ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 35 สนทนากับจักรพรรดิฟ้า

            ร่างกายที่กำลังลุกโชนของวิหคเพลิงตอนนี้กำลังตื่นกลัวจนรู้สึกหนาวจนแทบจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้ว

            นี่มันความสามารถในการหยุดเวลา ควบคุมกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินซึ่งเท่าที่มันจำได้นั้น ผู้ที่สามารถใช้ความสามารถระดับเทพเจ้าแบบนี้ได้ก็มีแต่เทพผู้สร้างโลกเท่านั้นแล้วพลังระดับนั้นทำไมถึงมาอยู่กับสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำแบบนี้ได้เล่า

            จบแล้ว...ชีวิตของมันคงจบลงแค่วันนี้แล้ว...

            เดี๋ยวสิ!!

            ตัวมันเองเป็นถึงสิ่งมีชีวิตในตำนานเลยนะเลือดของมันก็มีมูลค่ามหาศาลมากแล้ว ถ้าเกิดเราแบ่งให้ยอดฝีมือท่านนี้เอาไปขายเสียหน่อยก็อาจจะแลกกับการขอให้มันไว้ชีวิตได้ไม่ใช่หรือ?

            พญาวิหคเพลิงพยายามขยับปากที่แข็งค้างอยู่อย่างสุดชีวิต แต่มันกลายเป็นรอยยิ้มที่น่าเกลียดยิ่งกว่าการร้องไห้เสียอีก

            ท่านผู้กล้า!!!! โปรดยั้งมือไว้ก่อนเถอะ!!!!

            หลินหยางค่อยๆ ย้ายให้เจ้าพญาวิหคเพลิงตัวนี้ลอยเข้ามาหาเขา “ปี้ฟัง วิหคขาเดียวในตำนาน...สัตว์ในตำนานระดับนั้นทำไมถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ได้กัน? น่าแปลกใจจริงๆ...”

            มันรู้แล้ว

            เจ้าหมอนี่รู้ว่าเราเป็นใครแล้ว!!

            พญาวิหคเพลิง ไม่สิ ปี้ฟังดีใจจนแทบน้ำตาไหลแล้ว

            ใช่แล้วล่ะ ข้าคือปี้ฟัง ตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์และโคตรยิ่งใหญ่ตัวนั้นแหละฉะนั้นอย่าฆ่าข้าเลยนะ!!!!

            หลินหยางมองดูเจ้านกในตำนานตัวนี้ที่พยายามแสดงข้อดีของตนสุดชีวิตหลังจากนิ่งคิดไปสักพัก เขาก็เอ่ยออกมาว่า “ปล่อยเจ้าไปก่อนก็ได้... เจ้าอาจจะเป็นประโยชน์ให้ข้า ไม่สิเป็นประโยชน์ให้เจ้ามดปลวกนั่นก็ได้ แต่ก็ปล่อยให้เจ้าแข็งแกร่งเกินไปไม่ได้...”

            หมายความว่าอะไรวะ!!!!

            ปี้ฟังไม่เข้าใจเลยว่าเจ้ามนุษย์ผู้นี้มันพูดอะไรอยู่ 

            แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่อยู่เหนือกว่าที่มันคาดคิดเอาไว้เยอะมาก

            ฝ่ามือของหลินหยางที่ชูขึ้นตลอดเวลานั้น อยู่ๆ ก็ปรากฏเป็นลายมือที่ดูลึกล้ำขึ้นมาพร้อมกับเสียงสวดมนต์ที่ฟังดูศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกเปล่งออกมาจากปากของหลินหยางราวกับประกาศิตจากเทพเจ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันทรงพลังที่ยากจะต้านทาน

            หลังจากนั้นก็มีพลังงานสีแดงดุจโลหิตถูกยิงออกมาจากหน้าผากของหลินหยางเข้าใส่บริเวณศีรษะของพญาวิหคเพลิงจนทำให้สัตว์ในตำนานที่เคยดูองอาจนั่นตอนนี้พลันเปลี่ยนไปเป็นเซื่องซึมในทันที

            และยังไม่จบเพียงแค่นั้นร่างกายขนาดใหญ่โตของปี้ฟังเริ่มหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว จนขนาดตัวของมันเหลือเพียงแค่ขนาดเท่าฝ่ามือเท่านั้นขนนกที่ดูคล้ายกับผลึกเปลวเพลิงนั่นก็เปลี่ยนไปเป็นขนนกสีแดงธรรมดาๆตอนนี้ตัวมันดูไม่ต่างอะไรจากนกธรรมดาๆ เลยแม้แต่น้อย

            “หมายถึงแบบนี้เองหรอนี่!!!!”

