ์ผู้นั้นค่อยหันหน้ากลับมา
“เอาไว้อีกสองวันพวกเจ้าก็รู้เอง...หากข้าพูดไปก่อนก็เกรงพวกเขาจะคิดว่าข้าวาดเสือมาข่มขวัญวัว”ใบหน้าขององครักษ์หนุ่มยังคงเปื้อนยิ้มขณะบอกลา “พวกเจ้าพักผ่อน ให้ดี ฝึกซ้อมวิ่งให้มากน่าจะช่วยได้”
“หือ!”สองพี่น้องหันมาสบตากันแล้วหันกลับไปมององครักษ์หนุ่ม
“ข้าไปก่อนล่ะ...ขอให้พวกเจ้าองครักษ์คนใหม่ขององค์ชายน้อยจงโชคดี”
ไป๋ฉิงเหวินรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายยิ้มขำก่อนจะลาจาก
“เจินซินเจ้าว่าพวกเราผิดพลาดครั้งใหญ่ใช่หรือไม่?”
สีหน้าเหี่ยวแห้งของญาติผู้พี่พลอยทำให้นางตกใจไปด้วย“เสี่ยวเหวิน เจ้าอย่าทำหน้าเหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆแบบนี้สิ...พลอยทำให้ข้าใจคอไม่ดีไปด้วย”
“บางทีพวกเราอาจจะตกใจเกินไปนั่นก็แค่เด็กสองคนมิใช่หรือ? บางทีพรุ่งนี้พวกเขาก็อาจจะลืมไปแล้ว ป่ะเข้าไปดูที่พักกันเถอะ”ไป๋ฉิงเหวินรีบพูดปลอบใจตนเองและญาติผู้น้องก่อนจะตบบ่านางเบาๆเป็นเชิงผลักให้เข้าไปเรือนพัก
เรือนพักรวมของเหล่าองครักษ์ต้องนอนห้องละสองคนดังนั้นสองพี่น้องจึงต้องพักด้วยกันโดยนอนเตียงคนละฟาก
“ห้องพักดีใช้ได้เลยนี่!”เหลียงเจินซินทำหน้าพออกพอใจ
“แต่ห้องอาบน้ำนี่สิเจ้าคงต้องรอให้คนอาบเสร็จหมดก่อนค่อยเข้าไป แต่ไม่เป็นไรนะข้าจะคอยดูต้นทางให้เอง”
“อืม...เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เสี่ยวเหวินมีเจ้าอยู่ด้วยย่อมไม่เกิดปัญหา”
เหลียงเจินซินเพิ่งวางห่อผ้าลงบนเตียงและหย่อนร่างลงลูบผ้าปูที่นอนไปมาในใจก็นึกชื่นชมว่าที่นี่สมกับเป็นวังหลวงแม้แต่ห้องพักของเหล่าองครักษ์ก็ตกแต่งด้วยผ้าเนื้อดี ดูอย่างผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มบนเตียงของนางนี่สิ...นุ่มเสียเหลือเกิน!
ยังไม่ทันได้หันไปจัดเสื้อผ้าใส่ในตู้องครักษ์ที่วิ่งตามหาองค์ชายผู้นั้นก็ปรากฏกายหน้าประตูพร้อมกับองครักษ์อีกสองนาย
“พวกเจ้าคือมือปราบไป๋กับนักสืบซินใช่หรือไม่?”
ไป๋ฉิงเหวินหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยความฉงน“ท่านคือ?”
“ข้าคือองครักษ์เสี่ยนปินประจำการที่ตำหนักมังกรคู่ทำหน้าที่พิทักษ์องค์ชายน้อย”
“อ้อ....”สองพี่น้องลากเสียงยาวพร้อมกัน แต่เมื่อนึกขึ้นได้พลันชะงัก....
“ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้พวกเจ้าทั้งสองย้ายไปรับใช้ที่ตำหนักมังกรคู่ข้าจึงมารับพวกเจ้าด้วยตนเอง”
“เดี๋ยวนี้เลยหรือ?”
“ใช่!เก็บข้าวของตามข้าไปได้เลย”
“มิได้พักที่นี่หรือขอรับ?”
“การรับใช้องค์ชายน้อยจะต้องไปพักเรือนด้านหลังตำหนักเพราะพวกเจ้าได้เป็นองครักษ์ประจำพระองค์”
สีหน้าของเหลียงเจินซินอึมครึมลงเดิมทีนางเข้ามาในวังเพราะคิดว่าตนเองมิได้เป็นขุนนางแต่หากต้องไปเป็นองครักษ์รับใช้องค์ชายนางก็ต้องผิดโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงแน่เห็นทีต้องไปกราบทูลให้องค์ชายน้อยทรงเปลี่ยนพระทัย
“องครักษ์เสี่ยนข้ามาทำงานให้กับท่านอ๋องใหญ่คงไปรับใช้องค์ชายน้อย มิได้นะขอรับที่สำคัญข้ามิได้อยากเป็นขุนนางหรือข้าหลวงท่านได้โปรดช่วยข้ากราบทูลองค์ชายน้อยที”
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนี่เป็นความเห็นชอบของท่านอ๋องใหญ่ท่านอ๋องให้บอกพวกเจ้าว่าแค่ทำหน้าที่ช่วยดูแลองค์ชายน้อยเท่านั้นมิได้ต้องเป็นองครักษ์เต็มตัวเหมือนพวกข้าเพราะท่านอ๋องมีงานให้พวกเจ้าทำอยู่แล้ว”
“หือ.....”สีหน้าของเหลียงเจินซินเต็มไปด้วยความแปลกใจค่าจ้างของนางและเสี่ยวเหวินรวมกันมิใช่น้อย เหตุใดจึงใช้ให้ไปดูแลเด็กเสียเล่า?
*************************
ไรท์แนะนำ....ซีรีย์แนว "เกิดใหม่" ที่กำลังจะเขียนกลางเดือนสิงหาคม 2564 นี้
ฝากติดตามด้วยนะคะ......
