Teachers Kekkaishi คุณครูผู้ผนึกมาร

    บทที่44 อาจารย์ของผมน่ะเหรอ...

    ไม่กี่นาทีก่อนหลังจากที่มู่หลินได้รับรายงานผลจากวั่งซูเขาก็ได้สั่งการออกไปว่าต้องทดสอบเทาก้านและหูเฟิงยังไงบ้างดังนั้นในเวลานี้เขาจึงไม่มีอะไรให้ทํานอกจากเดินช็อป

     

    “หูเฟิงนั้นเป็นเพียงแค่นักสู้กําลังภายในหากเทียบเรื่องประสบการณ์วั่งซูนั้นเทียบไม่ได้เลยแต่หากเทียบกับความแข็งแกร่ง...หากไม่ประมาทเขานั้นเหนือว่าหูเฟิงอย่างเห็นได้ชัดดังนั้นไม่ว่าจะยังไงครั้งนี้เทาก้านคงต้องปวดหัวแน่ๆ’’ขณะที่มู่หลินกําลังเดินขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อไปยังชั้นต่อไป เขาอดนึกถึงเรื่องตลกๆที่เทาก้านต้องปวดหัวไม่ได้

     

    ตลกจริงๆ!

     

    “หือ?นั่นมันเสี่ยวหนิงนี่…’’ อย่างไรก็ตามในวินาทีต่อมาใบหน้าของมู่หลินก็ต้องประหลาดใจเพราะในตอนนี้เขาพบคนหนึ่งที่เขาจําได้เป็นอย่างดี

     

    ภายในร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่งเสี่ยวหนิงที่เพิ่งมาถึงก็ได้กําลังลองสินค้าต่างๆอย่างมีความสุขทว่าวินาทีนั้นเธอก็บังเอิญสบตาเข้ากับชายหนุ่มที่มองมาถึงแม้ว่าเขาจะหล่อเหลาและดูมีผิวขาวใสทั้งยังทําให้เธอรู้สึกคุ้นๆอยู่บ้างแต่เธอก็ต้องส่ายหัว “คนโรคจิตแน่ๆ…’’

     

    โดยไม่รอช้าเสี่ยวหนิงรีบเปลี่ยนที่อย่างรวดเร็ว เพราะเธอกลัวว่าขืนถ้ายังอยู่ต่อชายหนุ่มคนนั้นจะต้องลวนลามเธอด้วยสายตาอย่างแน่นอน

     

    ไม่แปลกที่เสี่ยวหนิงจะจํามู่หลินในตอนนี้ไม่ได้ เหตุผลก็เพราะเดิมทีแล้วในสมัยอดีตมู่หลินเป็นเพียงคนผอมแห้งที่ไม่ได้ออกกําลังกายแตกต่างกับปัจจุบันที่เข้าฟิตเนสฟิตหุ่นมาอย่างดี ดังนั้นร่างกายของเขาจึงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่สวมส่วนยิ่งเมื่อกลายเป็นผู้บําเพ็ญเพียรแล้วความต่างก็ยิ่งเห็นได้ชัดโดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณ มันเปล่งประกายจนสาวสวยยังต้องอิจฉา

     

    ซึ่งหากเป็นตอนที่มู่หลินอยู่ในระดับหลอมรวมเต๋าขั้นต้นเสี่ยวหนิงคงอาจนึกออกว่าเป็นใคร แตกต่างกับตอนนี้ที่ชายหนุ่มได้มาถึงขั้นกลางมันจึงไม่แปลกที่หญิงสาวจะแค่รู้สึกคุ้นๆดังนั้นหากไม่ใช่พวกซุยหมิงก็ไม่มีทางเลยที่จะรู้ว่าเป็นมู่หลิน

     

    เว้นเสียแต่ว่า...จะมีเหตุการณ์บางอย่างทําให้นึกออก!

     

    ซึ่งนั่นเป็นไปไม่ได้!

     

    “สาวสวยไปเที่ยวด้วยกันกับพี่ไหมน้อง?’’ ระหว่างที่เสี่ยวหนิงกําลังเลือกสินค้าแบดบอยคนหนึ่งก็เดินเข้ามา เขาค่อนข้างดูรํ่ารวยไม่น้อย

     

    “ไปให้พ้น!’’เสี่ยวหนิงเหลือบมองเพียงเล็กน้อยแล้วไล่ตะเพิดอย่างไม่ใส่ใจในสายตาของเธอแล้วผู้ชายคนนี้ก็แค่พวกเอาแต่ได้ที่เกิดมาในตระกูลรํ่ารวย

     

    ด้านแบดบอยก็อึ้งไปก่อนจะแนะนําตัวอย่างเป็นทางการ“ผมชื่อสือกวงเป็นลูกของรองผู้กํากับสือเมิ่ง’’ในความคิดของเขาการบอกฐานะออกไปเช่นนี้ย่อมทําให้หญิงสาวหันมาสนใจเขาได้อย่างง่ายดาย

     

    “รองผู้กํากับสือเมิ่ง?ใครล่ะนั่น? ฉันไม่รู้จัก! เพราะงั้นไปให้พ้น!’’เสี่ยวหนิงเริ่มหงุดหงิดเธอจึงขึ้นเสียง จนคนรอบๆเริ่มมองมา

     

    สือกวงที่เห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดีก็รู้สึกเสียหน้าเขาจึงพยายามสงบจิตใจให้เย็นเข้าไว้เพื่อรอให้ทุกคนเลิกมอง

     

    ไม่ช้าคนอื่นๆก็เลิกสนใจอย่างไรก็ตามเวลาต่อมาชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามา เขามีหน้าตาหล่อเหลาและนัยน์ตาสีฟ้าที่โดดเด่น

     

    ไม่ใช่ว่ามู่หลินอยากจะทักทายเสี่ยวหนิงแต่เขาเข้ามาที่นี่ก็เพราะบังเอิญเจอสูทที่ถูกใจพอดีอีกอย่างเขาก็ไม่มีความคิดที่จะไปทําอะไรเช่นนั้นหรอก

     

    ด้านเสี่ยวหนิงที่สังเกตเห็นว่าคนโรคจิตอย่างชายหนุ่มเดินตามเธอเข้ามาในร้านก็เริ่มจะไม่สบอารมณ์ขึ้นมา

     

    ทําไมวันนี้ถึงได้มีแต่พวกผู้ชายพรรค์นี้นะ?

     

    หมดกันวันแรกแห่งความสุขในมาเก๊าของเธอ!

     

    ขณะที่เสี่ยวหนิงกําลังรู้สึกเบื่อเพราะเรื่องนี้เธอก็บังเอิญเห็นว่าชายคนนั้นเริ่มเดินเข้ามาทางเธอ

     

    “นี่นายน่ะ!หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!’’ เสี่ยวหนิงคิดว่าบางที่ชายหนุ่มอาจจะต้องการลวนลามร่างกายเธอเธอจึงพูดกับเขาด้วยนํ้าเสียงชัดเจน

     

    “เฮ้ย!แกคิดจะทําอะไรกันวะ? ไม่เห็นรึไงว่าผู้หญิงเขาบอกให้หยุด?ถ้าขืนแกยังไม่หยุดอีกฉันนี่แหละที่จะทําให้แกหยุด!’’ด้านสือกวงที่แอบสังเกตและได้ยินพอดีก็คิดว่าโอกาสมาถึงแล้วเขาจึงโชว์พาวมองอย่างหาเรื่องไปทางชายหนุ่มม

     

    ทว่าชายหนุ่มก็ยังคงไม่หยุดเพราะเขามีเป้าหมายที่จะซื้อสูทตรงหน้า ดังนั้นเขาจึงถามออกไปอย่างงงๆ“พวกคุณปัญญาอ่อนเหรอ? ผมจะมาซื้อเสื้อแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกคุณ?’’

     

    “เฮ้อ!ตั้งแต่มามาเก๊านี่เจอแต่คนประสาททั้งนั้นเลย…’’ มู่หลินถอนหายใจเป็นความจริงที่เขาเจอแต่พวกอารมณ์ขึ้นง่ายและลงเร็วดังนั้นตอนนี้เขาจึงเริ่มรู้สึกว่าเมืองแห่งนี้มันไม่ใช่เมืองของคนปกติเสียแล้ว…

     

    “ว่าไงนะ!’’ได้ยิน สือกวงและเสี่ยวหนิงก็อุทานพร้อมกันทั้งสองคนไม่อยากเชื่อเลยจริงๆว่าชายหนุ่มจะกล้ายั่วโมโหพวกเขาเช่นนี้

     

    “เอาเถอะถ้าพวกคุณอยากจะบ้าให้ได้ก็บ้าเสียตรงนี้เลยผมไม่รบกวนพวกคุณละ!’’ มู่หลินไม่สนใจเขาโบกมือแล้วนําสูทตรงหน้าไปคิดเงินทันที

     

    เห็นแบบนั้นเสี่ยวหนิงและสือกวงก็ผงะ

     

    อยากจะบ้า?

     

    กับผีน่ะสิไม่ว่า!

     

    ทั้งสองต่างคิดเหมือนกันว่าไอ้คนประสาทพรรค์นี้หลุดมาจากไหนแล้วทําไมพวกเขาถึงต้องมาเจอคนบ้าบอแบบนี้ยั่วโมโหด้วย?

     

    กลับกันมู่หลินนั้นไม่สนใจทั้งสองคนแม้แต่น้อยดังนั้นพอทํารายการซื้อสูทเสร็จเขาก็ออกจากร้านและมุ่งหน้าไปยังทางอื่นอย่างรวดเร็ว

     

    “พี่ชายเปาตอนนี้พี่ว่างไหม?’’ถึงชายหนุ่มจะไปแล้ว แต่สือกวงก็ยังคงรู้สึกไม่สบอารมณ์เหมือนถูกหยามเขาจึงตั้งใจโทรหาลูกพี่ของเขา

     

    “ว่าไง?’’ไม่ช้า เปามิ่งก็เอ่ยถามผ่านสาย

     

    “ตอนนี้ผมอยู่ห้างสรรพสินค้าเทียนหลงนะและบังเอิญว่ามีไอ้บ้าคนหนึ่งมายั่วโมโหผม ซึ่งตอนนี้มันน่าจะยังเดินช็อปอยู่ดังนั้นผมอยากให้พี่มาจัดการสั่งสอนมันแล้วพามาคุกเข่าขอโทษผมให้หน่อยน่ะ!’’สือกวงพูด ใบหน้าของเขาแสดงให้เห็นถึงความสุขยามนึกถึงเรื่องที่กําจะเกิดขึ้น

     

    “โอเคเดี๋ยวฉันจะรีบไป!’’ เปามิ่งพยักหน้าตอบตกลงโดยไม่ลังเลสําหรับเขาแล้วที่เขาช่วยสือกวงบ่อยๆก็เป็นเพราะพ่อของอีกฝ่ายเป็นรองผู้กํากับซึ่งเวลาเกิดคดีอะไร เขาจะได้หลุดออกมาได้ง่ายๆ

     

    นี่ล่ะเหตุผล!ไม่งั้นแล้วเขาจะไปสนิทกับแบดบอยเช่นสือกวงได้อย่างไร?

     

    ตลกแล้ว!

     

    …

     

    เวลาเดียวกันหลังจากที่วั่งซูแสดงละครอย่างเต็มกําลังออกไปแล้วพวกหูเฟิงก็รู้สึกราวกับเจอเรื่องน่าขันเรื่องหนึ่ง

     

    ไอ้เด็กนี่มันดูหนังมากไปรึเปล่า?

     

    “เด็กน้อยฉันคงต้องตีก้นเธอเพื่อสั่งสอนเสียแล้ว!’’หูเฟิงโมโห เขาคิดว่าเด็กนี่ช่างนิสัยไม่ดีเอาเสียเลย ดังนั้นเขาจะทําการสั่งสอนเสียให้เข็ด

     

    “สั่งสอนผม?คุณยังไม่มีค่าพอ!’’ วั่งซูพูดอย่างดูถูกถึงเขาจะรับรู้มาจากอาจารย์แล้วว่าชายชราคนนี้เป็นนักสู้กําลังภายในแต่เขาก็ไม่กลัวที่จะแสดงละครต่อไป เพราะอย่างไรซะอย่างมากก็แค่สู้!

     

    มันจะมีอะไรมากไปกว่านั้น?

     

    กลับกัน ด้านเทาก้านเริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้มันชักจะแปลกๆ

     

    เดิมทีแล้วหากเป็นตัวของเทาก้านเมื่อก่อนคงไม่เอะใจอะไรแต่ตอนนี้นั้นต่างไปแล้ว เพราะตั้งแต่ได้เห็นเรื่องราวอันน่าตกตะลึงมามากมายเขาก็เริ่มตะหนักได้แล้วว่าโลกนี้ยังมีอะไรที่เขายังไม่รู้อีกเยอะ ดังนั้นสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นตอนนี้ก็ควรที่จะรายงานมู่หลินเสียก่อน

     

    โดยไม่รอช้าเทาก้านไม่สนใจพวกวั่งซูแล้วกดโทรศัพท์โทรหามู่หลินทันที

     

    เห็นอย่างนั้นวั่งซูก็เผลอยิ้มขึ้นมาดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาต้องทําอีกเพียงอย่างเดียวก็คือ ทดสอบหูเฟิง!

     

    “ดี!ฉันจะสั่งสอนให้รู้ว่าใครเป็นใคร!’’ หูเฟิงไม่สนใจอะไรต่อไปอีกเขาทะยานเข้าหาเด็กหนุ่มด้วยความเร็วของผู้ใช้กําลังภายในซึ่งในสายตาของเขาอีกฝ่ายจะต้องตกใจกลัวจนหัวหดอย่างแน่นอน

     

    เห็นเช่นนั้นวั่งซูก็ขมวดคิ้วจากที่อาจารย์ของเขาบอกมาแม้จะเป็นเขาการจะเอาชนะชายชราคนนี้ก็ยังยากอยู่ ดังนั้นเขาคงต้องทุ่มสุดตัวเสียแล้ว

     

    วินาทีนั้นก่อนที่หูเฟิงจะถึงตัววั่งซูภายในร่างของเด็กหนุ่มได้โคจรพลังปราณเต็มพิการส่งผลให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

     

    หูเฟิงที่รู้สึกได้ถึงอันตรายผ่านสัญชาตญาณก็ไม่รอช้าที่จะโคจรลมปราณในร่างเช่นกันแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทําอะไรเขาก็ต้องตกใจ“ระ...เร็ว! เร็วมาก!’’

     

    เบื้องหน้าหูเฟิงเด็กหนุ่มได้ปรากฏตัวแล้วซัดหมัดออกมาด้วยความเร็วที่น่าตะลึงทั้งยังทรงพลังมากอีกด้วย

     

    กร็อบ!

     

    เมื่อหมัดปะทะเข้ากับช่วงท้องของชายชราเสียงแตกร้าวภายในก็ดังออกมา

     

    “อั๊ก!’’ร่างของหูเฟิงที่รับแรงปะทะมหาศาลเต็มๆพลันเซถลาไปหลายก้าวก่อนจะกระอักเลือดออกมาแล้วมองไปยังเด็กหนุ่มด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

     

    “เกิดอะไรขึ้น?’’เทาก้านและเหล่ยฟ่านก็ตกใจเหมือนกันเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้มันราวกับว่าจอมยุทธ์ในหนังกําลังภายในสู้กันไม่ปานพวกเขาจึงได้แต่รู้สึกทึ่งที่ได้เห็นมันกับตา

     

    “เด็กน้อย...อาจารย์ของเธอเป็นใครกัน?’’ถึงจะรู้สึกโกรธที่ถูกทําให้ขายหน้า ชายชราอย่างหูเฟิงก็อดถามออกไปไม่ได้เพราะในความคิดของเขามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีเด็กที่เก่งกาจขนาดนี้อยู่อีกอย่างถ้ามีแล้วใครกันที่เป็นอาจารย์ผู้เก่งกาจจนสามารถเพาะปลูกศิษย์ระดับนี้ได้?