            พญาวิหคเพลิงทำได้แค่กรีดร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง จากนั้นก็สลบลงไปทันที

            ด้วยพลังระดับเทพเจ้าของหลินหยางนั้นในช่วงเวลาแค่เสี้ยวพริบตาก็สามารถจับสัตว์วิเศษในตำนานที่สามารถสั่นคลอนทั้งทวีปชี่อู่ลงได้อย่างง่ายดายวิชาสุดพิศดารเหนือฟ้าแบบนี้มันแข็งแกร่งเกินกว่าที่คนธรรมดาจะสามารถจินตนาการได้ถึงแล้ว

            หลังจากที่เขาได้สร้างวีรกรรมครั้งใหญ่นี้เสร็จแล้วหลินหยางกับยังดูนิ่งสงบราวกับว่าสิ่งที่เขาเพิ่งจะจับไว้เป็นแค่แมวเหมียวตัวเล็กๆเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรน่าดีใจเลยแม้แต่น้อยเขาเพียงแค่จ้องมองไปที่ต้นเมเปิลไฟขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

            “ต้นเมเปิล (เจินหั่ว) ต้นนี้น่าจะมีอายุอย่างต่ำๆก็พันปีได้ แต่กลับสามารถใช้มันเพื่อฟื้นฟูร่างกายได้เพียงอย่างเดียวแบบนี้...เจ้ามดปลวก เจ้ามันช่างอ่อนแอเสียจริง”

            พูดจบ เขาก็กระโดดเข้าไปในถ้ำที่อยู่บนส่วนยอดของต้นเมเปิลไฟนี้สถานที่ที่เจ้าวิหคเพลิงเคยใช้เป็นที่อยู่อาศัยจากนั้นตัวเขาก็ราวกลับแปรเปลี่ยนไปเป็นหลุมดำดูดกลืนเอาพลังธาตุไฟปริมาณมหาศาลจากต้นเมเปิลต้นนี้เข้าไปในร่างกายอย่างบ้าคลั่ง

            ..................................

            เวลาผ่านไปราวๆ สามวัน

            ต้นเมเปิลที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟอันร้อนแรงราวกับว่ามันจะไม่มีวันมอดดับนั่นในเวลาสั้นๆ เพียงแค่สามวัน บัดนี้มันเปลี่ยนสภาพไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมเปลวเพลิงอันไร้ขีดจำกัดนั่นถูกหลินหยางดูดกลืนเข้าไปมากถึงแปดส่วนใบไม้แห่งเปลวไฟที่แต่เดิมมีอยู่เต็มต้นนั้น ตอนนี้เหลืออยู่แค่หลักสิบแผ่นเท่านั้น

            กายเนื้อของหลินหยางที่แต่เดิมถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสกระดูกแตกร้าว อวัยวะภายในแหลกละเอียด ตอนนี้กลับมีสภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงราวกับเพิ่งเกิดใหม่ก็ไม่ปานภายใต้ผิวหนังของเขาตอนนี้ถึงกับมองเห็นเป็นเส้นแสงสีแดงลางๆ ดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันแข็งแกร่งในแบบที่ยากจะอธิบายได้

            เมื่อสายลมอันบริสุทธิ์ที่พัดผ่านต้นเมเปิลอันเหี่ยวแห้งต้นนี้จนส่งเสียงดังคุกคักหลินหยางก็ลืมตาขึ้น

            แต่นัยน์ตาที่ปรากฏให้เห็นในตอนนี้ไม่ใช่นัยน์ตาที่มีเปลวเพลิงสีแดงสดดุจโลหิตกำลังลุกไหม้อยู่อีกแล้วแต่เป็นดวงตาที่แบ่งแยกสีขาวดำออกจากกันอย่างชัดเจนและดูสว่างสดใสหลินหยางคนเดิมได้ตื่นขึ้นมาแล้ว

            “หลินหยางขอขอบพระคุณผู้อาวุโส”

             หลังจากที่หลินหยางลืมตาตื่นขึ้นสิ่งแรกที่พูดออกมาดันเป็นคำขอบคุณที่ชวนให้คนฟังประหลาดใจว่าเขาคุยอยู่กับใคร

            วินาทีต่อมา นัยน์ตาของเขาก็เปลี่ยนกลับไปเป็นสีแดงโลหิตอีกครั้งราวกับมีวิญญาณอีกดวงหนึ่งสถิตอยู่ด้วย เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งว่า

            “เจ้ามดปลวก เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้า ถ้าเจ้าตายไปวิญญาณของข้าก็จะหลุดลอยไปด้วย ข้าแค่ปกป้องกายเนื้อเอาไว้เท่านั้น...”

            มันคือเสียงของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วที่สถิตอยู่ในตัวเขานั่นเอง

            นัยน์ตาของหลินหยางเปลี่ยนแปลงไปมาไม่หยุดวิญญาณทั้งสองดวงกำลังสนทนากันเป็นครั้งสุดท้าย

            หลินหยางกล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไรหลินหยางก็ยังต้องขอบคุณท่านผู้อาวุโสหลีหั่วอยู่ดี นอกจากจะช่วยข้าล้างแค้นครั้งใหญ่แล้วยังช่วยรักษาชีวิตข้าอีก...”

            จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย “เหอะ ถ้าไม่ใช่เพราะความอ่อนแอของเจ้าข้าคงไม่ต้องมาลำบากขนาดนี้หรอก ถ้าเจ้าสำนึกบุญคุณของข้าจริงๆ ละก็ ปลดผนึกนี่ออกเสียแล้วข้าจะมอบพลังที่สามารถพิชิตโลกทั้งใบให้เจ้าเอง”

            หลินหยางแย้มยิ้มอย่างหลักแหลม “ถึงท่านผู้อาวุโสจะพูดอย่างนั้นก็ตาม แต่ข้าเกรงว่าพอถึงเวลานั้นข้าอาจจะพิชิตโลกใบนี้ไว้ได้จริง แต่ก็คงมิอาจรักษาร่างกายตัวเองไว้ได้สินะ...”

            “ให้เจ้าใช้ร่างกายแบบนี้ ข้าว่าสิ้นเปลืองมากกว่า...”

            “ถึงหลินหยางจะอ่อนแอ แต่ก็ไม่เคยคิดดูถูกตัวเองความแข็งแกร่งของท่านผู้อาวุโสเองก็เริ่มจากการสะสมขึ้นมาจากน้อยนิดเหมือนกันหลินหยางเชื่อว่า อีกพันปี หรือหมื่นปีนับจากนี้ความสามารถของหลินหยางจะต้องไม่แพ้ให้ท่านผู้อาวุโสแน่นอน”

            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!!” จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วหัวเราะดังลั่นออกมาราวกับว่าได้ยินเรื่องตลกที่ชวนหัวที่สุด “ไม่แพ้ข้า?หลินหยาง เจ้าไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังพูดอะไรออกมา!!”

            ทันใดนั้นก็มีพลังอันน่ามหัศจรรย์สายหนึ่งปะทุออกมาจากร่างกายของหลินหยาง เหมือนว่ามันจะเริ่มสะกดพลังของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเอาไว้อีกครั้ง

            น้ำเสียงของตัวตนสุดทรงพลังและองอาจผู้นี้ก็เริ่มอ่อนแรง “หลินหยาง ร่างกายของแกไม่ช้าก็เร็วอย่างไรมันก็ต้องตกเป็นของข้ารอให้ข้าทำลายผลึกบ้านี่ให้ได้ก่อนเถอะ เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าก็เตรียมใจจะโดนกลืนหายไปได้เลย!!”

            พูดจบพลังเฮือกสุดท้ายของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วก็หายไปอย่างสิ้นเชิง

            หลินหยางได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหัวพร้อมกับยิ้มอ่อน “ผู้อาวุโสหลีหั่วท่านนี้ตอนปรากฏตัวครั้งแรกนั้นไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง แต่ครั้งนี้กลับดูน่าสนใจขึ้นเยอะ...”

            แต่ผ่านไปไม่นาน รอยยิ้มบนหน้าของเขาก็หายไป

            เขารู้ว่า ที่จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วใจดีกับเขานั้นเป็นเพราะว่าพลังของอีกฝ่ายถูกสะกดเอาไว้อยู่พอเห็นหลินหยางใกล้ตายก็รีบออกมาช่วยเอาไว้เพื่อไม่ให้กายเนื้อที่จะต้องเป็นร่างสถิตให้เขาตายไปก่อน

            และถ้าวันใดที่ผนึกถูกทำลายลงจริงๆ ละก็เกรงว่าหลินหยางก็คงจะไม่มีทางต่อต้านพลังของอีกฝ่ายและถูกมันกลืนกินไปแน่

