เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 105 ประตูปิดผนึก

            “ราชวงศ์แห่งเสวี่ยเยว่บรรพบุรุษตระกูลต้วน ต่างก็บรรลุไปถึงขั้นนั้น!” ดวงตาของหลินเฟิงฉายแววประหลาดใจไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมพวกเขาถึงสามารถปกครองอาณาจักรได้นานเช่นนี้นั่นเป็นเพราะสืบทอดพลังทางสายเลือดที่แข็งแกร่งนั่นเอง

            มีพลังทางสายเลือดที่บรรพบุรุษมอบให้ต่อให้พรสวรรค์ห่วยแตกอย่างไร ก็ยังแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาอยู่ดี จุดแข็งนี้ทำให้พวกเขาก้าวนำคนอื่นไปหนึ่งก้าวและยังสามารถสืบทอดจิตวิญญาณทางสายเลือดได้!

            “เพราะความเข้มข้นของพลังทางสายเลือดไม่เท่ากันดังนั้นพรสวรรค์ของคนรุ่นหลังจึงแตกต่างกัน นอกจากนี้จิตวิญญาณทางสายเลือดยังสามารถแบ่งออกได้หลายระดับมีแข็งแกร่งบ้างมีอ่อนแอบ้าง ด้วยเหตุนี้ตระกูลต้วนจึงกำหนดกฎขึ้นมาว่าลูกหลานตระกูลต้วนจะต้องมีเมียมาก ยิ่งมากเท่าไรยิ่งดี”

            หลินเฟิงชะงักก่อนจะส่ายหัวเบาๆเพราะการที่พลังทางสายเลือดจะเข้มข้นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับโชคล้วนๆ  ดังนั้นตระกูลต้วนจึงคาดหวังว่ายิ่งมีลูกหลานมากก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการกำเนิดอัจฉริยะออกมา ในบรรดาลูกหลานสักรุ่นหนึ่งขออัจฉริยะแค่ 1 คนก็พอแล้วหลินเฟิงเข้าใจความคิดของคนตระกูลต้วน

            “เพราะกฎนี้ลูกหลานของตระกูลต้วนจึงมีทั้งคนดีและคนชั่วปะปนกัน และไม่สามารถอาศัยอยู่ในพระราชวังได้ทั้งหมดดังนั้นใครอ่อนแอก็ต้องถูกกำจัดทิ้งข้าเคยได้ยินมาว่าบรรพบุรุษของข้าได้กระทำความผิดอะไรบางอย่าง จึงถูกไล่ออกจากวังแต่ความจริงข้ารู้ดีว่ามันไม่ใช่แบบนั้น สาเหตุที่แท้จริงที่เขาถูกไล่ออกมานั่นก็เพราะว่าเขาอ่อนแอ แน่นอนว่ายังมีคนอีกมากที่เป็นแบบบรรพบุรุษของข้า”

            ต้วนเฟิงยังคงกล่าวต่อไปหลินเฟิงพยักหน้าเงียบๆ คนตระกูลต้วนมีเมียมากย่อมมีลูกหลานมากต่อให้พระราชวังกว้างใหญ่ไพศาลแค่ไหน ก็ไม่อาจบรรจุลูกหลานได้นับพันนับหมื่นคนได้ยิ่งไปกว่านั้นมีคนมากเท่าไรก็ยิ่งวุ่นวาย การขับไล่จึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

            “เพราะว่าลูกหลานตระกูลต้วนทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการสืบทอดพลังทางสายเลือดถึงแม้ว่าจะถูกขับไล่ แต่ก็มีผู้ทรงอำนาจในหลังม่านคอยจับตาดูอยู่พวกเขาจะส่งคนไปติดตามลูกหลานตระกูลต้วนที่ถูกไล่ ขอเพียงพบว่ามีลูกหลานคนไหนสืบทอดพลังทางสายเลือดที่เข้มข้นปรากฏตัวขึ้นพวกเขาก็จะรีบเรียกตัวให้กลับมาทันที”

             “พี่หลินเฟิงข้าบอกกับท่านตรงๆ เลยนะ ญาติที่ข้าเคยกล่าวถึงน่ะ เขาพบว่าข้ามีพลังทางสายเลือดเข้มข้นในระดับหนึ่งดังนั้นจึงแนะนำข้าให้กับสำนักเทียนอี้ นอกจากนี้สถานะของเขายังสูงส่งเป็นอย่างมากเขาคือองค์ชายสองของราชวงศ์นี้ ทั้งมีอำนาจทั้งสูงส่งพรสวรรค์ของเขาไม่เพียงแค่ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังชำนาญด้านกลยุทธ์อีกด้วยเขาเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก”

            องค์ชายสอง?หลินเฟิงไม่คิดว่าต้วนเฟิงจะรู้จักคนใหญ่คนโตเช่นนี้

            “ต้วนเฟิงพรสวรรค์ของเจ้าไม่เลวเลยนะ คงสืบทอดพลังทางสายเลือดมาไม่น้อยเลยใช่ไหม?”

