ในขณะเดียวกันอีกตำหนักหนึ่งซึ่งมีความใหญ่โตโดดเด่นและสวยงามมากกว่าตำหนักของเจ้านางดาราสายยิ่งนักแน่นอนตำหนักที่ว่าหาใช่เป็นของใครไม่ นอกจากเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ประมุขแห่งเมืองเชียงภูแสนค่ำคืนนี้พระชายามุกประดับได้เข้ามาปรนนิบัติรับใช้เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ในฐานะภรรยาที่ดีของสามีทั้งสองปรนเปรอกามรสซึ่งกันและกันจนสมใจทั้งคู่ ก่อนที่จะหมดแรงด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อพระชายามุกประดับเห็นว่าเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ผู้เป็นสามีของตนกำลังอารมณ์ดีก็ได้เปรยขึ้น
“เจ้าพี่เจ้าพี่ว่าเจ้าภูแสนจะพูดจริงหรือไม่เจ้า ที่จะพานังแพงอรกลับเข้าคุ้มหลวงอีกครั้ง..”เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ที่กำลังอารมณ์ดีเมื่อได้ยินคำถามนี้ก็ถึงกับลุกพรวดขึ้นรวดเร็วก่อนจะนุ่งห่มเสื้อผ้าปิดกายแล้วลุกออกจากเตียงเดินไปยังมุมห้องด้วยสีหน้านิ่งสนิทมีเพียงแววตาที่วูบไหวด้วยความกังวลอย่างเปิดเผย
“มุกประดับ น้องก็น่าจะรุ้เจ้าภูแสนไม่เคยพูดโกหก” พระชายามุกประดับที่ตอนนี้เคลื่อนตัวเองมานั่งพิงหัวเตียงถึงกับนิ่งไปในคำตอบของผู้เป็นสามี ก่อนพูดพึมพำเหมือนบ่นอยู่คนเดียว
“มันฟื้นขึ้นมาได้ยังไง?”เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์กอดอกนิ่งนานในท่าเดิม ก่อนจะค่อยๆหันมามองพระชายามุกประดับด้วยแววตาที่มั่นคง
“ไม่ว่าจะอย่างไรพี่ก็ไม่เลือกเจ้านางละอองทองเป็นคู่ชีวิตให้กับเจ้าภูแสน!” เป็นคำพูดที่ดูเด็ดขาดยิ่งนักพระชายามุกประดับไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ตัดสิน
“เจ้านางดาราสายดีกว่าเจ้านางละอองทองตรงไหนเจ้า?”เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์รู้ดีว่าพระชายามุกประดับพูดด้วยความขุ่นเคืองแต่กระนั้นคำตอบของพระองค์ก็ยังคงเดิม
“ก็ถ้าเจ้านางดาราสายไม่ได้ดีไปกว่าเจ้านางละอองทองอย่างที่น้องว่าจริงๆพี่อาจจะพิจารณาแพงอรใหม่!!” พูดจบเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ก็เดินออกจากห้องทันทีปล่อยให้พระชายามุกประดับกัดฟันกำมือแน่นด้วยความไม่พอใจ
“พูดแบบนี้ก็หมายความว่ายังไงก็จะไม่เลือกละอองทองงั้นรึ!?”
