“ทุกคนลดอาวุธลงเดี๋ยวนี้ ! ถ้าขยับล่ะก็เ้าหน้าที่คนนี้ตายแน่”
ท่ามกลางวงล้อมของเ้าหน้าที่ชุดดำในโกดังร้าง ภาพที่หาดูได้ยากของ ทายาทเศรษฐีพันล้านที่กำลังประกาศกร้าวเอาปืนจ่อหัวเ้าหน้าที่ร่างใหญ่ ทำให้ทุก ๆ คนต่างตกตะลึง
เด็กหนุ่มวัย 14 ปีที่ไม่ได้มีกล้ามเนื้ออะไร ออกจะมีสภาพร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์ อีกทั้งยังมีระดับพลังพิเศษแค่ระดับ 10 กลับสามารถทำให้เ้าหน้าที่มากประสบการณ์ 2 คนล้มลงไปได้
คำถามก็คือเรเวอรี่ รี้ด ทำแบบนั้นได้ยังไง ?
เื้ัสถานการณ์นี้เกิดจากตัวแปรสองอย่าง โอกาส และ ทักษะ
โอกาสที่เกิดขึ้นจากความประมาทของเ้าหน้าที่ที่ปลดกุญแจมืออันหนักอึ้งออก และไม่ได้ควบคุมตัวเด็กหนุ่มอย่างรัดกุม
ส่วนในแง่ของทักษะนั้น…
‘ในเมื่อดูแล้ว พลังพิเศษจะช่วยอะไรเราไม่ได้ งั้นก็ซัดมันด้วยสิ่งที่ฝึกมาเนี่ยแหละ !!!’
เรเวอรี่ได้อาศัยจังหวะเสี้ยววินาทีที่เ้าหน้าที่ทั้งสองคนเผลอ ซัดหมัดเข้าไปที่คางของพวกเขาด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง ส่งแรงกระเทือนขึ้นไปยังสมองส่งผลให้พวกเขาสลบลงไป ก่อนจะย่อตัวลงอย่างฉับซ่อนก้านใต้ร่างของเ้าหน้าที่สร้างความสับสนงุนงงให้กับฝูงชน
แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มทั่ว ๆ ไปจะสามารถทำได้ แต่สำหรับเรเวอรี่แล้วนี่เป็เื่ง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
ซึ่งเื้ัความเร็วและการตัดสินใจอันเฉียบขาดใน่จังหวะเพียงเสี้ยววินาทีนั้นก็มีรากฐานมาจากต้นตระกูลของเขานั่นเอง
ตระกูลรี้ด เป็ตระกูลมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยจากธุรกิจมากมายในเครือมาหลายชั่วรุ่น ทำให้พวกเขามีอริศัตรูมากมาย ส่งผลให้ลูกหลานผู้สืบทอดทุกคนจะต้องได้รับ ‘การอบรม’ เป็อย่างดี
‘โชค ทรัพย์สิน และอิทธิพล ไม่อาจปกป้องตัวเราในยามคับขันได้’
นี่คือคติประจำใจข้อสำคัญที่สุดของตระกูลรี้ด
ดังนั้น เรเวอรี่ รี้ด ในฐานะผู้สืบทอดอันดับหนึ่งของตระกูล จึงต้องผ่านการฝึกฝนอันทรหดมาั้แ่เด็ก เพื่อให้ได้มาซึ่งทักษะการต่อสู้ที่ไม่ต้องพึ่งพาอาวุธใด ๆ
หรือก็คือภายใต้ร่างผอมบางที่ดูไม่เป็พิษเป็ภัยนั้น เขาคนนี้คืออาวุธที่มีชีวิต
เปรียบได้กับมีดที่เก็บอยู่ในปลอกตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่ได้มีพลังทำลายมากมายเหมือนค้อนศึก หรือมีระยะที่กว้างไกลเหมือนธนู แต่ชั่วพริบตาที่ศัตรูเผลอคมมีดก็จะถูกปลดออกจากฝักเฉือนเข้าที่จุดสำคัญเพื่อปลิดชีพของศัตรูลง
แม้วัยที่ยังเด็กจะทำให้เรเวอรี่ไม่มีพลังทำลายเหมือนคนอื่น ๆ ในตระกูลรี้ด แต่สิ่งที่เขามั่นใจก็คือความเร็วและการตัดสินใจอันเฉียบคมของตัวเอง
หลังจากขู่เ้าหน้าที่คนอื่น ๆ แล้ว เด็กหนุ่มผมบลอนด์ก็หยิบกุญแจมาจากร่างของเ้าหน้าที่ที่สลบอยู่ ก่อนจะโยนมันไปให้หญิงสาวผมเงินที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
ใช่แล้ว เรเวอรี่ไม่ได้คิดที่จะทำอะไรโง่ ๆ อย่างการต่อสู้กับเ้าหน้าที่ทั้งโกดังร้างด้วยตัวคนเดียวแน่ ๆ
ในสถานการณ์เช่นนี้ นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดในการคำนวณของเด็กหนุ่ม จากวิธีการพูดของเ้าหน้าที่ก่อนหน้านี้ และความมั่นใจอันเปี่ยมล้นในสายตาของหญิงสาว ทำให้เขามั่นใจได้ว่าเธอคนนี้จะต้องมีความสามารถที่ไม่ธรรมดาแน่ ๆ
ส่วนเื่ที่อีกฝ่ายจะยอมให้ความร่วมมือไหม เรเวอรี่ค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่มีใครไม่อยากหนีออกจากสถานการณ์แบบนี้หรอก
คนที่ถูกจับมาอย่างพวกเขาต้องช่วยเหลือกันเอาตัวรอดอยู่แล้วสิ !!!
“คุณเป็ผู้มีพลังพิเศษที่แข็งแกร่งพอตัวเลยใช่ไหมล่ะ ?”
“ช่วยผมหนีไปจากที่นี่ทีสิ”
คำพูดของเรเวอรี่ทำให้รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานปรากฏขึ้นบนใบหน้าของวิริเดีย
หญิงสาวผมเงินโยนกุญแจที่ได้รับมาทิ้ง ก่อนจะทำลายกุญแจมืออันใหญ่ที่สวมอยู่ด้วยตัวเธอเอง
‘ม…ไม่ต้องใช้กุญแจหรอกเหรอ ???’
‘เดี๋ยวก่อนสิ ที่ผ่านมายัยป้านี่แค่แกล้งทำเป็โดนจับเรอะะ’
ภาพดังกล่าวทำให้เรเวอรี่ใจนสูญเสียความเยือกเย็นไปครู่หนึ่ง จนลืมสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับแถบแปลก ๆ ข้างบนหัวของวิริเดีย
[วิริเดีย ซีริอุส]
[ผู้ถือครองกุญแจวีรชน]
[ระดับความเกี่ยวข้องเชิงพันธะ 2 >> 4 ]
“หึ ฮะฮะฮะ ตอนคุยกันในรถนึกว่าจะเป็คนน่าเบื่อซะอีก”
“ไม่เลว… ไม่เลวเลย… เธอนี่เป็เด็กที่น่าสนใจจริง ๆ ”
ั์ตาสีทองของวิริเดียลุกวาวขึ้นมาด้วยพลังงานอันเอ่อล้น จากนั้นรถตู้ทุกคันภายในโกดัง และอาวุธทั้งหมดในมือของเหล่าเ้าหน้าที่ก็ละลายกลายเป็เหล็กเหลวไหลลงไปกองกับพื้น
พวกมันไม่ได้ละลายด้วยความร้อน แต่ถูก ‘แปรสถาพ’ ให้กลายเป็เหล็กเหลว ด้วยพลังพิเศษของเธอ