            หลินเฟิงยิ้มให้ต้วนเฟิงการที่ต้วนเฟิงได้รับเชิญให้ไปเมืองหลวงโดยองค์ชายสอง เห็นได้ชัดว่าต้วนเฟิงจะต้องมีพรสวรรค์และจิตวิญญาณทางสายเลือดที่เข้มข้นมาก

            “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะตัดสินว่าคนคนหนึ่งจะแข็งแกร่งแค่ไหนจากการสืบทอดพลังทางสายเลือด สิ่งสำคัญก็คือการฝึกฝนและพัฒนาจิตวิญญาณทางสายเลือดของตัวเองเพราะว่าความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณทางสายเลือดสามารถเพิ่มพูนได้เรื่อยๆ ตอนนี้จิตวิญญาณทางสายเลือดของข้ายังอ่อนแอและยังห่างไกลจากองค์ชายสอง แต่ทว่าคนที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่องค์ชายสองในรุ่นของพวกเราได้ปรากฏอัจฉริยะปีศาจคนหนึ่งออกมาพรสวรรค์ของเขาสูงที่สุดในรอบร้อยปีที่ผ่านมา และยังถูกยกย่องว่าเป็นผู้ที่สืบทอดพลังทางสายเลือดเข้มข้นที่สุดในรอบพันปีของตระกูลต้วน”

            หลินเฟิงจดจ่ออยู่กับคำพูดของต้วนเฟิงจากคำพูดของต้วนเฟิงดูเหมือนว่าองค์ชายสองเป็นอัจฉริยะที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง แต่ว่าก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่าเขา

            “คนคนนั้นก็คือองค์รัชทายาทต้วนหวู่ต้าว เขาถูกกำหนดให้ขึ้นปกครองอาณาจักรเสวี่ยเยว่เขาถูกยกย่องให้เป็นอัจฉริยะในรอบพันปีของตระกูลต้วน เขาแข็งแกร่งที่สุดในหมู่ 8คุณชายแห่งเสวี่ยเยว่ ไม่เคยมีใครมาแย่งอันดับหนึ่งจากเขาได้ มันอาจเป็นเรื่องปกติที่รัชทายาทจะทรงพลังความสามารถของเขาราวกับไม่มีที่สิ้นสุดและจิตวิญญาณทางสายเลือดของเขาเองก็ยังเข้มข้นมากด้วย”

            “ต้วนหวู่ต้าวคืออัจฉริยะที่แท้จริงเขาเลือดเย็นและแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เขาเคยสังหารผู้คนนับไม่ถ้วนว่ากันว่าเมื่อต้วนหวู่ต้าวทรงพลังขึ้น เขาได้ท้าทายอาจารย์ของตัวเองและสังหารทิ้งในความคิดของเขาคนที่อ่อนแอกว่าตัวเองย่อมไม่มีคุณสมบัติเป็นอาจารย์ของเขาอีกต่อไปมีหลายคนที่เกลียดชังเขา แต่ก็ไม่มีใครกล้าลองดีกับเขาต้วนหวู่ต้าวจะสังหารทุกคนที่ไม่เชื่อฟังเขา!”

            สังหารแม้กระทั่งอาจารย์ของตัวเองนี่มันโหดร้ายและเลือดเย็นเกินไปแล้ว!

            “ถึงแม้ว่าองค์รัชทายาทคืออัจฉริยะที่แท้จริงแต่องค์ชายคนอื่นๆ ก็ไม่ธรรมดาเช่นกันอย่างตัวองค์ชายสองเองก็แข็งแกร่งเช่นเดียวกันเขาอายุน้อยกว่าองค์รัชทายาทไม่กี่ปี แต่ได้กลายเป็น 1 ใน 8คุณชายแห่งเสวี่ยเยว่แล้ว นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่ถ่อมตัวและได้รับการชื่นชมจากผู้คนมากมาย”

            หลินเฟิงพยักหน้าดูเหมือนว่าเริ่มจะเข้าใจสภาพภายในของตระกูลต้วนมากขึ้นแล้ว

            ต้วนเฟิงกล่าวต่อ“องค์รัชทายาทเป็นอัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะท้าทายเขาบางทีอาจจะมีแค่องค์ชายสองเท่านั้นที่พอจะต่อกรกับเขาได้ ได้ยินมาว่าทั้งสองคนนี้ไม่ค่อยลงรอยกันแม้แต่ตัวข้าเองก็รู้เรื่องนี้ไม่มากนัก ข้าได้ยินเรื่องหนึ่งมาจากท่านพ่อตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ คนที่ใกล้ชิดกับองค์รัชทายาทมากที่สุดก็คือ อ๋องเทียนหลง”

            “เป็นเช่นนี้เอง”หลินเฟิงพยักหน้า “นั่นคือเหตุผลที่ลุงหวังกล่าวว่าต้วนเทียนหลางส่งข้ามาเพราะเขาต้องการที่จะทำลายมิตรภาพระหว่างเราถ้ากล่าวว่าข้าอยู่ข้างเดียวกับต้วนเทียนหลาง มันก็จะหมายความว่าข้าอยู่ข้างเดียวกับองค์รัชทายาทด้วยเช่นกัน?”

             “ใช่เป็นแบบนั้น” ต้วนเฟิงพยักหน้า

            ชีวิตดั่งจมลงในทะเลลึกผู้มีอำนาจหลังม่านล้วนเป็นพวกปากหวานก้นเปรี้ยวที่ต้วนเฟิงถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นเพราะคำสั่งให้เข้าสำนักเทียนอี้ขององค์ชายรองนั่นเอง

            ถึงแม้ว่าต้วนเฟิงจะตกอยู่ในอันตรายหลายครั้งแต่องค์ชายรองก็ยังไม่ปรากฏตัวออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

            “องค์ชายรองคนนั้นจิตใจยากจะหยั่งถึงยังไงก็ระวังตัวด้วย” หลินเฟิงเตือน

            “ฮ่าๆๆไม่มีใครกล้าที่จะขัดขืนองค์รัชทายาทได้หรอก แม้แต่องค์ชายสองก็เช่นกันดังนั้นถ้าหากองค์รัชทายาทลงมือสังหารข้าจริงๆองค์ชายรองก็คงไม่กล้าปรากฏตัวออกมาหรอก เพราะคนแบบข้ามีอยู่มากมายมันไม่คุ้มหากต้องปะทะกับองค์รัชทายาท”

            แม้ว่าต้วนเฟิงจะกล่าวด้วยรอยยิ้มแต่น้ำเสียงของเขาก็ดูโศกเศร้าเป็นอย่างมาก

            “บางทีที่องค์รัชทายาทกับองค์ชายรองไม่ปรากฏตัวขึ้นมาก็อาจเป็นเพราะว่า พวกเขาได้ส่งตัวแทนมาจัดการแล้วนั่นเอง”

            หลินเฟิงพยักหน้าเห็นด้วยและยังรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา อายุเพียงเท่านี้แต่สามารถมองการณ์ไกลได้ขนาดนี้นับได้ว่ามีความสามารถจริงๆองค์รัชทายาทกับองค์ชายรองไม่จำเป็นต้องลงมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองด้วยสถานะที่ยิ่งใหญ่ของเขา จะต้องมีคนจัดการให้อยู่แล้ว

            “ข้ามีคำถามถ้าสมาชิกตระกูลต้วนทุกคนที่มีจิตวิญญาณทางสายเลือดแล้วทำไมต้วนเทียนหลางและบุตรชายของเขาถึงใช้ดาบ?”

            “นั่นเป็นเพราะว่าจิตวิญญาณทางสายเลือดได้เกิดการเปลี่ยนแปลงถ้าหากสืบทอดพลังทางสายเลือดได้เจือจางมากๆ จิตวิญญาณของพวกเขาก็จะไม่ใช่จิตวิญญาณทางสายเลือดแต่จะเป็นจิตวิญญาณประเภทอื่นแทน แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ยังมีจิตวิญญาณแห่งสายเลือดอยู่เพียงแต่ว่ามันจะอ่อนแอมากๆ นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมต้วนเทียนหลางและบุตรชายของเขาถึงมีจิตวิญญาณแห่งดาบ”

            “ถ้าหากพลังทางสายเลือดอ่อนแอพวกเขาก็จะมีจิตวิญญาณนักรบคู่ ด้วยเหตุนี้คนรุ่นหลังจึงแข็งแกร่ง ช่างน่ากลัวยิ่งนัก!!!” หลินเฟิงพลันตกตะลึงขึ้นมา

            “คนที่สืบทอดจิตวิญญาณทางสายเลือดที่เข้มข้นจะมีอาจารย์มาคอยชี้แนะเกี่ยวกับจิตวิญญาณทางสายเลือด และทำให้จิตวิญญาณทางสายเลือดบริสุทธิ์ขึ้นไปอีกทั้งยังแข็งแกร่งมากขึ้น” ต้วนเฟิงกล่าว แม้ว่าท่าทางของเขาจะแปลกไปแต่ก็ยังกล่าวต่อ“พี่หลินเฟิง ความจริงแล้วจิตวิญญาณทางสายเลือดที่ข้าสืบทอดมามันบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงดึงดูดความสนใจขององค์ชายสอง และทำให้เขาเชื้อเชิญข้าไปที่เมืองหลวง”

            หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยเขาได้คาดเดาไว้แล้วว่าต้วนเฟิงคงจะเป็นอัจฉริยะและมีจิตวิญญาณทางสายเลือดที่บริสุทธิ์นั่นคือเหตุผลที่ต้วนเฟิงดึงดูดคนถึง 2 ประเภท  หนึ่งคือผู้ที่ต้องการช่วยเหลือ และสองคือผู้ที่ต้องการสังหารเขา

            ต้วนเฟิงยิ้มและกล่าว“พี่หลินเฟิงเป็นไปได้ไหมว่าท่านไม่รู้จักจิตวิญญาณทางสายเลือด?”

             “ข้าไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับจิตวิญญาณทางสายเลือดมาก่อนไม่เคยเห็นต้วนเทียนหลางและบุตรชายของเขาใช้ด้วยและคงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ที่ครอบครองจิตวิญญาณทางสายเลือดจะแสดงมันต่อหน้าคนแปลกหน้า”หลินเฟิงกล่าว

            “พี่หลินเฟิง ท่านช่วยชีวิตของข้าไว้ถึง2 ครั้ง พวกเราไม่ใช่คนแปลกหน้ากันอีกแล้ว ตอนนี้ท่านเปรียบเสมือนคนในครอบครัวของข้าดังนั้นข้าจะให้ท่านได้เห็นจิตวิญญาณทางสายเลือดของข้า!”

            หลังจากที่ต้วนเฟิงกล่าวจบลมปราณแปลกๆ ก็ทะลักออกมาจากร่างของเขา ด้านหลังของต้วนเฟิงได้ปรากฏจิตวิญญาณหนึ่งขึ้นมา

            ประตูสีดำ3 บานลอยอยู่กลางอากาศอย่างสงบทั้งยังแผ่กลิ่นอายโบราณออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อประตูสีดำนั่นถูกเปิดก็จะปรากฏความลึกอย่างไร้ที่สุดออกมา

            หลินเฟิงมองเข้าไปภายในประตูทั้ง3 บานทันใดนั้นภายในใจของเขาก็เกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาดขึ้น

            “พี่หลินเฟิงถ้าท่านต้องเผชิญหน้ากับลูกหลานของตระกูลต้วนในอนาคต ท่านจะต้องระวังไว้ให้ดีจิตวิญญาณพวกนี้ถูกเรียกว่าประตูปิดผนึก มันสามารถปิดผนึกพลังและความแข็งแกร่งของผู้คนไว้ที่ด้านหลังของบานประตูรวมทั้งผนึกชีวิต ยิ่งผนึกไปมากเท่าไร พลังและความแข็งแกร่งก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้นมีข่าวลือว่าองค์ชายสองมีประตูปิดผนึกถึง 5 บานและแข็งแกร่งมากส่วนองค์รัชทายาทนั้นมีถึง 6 บาน ในตำนานว่ากันว่าบรรพบุรุษของข้านั้นมีประตูปิดผนึกถึง9 บาน เขาสามารถผนึกจิตวิญญาณของคน 5,000 คนในการโจมตีเพียงครั้งเดียวได้!!!”

            “เมื่อผู้ฝึกยุทธ์ใช้ความสามารถนี้‘ผนึก’ จะปรากฏบนร่างกายของฝ่ายตรงข้ามจากนั้นความแข็งแกร่งและจิตวิญญาณของเขาก็จะถูกผนึกไว้”

            หลินเฟิงถึงกับสะดุ้งทำให้เมิ่งฉิงและต้วนเฟิงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา และจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างตกใจ

            “นั่นคือ…ประตูปิดผนึก!” หลินเฟิงถึงกับพูดไม่ออกปราณที่แข็งแกร่งเล็ดลอดออกมาจากร่างของเขา ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองเคยเห็นบานประตูแบบนี้ที่ไหน ตอนที่เขายังเป็นเด็ก เขาเคยเห็นบานประตูเหล่านี่ที่หว่างคิ้วของหลินไห่บิดาของเขา!!!