            ตัวตนของจักรพรรดิฟ้านั้นก็เหมือนกับดาบสองคมพลังของมันแข็งแกร่งไร้เทียมทานไม่ว่าจะเจอศัตรูแบบไหนก็สามารถโค่นมันทิ้งลงได้อย่างดาย แต่ทุกครั้งที่หลินหยางใช้พลังของจักพรรดิฟ้าหลีหั่วผนึกของจักรพรรดิฟ้าเองก็ค่อยๆอ่อนแรงลงด้วยเช่นกัน และถ้าหลินหยางมัวแต่ใช้พลังของจักรพรรดิฟ้าละก็ สักวันหนึ่งเขาจะต้องถูกกลืนกินเข้าไปอย่างไร้เมตตาแน่ๆ

            แผนการลอบสังหารของตระกูลเฉินในครั้งนี้ทำให้เขารู้ตัวว่าเขายังแข็งแกร่งไม่พอถึงเขาจะยืมพลังของจักรพรรดิฟ้าไปฆ่าไอ้ชาติหมาอย่างเฉินผิงนั่นแล้วก็ตามแต่ก็ยิ่งทำให้เขาเข้าใจว่า...

            หากคิดจะต่อกรกับเฉินเย่เซิงละก็เขายังต้องแข็งแกร่างมากกว่านี้ ตระกูลเวินจะต้องเข้มแข็งมากกว่านี้

            ดังนั้น เขาเลยตัดสินใจว่าเขาจะยังไม่กลับไปที่เมืองอวิ๋นเฉิงชั่วคราว

            ปล่อยให้ตระกูลเฉินคิดว่าหลินหยางเสียชีวิตแล้วไปก่อนกลับยิ่งทำให้เขาสามารถตั้งใจฝึกฝนความสามารถได้ดียิ่งขึ้นและด้วยความสามารถของเวินติ่งเทียนแล้ว ในช่วงที่เขาไม่อยู่อาจจะถูกกดดันบ้างแต่คนอย่างเวินติ่งเทียนก็น่าจะสามารถผ่านพ้นไปได้อยู่แล้ว

            เขาจำเป็นที่จะต้องรีบฝึกฝนให้แข็งแกร่งให้ได้เร็วมากที่สุดจากนั้นค่อยกลับไปทวงคืนความยุติธรรมจากพวกตระกูลเฉินจะต้องให้พวกมันชดใช้หนี้แค้นครั้งนี้ด้วยเลือด!!

            เขาจะต้องเริ่มฝึกฝนต่อ โดยสิ่งที่ต้องฝึกอย่างแรกเลยก็คือความสามารถด้านวรยุทธ์

            พลังธาตุไฟสุดมหัศจรรย์จากต้นเมเปิลไฟนั้นถูกหลินหยางดูดกลืนเข้าไปแปดส่วนซึ่งพลังพวกนี้ส่วนใหญ่จะถูกนำมาซ่อมแซมกายเนื้อของเขาเสียมากกว่าส่วนที่เหลือถึงจะกลายมาเป็นพลังสำหรับยกระดับพลังฝีมือ

            หลินหยางในตอนนี้มีระดับความสามารถอยู่ที่ระดับชุ่ยถี่ขั้นสูงสุดแล้วหากได้รับการหนุนเสริมจากพลังเทพอัคคีแล้วละก็เขาจะสามารถเริ่มจับสัมผัสรับรู้ถึงพลังฟ้าดินได้แล้ว จากนั้นก็เปิดจุดลมปราณแล้วจึงสามารถทำลายกำแพงระหว่างระดับชั้น เข้าสู่ขอบเขตของพลังระดับเซียนเทียนได้

            ซึ่งสำหรับหลินหยางแล้วนั่นไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยแต่จุดมุ่งหมายของเขาคือจะใช้ใบไม้ของต้นเมเปิลไฟต้นนี้เพื่อยกระดับความสามารถตัวเองเพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุดของระดับเซียนเทียนขั้นต้นให้ได้ก่อน

            เมื่อเข้าสู่ระดับเซียนเทียนแล้วเคล็ดวิชาขั้นต่ำอย่างพลังเทพอัคคีก็จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปหลินหยางก็จะสูญเสียความสามารถในการเพิ่มพละกำลังขึ้นแบบทวีคูณไปแต่เขาที่มีประสบการณ์ของจักรพรรดิฟ้าอยู่แล้วนั้นคิดว่าก็คงไม่มีพลังอะไรที่มหัศจรรย์มากไปกว่านี้อีกแล้ว