ราวร่างอวตารของเทพเ้าลงมาจุติบนโลกมนุษย์ พลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมาจากหญิงสาวทำให้เกิดคลื่นแรงกระแทกและสายลมอันรุนแรง พัดกรรโชกกระจายออกไปทั่วบริเวณโดยรอบ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เรเวอรี่ต้องเบนสายตาไปอ่านเอกสารเกี่ยวกับสหายคนใหม่ในทันที
[วิริเดีย ซีริอุส
เพศสภาพ : หญิง อายุ : ไม่แน่ชัด กรุ๊ปเื : V (เืที่ถูกแปรสภาพโดยพลังงาน)
ผู้มีพลังพิเศษระดับ 1 หนึ่งในผู้พิทักษ์ของอาณาจักรเอกเทศ อาคาเดีย
ความสามารถ : ความคุมแร่โลหะ / เหล็ก
ความอันตราย ระดับ : สูงสุด ขอให้เ้าหน้าที่ระมัดระวังในการพูดคุยและติดต่อทุกรูปแบบ]
‘อาคาเดียเหรอ ? ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยแฮะ’
‘เรา…ตัดสินใจอะไรพลาดไปรึเปล่าเนี่ย’
ข้อมูลดังกล่าวทำให้เด็กหนุ่มเคลือบแคลงใจในการตัดสินใจของตนไปแว่บหนึ่ง ก่อนจะทิ้งมันไป ด้วยความจริงที่ว่าเขาไม่น่าจะมีตัวเลือกอื่นนอกจากพึ่งพาพลังของหญิงสาวผมเงิน
ถึงจะอันตรายแค่ไหน เธอก็เป็สหายร่วมชะตากรรมเพียงคนเดียวในโกดังนี้
“เหวอ ?!”
“รีบแจ้งศูนย์ใหญ่เร็ว ! ขอกำลังเสริม ! ขอกำลังเสริมด้วย !”
“เ้าเด็กนั่นมันปล่อย วิริเดีย ออกมา ! ไม่สิ วิริเดียอาละวาดแล้ว !!”
เสียงของเหล่าเ้าหน้าที่ที่กำลังสับสนวุ่นวายดังไปทั่วโกดังร้าง ทุกคนวิ่งหนีตายกระจัดกระจายกันไปเหลือแค่ ชายผมทองร่าสูง หรือ ‘แสตน’ ที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างประตูมิติเพียงคนเดียว
ภายใต้สถานการณ์อันปั่นป่วนทั้งหมดนี้ ต่างจากคนอื่น ๆ แสตนนั้นยังคงสุขุมเยือกเย็น ปราศจากความกลัวใด ๆ ต่อหญิงสาวผู้เปรียบได้กับหายนะตรงหน้าเขา
“เ้าหนุ่ม นายคิดจริง ๆ เหรอว่าทำแบบนี้แล้วจะหนีรอดไปได้น่ะ ?”
แสตนเขี่ยบุหรี่กับประตูมิติที่เขาสร้างขึ้นมาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น จ้องมองเข้าไปในั์ตาของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ตรงหน้าผู้ก่อให้เกิดความวุ่นวายทั้งหมดด้วยจิตสังหารอันรุนแรง
“....”
สายตาที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารของอีกฝ่ายทำให้เรเวอรี่ฉะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานเด็กหนุ่มก็รวบรวมความกล้า ตั้งสติให้มั่นได้อีกครั้งแล้วตอบกลับไปอย่างแน่วแน่
“ผมมีเื่ที่ต้องทำให้สำเร็จอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไง ผมก็จะหนีไปให้ได้ !!!”
