“ขออภัยแม่นางกู่ หากท่านยังไม่มีกลุ่ม ข้าอยากเชิญให้ท่านเข้าร่วมกลุ่มของข้า” คนที่อูหลินเฟิงเดินเข้าไปหา ก็คือกู่ซือเอิน หลานสาวและศิษย์เพียงคนเดียวของปราชญ์พิษ กู่ชิงหยาง
หลังจากได้ยินเสียง กู่ซือเอินก็หันไปมอง แม้ในตอนแรกจะนึกไม่ออกแต่ไม่นานนางก็จำอูหลินเฟิงได้เพราะปู่ของนางเคยคุยเรื่องตระกูลอูให้ฟัง
“ข้าไม่สนใจ” แม้จะแปลกใจที่มีคนกล้ามาชวนนาง เพราะคนทั้งหมด ไม่มีใครมาชวนนางเข้ากลุ่มเลยแม้แต่คนเดียว อาจเพราะเกรงกลัวปราณพิษ หรือเพราะชื่อเสียงที่ไม่ดีของตัวนางเอง ตัวของกู่ซือเอินเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้
“ข้าขอถามเหตุผลได้หรือไม่”
“มันจะดีกลับกลุ่มของเจ้ามากกว่าหากไม่มีข้าอยู่ด้วย” เพราะในการล่าสัตว์อสูรประเภทพิษเพื่อฝึกวิชาของนางนั้นได้ทำให้บุตรหลานหลายตระกูลบาดเจ็บ จึงมีตระกูลหลายตระกูลไม่พอใจตัวนางและกู่ชิงหยาง หากนางไปอยู่กลุ่มไหนเกรงว่าคนกลุ่มนั้นอาจโดนร่างแห่ไปด้วย
กู่ซือเอินไม่ได้อธิบายต่อ แต่ว่าอูหลินเฟิงกลับสามารถเดาความคิดนางได้ ทั้งเขายังมีความสามารถพิเศษที่สามารถรับรู้ถึงอารมณ์ของผู้อื่นได้ ทำให้อูหลินเฟิงรู้ได้ทันทีว่า ตอนที่กู่ซือเอินได้ยินว่ามีคนชวนเข้ากลุ่มนางดีใจแค่ไหน แต่ความดีใจนั้นหายไปอย่างรวดเร็วจากนั้นกลับมีความเศร้าและเหงาเข้ามาแทน
“หากท่านกังวลว่าจะมีกลุ่มคนที่ไม่พอใจท่านมาตามรังควานละก็ ทางพวกข้าเองก็มีเช่นกัน….ในเมื่อทั้งท่านและข้ายังมีคนที่ไม่พอใจ ทำไมเราไม่มาร่วมมือกัน หากท่านเจอกลุ่มอื่นมาหาเรื่องกลุ่มของข้าจะช่วยท่าน ในขณะเดียวกันหากกลุ่มของข้าโดนหาเรื่อง ข้าก็หวังว่าท่านจะช่วยข้าเช่นกัน ในการล่าสัตว์อสูรท่านเองก็มีประสบการณ์ไม่น้อย คงรู้ว่ามักมีพวกชอบฉกฉวยผลงานของผู้อื่น หากท่านไปตัวคนเดียวย่อมต้องเจอพวกนี้บ่อยแน่ ไม่สู้มาร่วมมือกับพวกข้าอย่างน้อยเมื่อมีคนมากก็ช่วยกันได้มาก” เรียกได้ว่าอูหลินเฟิงอธิบายข้อดีของการเข้าร่วมกลุ่มได้ยาวนัก เพราะเขาต้องการความแข็งแกร่งของกู่ซือเอิน ชื่อเสียงที่ไม่ดีของนางจะเป็นโล่ให้กับเขาได้มากกว่า
“ขะ ข้า..” เมื่อได้ฟังเช่นนั้นกู่ซือเอินก็เกิดความลังเล เพราะว่าในการประลองนี้การมีกลุ่มย่อมดีกว่าไปตัวคนเดียวจริงๆ
“เช่นนั้นก็ยินดีที่ท่านเข้าร่วมกับกลุ่มข้า ไปกันเถอะ” คราวนี้เป็นอูหลินเฟิงที่พูดตัดบทของกู่ซือเอิน พร้อมยังจับข้อมือของนางลากมายังกลุ่มของเขา
“ดะ เดียวข้ายังไม่ได้ตกลงเลย” กู่ซือเอินแม้จะกล่าวออกมาอย่างนั้นแต่ก็เดินตามอูหลินเฟิงที่ลากนางมาก
‘อะไรกันชายผู้นี้ ไม่กลัวข้าเลยงั้นหรือ’
ที่อูหลินเฟิงนั้นกล้าทำแบบนี้เพราะตัวเขา มีความสามารถในการสัมผัสถึงอารมณ์ของผู้อื่นได้ไม่ใช่กับแต่สัตว์อสูร ทำให้เขารับรู้ว่าจริงๆ แล้วกู่ซือเอินดีใจอย่างมากที่มีคนมาชวนเข้ากลุ่ม คงเป็นเพราะชื่อเสียงที่เสียหาย จากตระกูลที่ไม่พอใจปู่ของนางและปราณพิษที่นางฝึกทำให้นางไม่มีเพื่อนในวัยเดียวกัน และเมื่อการประกาศกฎการประลองจบลง ไม่มีผู้ใดที่ต้องการให้กู่ซือเอินเข้าร่วมแม้แต่คนเดียว นางจึงคิดว่าครั้งนี้ก็คงต้องล่าสัตว์อสูรคนเดียวอีกแล้ว แต่ในตอนนั้นเองอูหลินเฟิงก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาชักชวนนางเข้ากลุ่ม
…..
‘เจ้านั้นโง่หรือเปล่า กล้าไปชวนนางเข้ากลุ่ม ไม่กลัวโดนพิษตายยกกลุ่มหรือไง’
‘เจ้าดูนั้นชายคนนั้นกล้าจับมือนางด้วย’
‘บุตรหลานตระกูลใดกัน’
เสียงพูดของกลุ่มอื่นดังขึ้นหลังจากที่อูหลินเฟิงลากกู่ซือเอินไปหากลุ่ม การที่อูหลินเฟิงมาชวนกู่ซือเอินนั้นเป็นที่จับตามองของผู้เข้าแข่งขันเกือบทั้งงาน แม้กู่ซือเอินนั้นจะมีความงามที่สามารถทำให้คนลุ่มหลงได้ง่าย แต่จากชื่อเสียงของนางทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าหา ทำได้เพียงมองอยู่ห่างๆ
……
เมื่ออูหลินเฟิงได้ลากกู่ซือเอินกลับมาหากลุ่มแล้วจึงได้แนะนำคนทั้งหมดให้กับกู่ซือเอิน
“ยินดีที่ได้พบอีกครั้งแม่นางกู่” จงหมินกล่าว
“ไม่อยากเชื่อ!!…ว่าข้าจะได้ความร่วมมือกับศิษย์ของเก้าปราชญ์” ถงต้าเหวยกล่าว ถงต้าเหวยเป็นประเภทไม่คิดเยอะ ทั้งไม่เคยสนใจข่าวลือของผู้อื่นจึงไม่ตกใจกับการเข้าร่วมของกู่ซือเอินมากนัก
“ยินดีที่ได้รู้จักแม่นางกู่” กวนซ่างซีกล่าว พร้อมทั้งเอาข้อศอกแทงใส่ถงต้าเหวย ส่วนกวนซ่างซีนั้นนางเป็นประเภทเดียวกับอูหลินเฟิง ที่มักจะคิดถึงข้อดีและข้อเสียของการกระทำต่างๆ นางพบว่าการได้กู่ซือเอินมาร่วมกลุ่ม จะเป็นประโยชน์กับกลุ่มที่รวมตัวของตระกูลระดับกลางไว้ ด้วยชื่อเสียงของกู่ซือเอิน หากได้เจอกลุ่มที่รวมตัวของสำนักตระกูลระดับสูง จะเป็นเกาะป้องกันกลุ่มของนางได้อย่างดี เพราะกลุ่มของสำนักตระกูลระดับสูงจะเป็นการรวมตัวของกลุ่มที่มีระดับลมปราณระดับห้ากันทั้งกลุ่ม