             หากสามารถควบคุมพลังฟ้าดินได้แล้วละก็เขาก็จะเริ่มต้นฝึกฝนสุดยอดวิชาที่จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเคยใช้สยบไปทั่วทั้งสวรรค์ชั้นฟ้าแล้วนั่น- วิชาร้อยชีพจรผนึกเทพ

            วิชาร้อยชีพจรผนึกเทพนี้เป็นวิชาที่จักรพรรดิฟ้าเคยใช้ในการโลดแล่นไปทั่วทั้งเก้าภพจะต้องเป็นผู้ที่มีร่างสถิตเพลิงอัคคีแบบบริสุทธิ์เท่านั้นถึงจะสามารถดึงศักยภาพของวิชานี้ออกมาได้ถึงขีดสุดซึ่งสำหรับหลินหยางแล้ว มันเป็นยอดวิชาที่เหมาะสมกับตัวเขามากที่สุด

            หากสามารถไปถึงระดับเซียนเทียนแล้วละก็และด้วยสุดยอดวิชานั่นอีก มันจะทำให้เขามีพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่จอมยุทธ์ระดับเดียวกันได้

            เพียงแต่การจะทำให้ได้ถึงขั้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายดายขนาดนั้นแม้แต่จักรพรรดิฟ้าในสมัยโน้นยังต้องใช้เวลานานเกือบหนึ่งปีถึงจะสามารถไปถึงระดับไร้เทียมทานในหมู่เซียนเทียนได้

            แต่สำหรับหลินหยางแล้ว แบบนั้นมันช้าเกินไป

            เขาเกลียดตระกูลเฉินอย่างมาก

            เขาอยากจะล้างแค้น

            ล้างแค้นให้ถังหง หลิ่วชิง และเหล่านักรบอีกหกสิบกว่าชีวิตที่ต้องตายไปในเงื้อมมือของตระกูลเฉิน

            และถึงเขาจะสามารถทนต่อการฝึกฝนอย่างหนักได้ถึงหนึ่งปีแต่เกรงว่าตระกูลเวินคงต้านทานไม่ได้นานขนาดนั้น

            ดังนั้นเขาต้องรีบสร้างสุดยอดอาวุธระดับวิญญาณชิ้นนั้นให้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด

            แค่อาวุธส่วนที่เป็นถุงมือข้างเดียวที่เขาสร้างขึ้นในคฤหาสน์ตระกูลเวินชิ้นนั้นก็สามารถทำให้เขามีพลังมากพอที่จะจัดการยอดฝีมือระดับเซียนเทียนได้แล้วถ้าอาวุธชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นจนครบทุกส่วนโดยสมบูรณ์เล่า?

            สำหรับหลินหยางแล้ว นี่ต่างหากวิธีที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้ในเวลาที่เร็วที่สุด

            ช่วงเวลานับจากตอนนี้ไปนอกจากการฝึกฝนเพื่อยกระดับความสามารถทางด้านวรยุทธ์แล้วเวลาที่เหลือล้วนถูกหลินหยางเอาไปใช้ในการสร้างอาวุธทั้งหมด

            เขาพยามยามเร่งสร้างอาวุธชิ้นนั้นออกมาด้วยความเร็วที่มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

            อีกครึ่งปีหลังจากนี้ ในวันขึ้นแปดค่ำเดือนสิบ

            จะเป็นวันที่เริ่มเปิดงานเทศกาลขุมทรัพย์สมบัติวิญญาณที่เวินติ่งเทียนเคยพูดถึง

            หลินหยางต้องรีบกลับไปที่เมืองอวิ๋นเฉิงให้ทันก่อนวันนั้นเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จะต้องพลิกผันไปเป็นอีกแบบอย่างแน่นอน

            ก่อนหน้านี้หลินหยางได้จัดเตรียมพวกวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้เอาไว้ในแหวนพระสุเมรุแล้วปัญหาเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็คือต้องไปหาไฟวิญญาณมาให้ได้

            แต่ในภูเขาเมฆมรกตอันกว้างใหญ่แห่งนี้เขาจะไปหาไฟวิญญาณมาจากไหนได้เล่า?

            หลินหยางที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็ถูกเสียงอะไรสักอย่างที่ดังขึ้นจากด้านข้างทำเอาตกใจจนสะดุ้งเฮือก

            “เอ็นมังกร... ทำไมรสชาติแบบนี้เล่าอย่างกับเคี้ยวหญ้าอยู่เลยนะนี่...”

            ใครกัน?

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน