บทที่ 41 อสังหาริมทรัพย์
ในสังคมปัจจุบันนี้ สิ่งแรกที่คนเราอยากทำเมื่อมีเงินก็คือการซื้อบ้าน สร้างครอบครัวเป็นของตัวเอง เป็นที่พักพิงอันอบอุ่นยามเหนื่อยล้าจากงาน หรือเผชิญกับเรื่องราวแย่ ๆ ในชีวิต และบางคนก็หวังว่าจะมีพื้นที่ที่เพิ่มมูลค่าขึ้นในอนาคต แต่สำหรับโม่เฟิงกลับต้องการแบบแรกมากกว่า
[นายทำอะไรอยู่เหรอ?] ขณะที่โม่เฟิงกำลังจะออกจากบ้าน ข้อความจากวีแชทของคนแปลกหน้าที่คุ้นเคยก็เด้งขึ้นมาในโทรศัพท์
[ฉันกำลังสร้างอนาคตอันสดใสอยู่ แล้วเธอล่ะ ช่วงนี้ใช้ชีวิตยังไงบ้าง?]ช่วงนี้เรียกได้ว่าโม่เฟิงกำลังมีความสุขสุด ๆ เขาจึงไม่ค่อยสนใจเรื่องไร้สาระเท่าไหร่นัก แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะยังคงดึงดูดใจเขาอยู่มาก แต่ความสุขใจกลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า
[ช่วงนี้ฉันก็กำลังวาดฝันถึงอนาคตเหมือนกัน แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามันยากเกินไป นายก็ตั้งใจหน่อยนะ ถ้าเกิดนายเผลอทำอะไรพลาดไป อาจจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีกเลย!]
ไม่นานคนแปลกหน้าที่คุ้นเคยก็ตอบกลับมา หลังจากอ่านข้อความจบโม่เฟิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายคงกำลังเจอปัญหาอะไรบางอย่าง แต่เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นแค่เพื่อนทางออนไลน์เท่านั้น ถ้าหากเปิดเผยตัวตนออกมา เกรงว่าแม้แต่เพื่อนก็คงไม่ได้เป็น ดังนั้น โม่เฟิงจึงรู้สึกว่าไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้ นอกจากให้กำลังใจกันและกัน
[ทุกคนมักจะคิดว่าตัวเองไม่มีความสุข แต่จริง ๆ แล้วความสุขเกิดจากการเปรียบเทียบ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีจะกิน ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่ พวกเราก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว ดังนั้นอย่าไปสนใจเรื่องถูกผิดเลย ขอแค่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็พอ เพราะการที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ นั่นก็หมายความว่าพวกเรายังคงมีความสุข!]
รออยู่พักใหญ่ โม่เฟิงถึงได้รับข้อความขอบคุณจากคนแปลกหน้าที่คุ้นเคย เขายิ้มแล้วเก็บโทรศัพท์ลง เมื่อครู่นี้จูลี่โทรมาบอกว่าจะมาทานมื้อเที่ยงที่บ้านเขา ดังนั้นโม่เฟิงจึงตัดสินใจรีบไปดูบ้านก่อน ไม่อย่างนั้นคงไม่ทันแน่