     

    ทางวั่งซูหลังจากที่ซัดหมัดออกไปแล้วและเห็นว่าชายชราพ่ายแพ้ในหมัดเดียวทั้งๆที่ระมัดระวังเขาก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

     

    ตอนแรกวั่งซูคิดว่าเขาอาจจะพ่ายแพ้แก่ชายชราได้เพราะเขารู้ดีว่าเขาไม่ได้ฝึกอะไรมาเลยและมีเพียงแค่ความแข็งแกร่งเขาจึงทุ่มสุดตัวและเจาะจงที่จะโจมตีทีเผลอแต่เมื่อครู่เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าชายชราระมัดระวังตัวและจริงจังขึ้นมาเขาก็นึกว่าจะพลาดเสียแล้ว แต่ใครจะไปคิดกันล่ะว่ามันจะเป็นแบบนี้?

     

    นักสู้กําลังภายใน?ก็ไม่เห็นเท่าไหร่เลยนี่!

     

    “คุณควรตอบคําถามของผมมาก่อนจะจงรักต่อไอ้อ้วนนี่หรือจะจงรักต่ออาจารย์ของผม?ไม่งั้นแล้ววันนี้อาจารย์ของผมจะมาถล่มที่นี่ให้เละ!’’อย่างไรก็ตามวั่งซูก็ยังคงต้องทําตามแผน ดังนั้นเขาจึงแสดงท่าทีเย็นชาแล้วเดินย่างท้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

     

    “อาจารย์ของคุณ?เหอะ! ไม่มีวันเสียหรอก!’’ แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายถามขึ้นมาทําไมแต่หูเฟิงก็ปฏิเสธอย่างไม่ลังเล เพราะเขานั้นยกย่องมู่หลินมากกว่าใครๆเขาจึงเชื่อว่าในโลกนี้ไม่มีใครแข็งแกร่งไปกว่าชายหนุ่มอีกแล้ว

     

    ด้านเทาก้านที่เห็นก็รู้สึกยกย่องในตัวของชายชรามากขึ้นไปอีก

     

    อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาพบว่าวินาทีต่อมาเด็กหนุ่มกลับหยุดฝีเท้าลงแล้วเงียบไป พวกเขาก็ต้องแปลกใจ

     

    ครู่ต่อมาเด็กหนุ่มก็หัวเราะเบาๆแล้วตบมือ ‘พวกคุณผ่านการทดสอบแล้ว!’’

     

    “การทดสอบ?’’หูเฟิงและเทาก้านชะงัก

     

    เหล่ยฟ่านก็ได้แต่มองดูอย่างงงๆเขาไม่เข้าใจเลยด้วยซํ้าว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น?

     

    “การทดสอบอะไรกัน?แล้วอาจารย์ของเธอเป็นใคร?!’’ หูเฟิงชักเริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้มันแปลกๆเขาจึงลองคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ขึ้นมา และเขาก็อดไม่ได้จริงๆที่จะต้องสลัดความคิดนั้นออกจากหัว

     

    ต่อหน้าสายตาจับจ้องของคนทั้งสามเด็กหนุ่มก็ค่อยๆเผยรอยยิ้มออกมา

     

    “อาจารย์ของผมน่ะเหรอ...มู่หลิน!’’

     

    ถ้าไม่ใช่ชายคนนี้แล้วจะเป็นใครไปได้อีก?

     

    ไม่มีอีกแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องTeachers Kekkaishi คุณครูผู้ผนึกมาร ที่คุณอ่าน