“ข้า… คือใคร?”
คำพูดของชายที่ล้มหมดสติอยู่บนพื้นยังคงสะท้อนในหัวของเรมี่
ดวงตาสีแดงสดของเขาแม้จะดูมืดมน
แต่กลับเต็มไปด้วยความสับสนราวกับพยายามไขว่คว้าความทรงจำที่ขาดหาย
เรมี่จับค้อนของตนแน่น เขาไม่เคยไว้ใจใครง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่มี
ตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์ปีศาจ บนหน้าอก
“โจบอง… มันยังมีชีวิตอยู่ไหม?”
“ดูจากที่มันยังพูดได้อยู่ ก็น่าจะใช่นะ?” หมาปีศาจตอบแบบกวนๆ
พลางเดินวนไปรอบๆ ชายปริศนา
จมูกสีดำของมันขยับดมฟุดฟิดราวกับกำลังประเมินสถานการณ์
“แล้วเ้าจะเอาไง? ถ้าจะปล่อยให้มันตาย ก็ปล่อยไปเลย ข้าไม่ว่าอะไรนะ”
โจบองพูดเสียงเนือยๆ
เรมี่หรี่ตามองโจบอง “ทำไมเ้าถึงพูดแบบนั้น?
ปกติเ้าเป็หมาใจดีไม่ใช่หรือไง?”
“ข้าเป็หมาที่ฉลาดต่างหาก! ถ้ามันเป็ศัตรู
ข้าก็ไม่อยากเสียเวลาช่วย มันอาจเป็สายลับของปีศาจก็ได้!”
เรมี่เงียบไป เขาก้มมองชายปริศนาอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจ
“แต่ข้าจะไม่ทิ้งคนาเ็ตายอยู่หน้าบ้านตัวเองหรอก”
ไม่นานหลังจากนั้น เรมี่และโจบองช่วยกันลากชายปริศนาเข้าไปในโรงตีเหล็ก
เรมี่โยนน้ำใส่หน้าเขาแรงๆ
“เฮ้ ตื่นได้แล้ว เ้าไม่ตายหรอก”
ชายคนนั้นสะดุ้งเฮือกขึ้นมา ดวงตาสีแดงสดของเขาสั่นไหว
ราวกับกำลังตกอยู่ในฝันร้าย ก่อนที่เขาจะมองรอบตัวอย่างงุนงง
“ที่นี่ที่ไหน…?”
“โรงตีเหล็กของข้า” เรมี่ตอบเสียงเรียบ “เ้าเป็ใคร?”
ชายคนนั้นเงียบไปชั่วขณะ
ราวกับพยายามขุดลึกลงไปในความทรงจำของตนเอง
แต่แล้วเขากลับขมวดคิ้วแน่น “ข้า… ไม่รู้”
“โอ้โห คลาสสิกเลยนะ! เ้าชายปีศาจผู้สูญเสียความทรงจำ!”
โจบองแสยะยิ้มกวนๆ
ชายปริศนาหันไปมองโจบองด้วยความสงสัย
ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เ้าหมานี่พูดได้เหรอ?”
“เฮ้! เรียกข้าว่า ‘ท่านโจบอง’
“เ้าหมานี่มันหยาบคายไป!” โจบองโวยวายพลางสะบัดหาง
เรมี่มองทั้งสองอย่างเอือมๆ ก่อนจะหันกลับมาหาชายปริศนา
“เ้าจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ งั้นหรือ?”
ชายคนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือแตะหน้าอกของตัวเอง และขมวดคิ้ว
“ข้าจำไม่ได้ว่าข้าเป็ใคร… แต่ข้าจำได้ว่าข้าต้องทำอะไรบางอย่าง”
เรมี่กอดอก สายตาของเขายังเต็มไปด้วยความระแวง
“เ้ามีตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์ปีศาจอยู่บนร่างกาย เ้าคงไม่ใช่คนธรรมดาแน่”
ชายปริศนามองลงไปที่ตราบนหน้าอกของตัวเอง
ดวงตาของเขาว่างเปล่า
“ข้าก็ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร…”
เรมี่ถอนหายใจ “ข้าจะบอกให้เ้ารู้ไว้ก่อนนะ เ้าอาจจะไม่ใช่ศัตรูของข้าในตอนนี้…
แต่ถ้าข้ารู้ว่าเ้าทำให้ข้าหรือโจบองตกอยู่ในอันตราย
ข้าจะโยนเ้าทิ้งกลางป่าโดยไม่ลังเล
ชายปริศนาเงียบไป ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เข้าใจแล้ว”
โจบองเดินเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบกับเรมี่
“เอาจริงนะ เ้านาย ข้าว่าเ้านี่ดูเป็คนดีนะ หรือไม่ก็บื้อเกินกว่าจะโกหกได้”
เรมี่ยักไหล่ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ข้าก็ยังไม่ไว้ใจเขาอยู่ดี”
คืนนั้น ขณะที่ทุกอย่างเงียบสงบ
เสียงลมหอนแ่เบาพัดผ่านโรงตีเหล็ก
แต่ทันใดนั้น…
โครมมมม!!
ประตูโรงตีเหล็กถูกกระแทกจนเปิดออก
เงาสีดำรูปร่างคล้ายสัตว์ร้ายพุ่งเข้ามา
“ศัตรู!?” เรมี่ลุกขึ้นคว้าค้อนของตน
โจบองขนลุกชัน ดวงตาของมันเปล่งแสงสีแดง
“เฮ้ๆๆ ไม่น่าจะเป็คนส่งของมาหรอกนะ!”
ชายปริศนาก็ลุกขึ้นยืน ดวงตาของเขาเปล่งประกายแสงสีแดงอีกครั้ง
“ข้ารู้สึกคุ้นเคยกับพวกมัน… แต่มันเป็ใครกันแน่?”
“อย่าถาม! ถ้าไม่อยากตาย ก็ต่อสู้ซะ!” เรมี่คำราม