คำตอบดังกล่าวทำให้ทั้งวิริเดียและแสตนเลิ่กคิ้วเล็กน้อยราวกับว่าทั้งสองรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างได้จากตัวของเรเวอรี่
“ในเมื่อยืนยันแบบนั้นล่ะก็ ในฐานะเ้าหน้าที่ของ ‘คาดินัล’ ก็คงจะต้องใช้ไม้แข็งกันบ้างซะแล้ว ”
แสตนพูดพร้อมโบกมือสร้างประตูมิติขึ้นมาด้านใต้ร่างของเ้าหน้าที่ที่ถูกเรเวอรี่จับเป็ตัวประกัน พาพวกเขาออกจากเงื้อมมื้อของเด็กหนุ่ม ลบล้างข้อได้เปรียบด้านตัวประกันออกไปในทันที
หลังจากนั้นประตูมิติก็ปรากฏขึ้นข้างหน้าของแสตน ดูดร่างของชายร่างโตส่งมาปรากฏตัวอีกครั้งที่ด้านหลังของเรเวอรี่
ทันทีที่ประชิดตัวเด็กหนุ่มเ้าปัญหาได้ ชายร่างสูงก็รัวหมัดชุดออกไป หวังน็อคอีกฝ่ายลงในการโจมตีชุดเดียว
“คุณพลาดแล้วที่ไม่ชักปืนขึ้นมายิงผม…”
ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเรเวอรี่สามารถโยกหลบหมัดชุดของแสตนได้อย่างง่ายดาย แล้วสวนหมัดกลับไปเล็งตรงไปที่คางของชายร่างสูง
แต่ไม่ทันที่หมัดนั้นจะไปถึงตัวอีกฝ่าย ประตูมิติก็ปรากฏขึ้นส่งร่างของแสตนหายไปกลางอากาศ ก่อนจะมาปรากฏขึ้นที่ทางด้านซ้ายของเด็กหนุ่ม
“นายเองก็พลาดที่คิดว่าตัวเองจะรับมือฉันได้เหมือนกัน”
แสตนพูดออกมาด้วยความมั่นใจอันเต็มเปี่ยมในข้อได้เปรียบจากพลังพิเศษของตน พร้อมซัดเข้าไปที่หน้าของเด็กหนุ่มเต็มแรง
ทว่านั่นคือจังหวะที่ แสตน อัลค็อด ตัดสินใจพลาดที่สุดในชีวิตการทำงานของเขา…
ราวกับว่าหมัดนั้นพลาดเป้าผ่านร่างของเรเวอรี่ไปเฉย ๆ เด็กหนุ่มสะบัดตัวไปตามแรงซัดของอีกฝ่าย ก่อนจะหมุน่เอวง้าหมัดไปตามแรงส่งชกเข้าไปที่คางของแสตนเต็มแรง
สติของชายร่างสูงค่อย ๆ เลือนลางจากแรงกระทบกระเทือนที่ส่งไปถึงสมอง
“บ..บ้าชัด ๆ เราเนี่ยนะ จะมาแพ้ให้กับเด็ก…”
แสตนพึมพำกับตัวเองก่อนจะล้มลงไปกับพื้น
แม้ว่าแสตนจะไม่ได้ใช้อาวุธ หรือพลังพิเศษของตนอย่างสุดกำลัง อีกทั้งยังประมาท แต่ภาพที่ยากจะเชื่อนี้ก็สร้างความประทับใจให้กับวิริเดียที่ว่างมาดูการต่อสู้
“เป็การใช้ศิลปะการต่อสู้ที่น่าประทับใจมาก ไม่เลวเลยนี่นาเ้าหนู”
“ช่วยบอกชื่อของเธอให้ฉันรู้หน่อยได้รึเปล่า ?”
“ผมชื่อ เรเวอรี่ รี้ด ก่อนหน้านี้ขอบคุณคุณมากที่ช่วยให้ความร่วมมือครับ”
วิริเดียเดินเข้ามาหาพร้อมยื่นมือให้อย่างเป็มิตร ซึ่งทางเรเวอรี่ก็ยื่นมือออกไปจับมือของเธอตามมารยาทก่อนจะตอบกลับอย่างถ่อมตน
“ถ้างั้น เรเวอรี่ เธอมีแผนอะไรต่อรึเปล่าล่ะ ?”
“ถ้าเธอทำให้ฉันสนุกได้ล่ะก็ ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ขอร่วมด้วยอย่างไม่ลังเล”
เมื่อได้ทราบชื่อของอีกฝ่ายแล้ว หญิงสาวก็ไม่รอช้าและถามถึงแผนการในหัวของเด็กหนุ่มด้วยความคาดหวัง
ได้ยินดังนั้นเรเวอรี่ก็เริ่มรวบรวมข้อมูลประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หยุดนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะพูดออกมาอย่างใจเย็น
“ถึงมันจะฟังดูแปลก ๆ ไปหน่อยก็เถอะ แต่ผมคิดว่าแผนนี้น่าจะใช้ได้ครับ… ”