ขณะเดียวกันในภพปัจจุบันอลินตานั่งลงกราบพระภายในโบสถ์ ส่วนหลวงตาอ่อน อลินตาให้พักผ่อนอยู่ในกุฏิโดยมีมานพคอยดูแลอุปัฏฐากด้วยความใกล้ชิดซึ่งแน่นอน อลินตาได้ปักเขตหลักมนต์อาคมที่ได้เรียนมาจากโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ไว้รอบบริเวณกุฏิของหลวงตาอ่อนจากนั้นก็สวดคาถาป้องกันภูตผีสำทับไปอีกชั้นหนึ่งด้วย
“นพคืนนี้นายห้ามพาหลวงตาออกมาจากกุฏิโดยเด็ดขาด ถ้าได้ยินเสียงฉัน หรือใครๆ มาเรียกให้หมายใจไว้เลยว่าพวกนั้นคือผีร้ายแปลงตัวมา อย่าไว้ใจเปิดประตูให้เข้าไปในกุฏิหรือลงมาคุยด้วย จนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นเท่านั้นนายถึงจะออกจากกุฏิได้..” มานพได้ฟังคำสั่งจากเพื่อนสาว ก็รับคำอย่างแข็งขันเพราะเรื่องพวกนี้จากประสาบการณ์ที่ผ่านเขาก็เคยสัมผัสมาไม่น้อย อลินตายื่นสร้อยพระเส้นหนึ่งให้มานพเพื่อนรักติดตัวเอาไว้ที่ผ่านมามานพรู้มาโดยตลอดว่าคุณดารารายแม่ของอลินตาเป็นหมอผีและอลินตาก็คงจะต้องได้รับวิชานี้จากแม่ของเธอแน่ๆ แต่เขาก็ยังไม่เคยรู้ว่าอลินตาเก่งกาจขนาดไหนแต่กระนั้นลึกๆ มานพก็รู้สึกอบอุ่นใจที่มีอลินตาและเพื่อนๆของเธอมาอยู่ด้วยในยามที่เขากับหลวงตาเริ่มอ่อนแรงอ่อนล้าลงเต็มที
เมื่ออลินตาเคลียร์เรื่องมานพกับหลวงตาอ่อนเสร็จ หญิงสาวก็มุ่งหน้าพร้อมด้วยเป๋าไปที่โบสถ์อย่างรวดเร็ว เมื่อไปถึง เป๋าก็จัดการเปิดไฟอย่างด่วนจี๋แต่ทว่าไฟเปิดไม่ติดก็คงจะเป็นเพราะว่าช่วงนี้ศรัทธาญาติโยมนั้นไม่ค่อยมาทำบุญที่วัดเท่าไหร่จึงทำให้ทางวัดไม่มีปัจจัยไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ อลินตาเห็นสภาพความย่ำแย่ภายในวัดก็ถึงกับยืนถอนหายใจเบาๆระอาใจกับพวกบาปหนาทั้งหลายที่เบียดเบียนพระเบียดเบียนวัดจนได้รับความลำบากขนาดนี้ หญิงสาวหลับตาพึมพำอย่างเหลืออด
“รอบาปเวรสนองคืนพวกแกก็ดูเหมือนมันจะช้าไปสินะ..” เป๋าเองแม้จะกลัวผีมากแต่ก็อดสูใจไม่น้อยกับสิ่งที่ได้เห็นอลินตาตั้งใจแน่วแน่ว่าถ้ากำจัดคนพาลพวกนี้สำเร็จเธอจะบูรณะวัดนี้ให้กลับคืนมาเป็นวัดที่สมบูรณ์แบบอีกครั้ง เพื่อให้ที่นี่เป็นสถานที่ศูนย์รวมใจญาติโยมได้ดังเดิมเป๋าเมื่อได้ฟังความตั้งใจของเจ้านายตัวเอง ก็ตั้งใจจะร่วมบุญกับอลินตา ซึ่งไม่ว่าอลินตาจะทำบุญบริจาคหรือบูรณะวัดนี้แบบไหน เป๋าก็ตั้งใจที่จะร่วมบุญด้วยทั้งสิ้นไม่มีเกี่ยงงอน อลินตาเห็นความมุ่งมั่นในครั้งนี้ของเป๋าที่อยากจะทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ ก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน พร้อมกล่าวเบาๆ
“อนุโมทนาบุญด้วยนะเป๋า...”และพลัน เสียงที่ไม่ใช่เป๋าก็ดังขึ้น!