แน่นอนว่าบริษัทในเครือของเฟยอวิ๋นกรุ๊ปย่อมมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และหลิวหลินก็ดูแลบริษัทอยู่แห่งหนึ่ง น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าแบบนี้ โม่เฟิงจึงตรงดิ่งไปที่บริษัทของหลิวหลินทันที เขาไม่ได้ไปหาหลิวหลินโดยตรง แต่เลือกที่จะไปดูบ้านก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะถ้าไปหาหลิวหลิน อีกฝ่ายก็คงจะแนะนำบ้านหลังดี ๆ ให้ แต่เขาดันไม่มีเงินมากขนาดนั้น
โครงการหมู่บ้านฮุ่ยหวง ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านโม่เฟิงนัก เป็นโครงการบ้านจัดสรรที่เพิ่งสร้างขึ้นมาได้ไม่นาน เขาได้ยินล่ายผี่พูดว่ามีคนมาซื้อบ้านเยอะพอสมควร น่าจะเป็นเพราะราคาค่อนข้างถูก โม่เฟิงจึงขับรถตรงไปที่โครงการฮุ่ยหวงทันที
ภายในสำนักงานขายของโครงการฮุ่ยหวงนั้นดูไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน อาจเป็นเพราะใกล้เวลาปิดทำการแล้ว และห้องที่ยังเหลือว่างอยู่ก็มีไม่มากนัก เมื่อโม่เฟิงก้าวเข้าไปในห้องโถง ก็มีพนักงานขายสาวในชุดสูทเดินตรงเข้ามาหา เธอเป็นหญิงสาววัยประมาณสิบแปดถึงยี่สิบปี น่าจะเพิ่งเรียนจบได้ไม่นาน บนใบหน้ายังคงมีความอ่อนเยาว์ แต่กลับยิ่งขับเน้นให้เธอดูโดดเด่น สวยระดับนางฟ้าเลยทีเดียว
“สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย ยินดีต้อนรับสู่โครงการฮุ่ยหวงของเรานะคะ ไม่ทราบว่าต้องการให้ฉันช่วยอะไรบ้างคะ?” เสียงของเธอไพเราะราวกับเสียงนกร้อง ดังก้องสะเทือนใจ เธอเอ่ยปากพูดกับโม่เฟิงด้วยรอยยิ้มที่สุภาพ
โม่เฟิงถึงกับตะลึงงัน ไม่รู้ว่าช่วงนี้ตัวเองเป็นอะไร เจอแต่สาวสวย แถมยังดูเหมือนว่าเขาจะมีเสน่ห์ดึงดูดสาว ๆ เป็นพิเศษ ทำเอาโม่เฟิงไม่อยากหลบเลี่ยง อยากจะเข้าไปทำความรู้จักทีละคน
เขาเดินเข้าไปหาหญิงสาว เธอสวมรองเท้าส้นสูง ทำให้ความสูงของเธอสูงพอ ๆ กับเขา รูปร่างผอมเพรียว แต่มีส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน แถมหน้าอกยังดูอวบอิ่มอีกต่างหาก โม่เฟิงจึงเผยรอยยิ้มที่คิดว่าดูมีเสน่ห์ที่สุดออกมา แล้วถามเธอไปว่า “คุณชื่ออะไรครับ?”
หญิงสาวทำงานที่นี่มานาน เธอเจอผู้คนเข้ามาทักทายแบบนี้เยอะพอสมควร ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับท่าทางของโม่เฟิง เธอเผยรอยยิ้มอย่างเป็นทางการ “สวัสดีค่ะ ฉันเป็นพนักงานขายประจำตึกสามค่ะ ชื่อจางหมิงจู ไม่ทราบว่าคุณผู้ชายต้องการให้ดิฉันช่วยเหลืออะไรบ้างคะ?”
โม่เฟิงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างลื่นไหลว่า “แน่นอนว่าคุณช่วยผมได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเต็มใจหรือเปล่า?”
ทันทีที่พูดจบ โม่เฟิงก็รู้ตัวว่าพูดผิดไป เขาเอาแต่มองรูปร่างของจางหมิงจูจนไม่วางตา เลยไม่ได้ฟังว่าเมื่อกี้เธอพูดอะไร โม่เฟิงได้ยินแค่ว่า ‘ต้องการให้ฉันช่วยเหลืออะไรบ้างคะ?’
โม่เฟิงจึงตอบด้วยสัญชาตญาณ เลยเผลอพูดหยอดเธอออกไปแบบนั้น แต่พอลืมตาขึ้นมาเขาก็รู้สึกเสียใจ เพราะมันไม่ต่างอะไรจากพวกหื่นกาม เขาจึงรีบแก้ตัว “ตึกสามของคุณเป็นยังไงบ้างเหรอครับ? ถ้าคุณเต็มใจช่วยผม ก็ช่วยแนะนำห้องดี ๆ ให้ผมสักห้อง นั่นแหละที่เรียกว่าช่วยผม”
เดิมทีจางหมิงจูรู้สึกโกรธเล็กน้อยกับคำพูดที่ไม่ให้เกียรติของโม่เฟิง แต่เมื่อได้ยินประโยคต่อมา เธอก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะการทำงานที่นี่ เธอต้องพบปะกับผู้คนมากมาย จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าลูกค้าทุกคนจะใจดีมีเหตุผล และไม่สามารถรับประกันได้ว่าลูกค้าทุกคนจะมีมารยาทและพูดจาไพเราะ
ดังนั้น ถ้าอยากได้เงินเดือน เธอก็ต้องอดทน จางหมิงจูจึงเก็บความโกรธไว้ในใจแล้วพูดอย่างใจเย็นว่า “ไม่ต้องกังวลค่ะ การแนะนำห้องพักและแบบบ้านที่ดีที่สุดให้กับคุณลูกค้าเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้วค่ะ”
สุดท้ายแล้ว ภายใต้คำแนะนำของจางหมิงจูโม่เฟิงก็ตกลงใจเลือกไปดูห้องชุดแบบสามห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น…
โดยโครงการนี้ถือว่าอยู่ไม่ไกลจากตึกเฟยอวิ๋น ซึ่งการเดินทางไปทำงานนั้นสะดวกสบาย ดังนั้นแล้วโม่เฟิงจึงขับรถออกไปดูห้องตัวอย่างกับจางหมิงจู
เมื่อจางหมิงจูเห็นรถของโม่เฟิงที่จอดอยู่หน้าโครงการ ดวงตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ผู้หญิงทุกคนต่างก็หวังว่าจะได้เจอเจ้าชายขี่ม้าขาว จางหมิงจูเองก็มีความฝันแบบนี้เช่นกัน ในเมืองหนานผิงแห่งนี้ มาตรฐานของผู้ชายที่ประสบความสำเร็จก็หนีไม่พ้นเรื่องบ้าน รถ และงานที่มั่นคง
ซึ่งตอนนี้โม่เฟิงกำลังจะมีสิ่งเหล่านั้น ทุกอย่างจึงเป็นไปอย่างราบรื่น นี่เป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ทำให้โม่เฟิงกล้าที่จะรักใครสักคน เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่กล้าเข้าใกล้ผู้หญิงคนไหน เพราะกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตใครได้ เหมือนกับแฟนเก่าของเขาที่เลิกรากันไป โดยที่เขาไม่ได้แตะต้องตัวเธอเลย เพราะโม่เฟิงกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถดูแลเธอได้
ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะถอยห่าง จนกระทั่งได้เข้ามาทำงานที่บริษัทโฆษณาในเครือเฟยอวิ๋นกรุ๊ป โม่เฟิงมีงานที่ดีและมั่นคง ดังนั้นหัวใจที่ไม่เคยสงบสุขของเขาก็เริ่มเต้นแรงอีกครั้ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้โม่เฟิงเปลี่ยนจากคนธรรมดา ๆ กลายเป็นคนเจ้าชู้ นั่นก็คือ ผู้ชายมักจะเปลี่ยนไปเมื่อมีเงิน
ความจริงแล้วผู้ชายก็แย่อยู่แล้ว เพียงแต่ตอนที่ยังจนอยู่ไม่มีปัญญาทำเรื่องแย่ ๆ อะไรมากนัก แต่เมื่อมีเงินก็เลยมีความกล้าที่จะทำมากขึ้น ดังนั้นจึงเผยธาตุแท้ออกมา โม่เฟิงก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง การเขามีทัศนคติแบบนี้จึงเป็นเรื่องปกติ…