“สาธุ.. สาธุ..สาธุ..” อลินตาพร้อมกับเป๋าหันขวับไปทางต้นเสียงซึ่งอยู่ด้านข้างพระประธานแต่ลึกไปในซอกด้านหลังพร้อมกันทันทีพร้อมกันนั้นเป๋าก็หลบแว้บเข้าด้านหลังของอลินตาอย่างรู้งาน อลินตายืนกำมือแน่นเอ่ยถามเสียงปริศนานั้น
“ใคร..?” ท่ามกลางความมืดที่เริ่มปกคลุมทั่วบริเวณ พลันเทียนสองเล่มที่ตั้งอยู่หน้าพระประธานก็สว่างพรึ่บขึ้นเองพร้อมกับ ร่าง ร่างหนึ่งค่อยๆเคลื่อนตัว เคลื่อนแบบลอยเคลื่อนออกมา ปรากฏยืนต่อหน้าอลินตาเป๋านั้นไม่ต้องถามว่าอยู่ยังไง อาการเหมือนดูหนังผีเอามือปิดหน้าแล้วยืนสั่นเทิ้มอยู่หลังอลินตาส่วนทางด้านอลินตาก็กวาดตามองร่างโปร่งแสงนั้นอย่างพิจารณา
ลักษณะร่างตรงหน้าเป็นชายผิวขาวขาวชนิดที่เหมือนกระดาษเอสี่ทั่วไป แต่สวมชฎาสวมเสื้อสีเงินวาววับทาบทับด้วยโจงกระเบนสีเดียวกัน ยืนส่งยิ้มเย็นชืดให้อลินตา เจ้าของร่างคงคิดว่านี่เป็นยิ้มที่ดูอบอุ่นแต่ผู้พบเห็นกลับรู้สึกว่านี่มันเป็นยิ้มที่สุดแสนจะยะเยือกเย็นไปถึงขั้วหัวใจอลินตาทักถามขึ้นทันที
“ท่านเป็นเทวดาเจ้าที่ที่วัดนี้เหรอคะ..?” ร่างนั้นยิ้มค้าง ก่อนจะพยักหน้า ดูแล้วน่ากลัวมากกว่าน่ายำเกรงอลินตารู้ดีว่าทำไมเทวดาตนนี้ถึงมีรัศมีถดถอยลงนั่นก็เพราะคงจะถูกพวกหมอผีอาคมรุกรานมันไม่ใช่ส่งลมเพลมพัดมาแค่ก่อกวนหลวงตาอ่อนกับมานพเท่านั้นแต่มันยังส่งโหงพรายและหุ่นพยนต์ มาไล่เหล่าเทวดาเจ้าที่เจ้าทางและวิญญาณดวงอื่นที่สถิตสถานอยู่ ณ ที่วัดแห่งนี้ ให้กระเจิงออกไปจากวัดอีกด้วย อลินตาประเมินสถานการณ์แล้วก็พบว่าพวกมันก็คงจะไม่ธรรมดา ผู้ถูกทักว่าเป็นเจ้าที่ยิ้มค้างแต่มีเสียงเอ่ยเตือนเบาๆ ออกมาจากรอยยิ้มนั้น
“พวกมันกำลังจะมา เจ้าระวังตัวให้ดีข้ามีพลังพอแค่ช่วยให้แสงสว่างได้แค่นี้ ไปก่อนล่ะ ข้ากลัวพวกมัน..” ว่าแล้วเทวดาเจ้าที่ประจำโบสถ์ก็ค่อยๆ ลอยถอยหลังแล้วหายแว้บไปทางหลังพระประธานองค์ใหญ่ทั้งที่ปากก็ยังคงยิ้มอบอุ่นค้างไว้แบบนั้นเป๋าเห็นดังนั้นก็เบียดตัวเองชิดเข้ากับหลังของอลินตา
“ขึ้นชื่อว่าโลกทิพย์น่ากลัวทั้งนั้นเลยนะคะคุณอลิน..” อลินตายิ้มตอบกลับลูกน้องสาวสองของตัวเอง
“ทำใจให้ชินสิจะได้ไม่กลัว..” เป๋าได้ยินก็แอบค้อนวงใหญ่ ก็แหมใครจะไปจิตแกร่งดุจช้างตกมันอย่างแม่ได้ล่ะค้า....