“ยะ ยินดีเช่นกัน” กู่ซือเอินตอบรับคำของคนทั้งหมด แม้ภายนอกนางจะเก็บอาการได้ดีแต่ว่าอูหลินเฟิงกลับรู้ว่านางนั้นตื่นเต้นและดีใจมากเพียงใด
“ทีนี้พวกเราก็ขาดอีกเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ว่าตามความสามารถของกลุ่มเรา ข้าว่าไม่จำเป็นต้องหาคนเพิ่มแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว จากที่เขาวิเคราะห์ ตอนนี้ความสามารถโดยรวมของกลุ่มน่าจะอยู่ในอันดับบนแล้ว ในการประลองครั้งนี้เมื่อจำกัดระดับลมปราณระดับสี่ขั้นขึ้นไป ทำให้สำนักหรือตระกูลระดับต่ำไม่สามารถส่งผู้เยาว์เข้าร่วมได้ ค่าเฉลี่ยของกลุ่มสำนักตระกูลระดับกลาง คือระดับสี่ถึงระดับห้าขั้นต้น ทำให้กลุ่มของพวกเขาที่มีศิษย์ของปราชญ์อย่างกู่ซือเอินและตระกูลที่ชำนาญการล่าอสูรอย่าง กวนซ่างซี ถือว่าเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งในระดับต้นๆ ของการประลองแล้วล่าอสูรแล้ว
“ข้าเองก็เห็นด้วย เมื่อแม่นางกู่เข้าร่วมกลุ่มของเรา ความสามารถของกลุ่มเราอาจจะสู้กลุ่มของพรรคระดับสูงได้เลย” กวนซ่างซีเห็นด้วย เมื่อได้ยินเช่นกันทั้งหมดจึงตกลงกันว่าจะไม่หาคนเพิ่มแล้ว
“เช่นนั้น…ข้าว่าเราควรที่จะกำหนดหัวหน้ากลุ่มกันก่อนดีหรือไม่” กวนซ่างซีเสนอ แม้นางจะพอรู้อยู่แล้วว่าคนกลุ่มนี้ แม้อูหลินเฟิงจะมีพลังฝึกตนน้อยที่สุดที่แต่ว่าคนทั้งหมดกลับฟังคำของเขา คนอื่นๆ จะต้องเสนอชื่อ อูหลินเฟิง อย่างแน่นอน
“ข้าเสนอ อูหลินเฟิง” จงหมิ่นกล่าว
“เช่นกันข้าเสนอพี่ชายข้า” อูหมินจิงกล่าว
“ข้าด้วย” ลี่เจียงกล่าว
“ข้าไม่มีความเห็น” กู่ซือเอินกล่าว
“เช่นนั้นคุณชายใหญ่อู หัวหน้ากลุ่มก็คือท่าน” กวนซ่างซีกล่าว เป็นแบบที่นางคิดเลย คนทั้งหมดเลือกอูหลินเฟิง
“ขอบคุณทุกคนที่ไว้ใจข้า ก่อนอื่นข้าอยากให้แต่ละคนบอกถึงระดับลมปราณ ธาตุ และความถนัดเพื่อให้คนในกลุ่มรับทราบ หลังจากนั้นพวกเราค่อยวางรูปแบบกลยุทธ์ของกลุ่ม เริ่มจากข้า....” ในขณะที่อูหลินเฟิงกำลังจะอธิบายพลังของตนนั้นก็ได้มีเสียงแทรกขึ้นมา
“เออ...คุณหนู..คุณชายทั้งหลาย ไม่ทราบว่าข้าขอเข้าร่วมกลุ่มของท่านได้หรือไม่เจ้าคะ” เสียงของเล็กสตรีได้ดังขึ้นอย่างกล้าๆ กลัว คนทั้งหมดจึงได้หันไปตามเสียง กลับพบสตรีร่างเล็กสวมอาภรณ์สีเขียวไม่ได้มีตราตระกูลหรือสถาบันใดติดไว้ แล้วดูจากระดับลมปราณระดับสี่ขั้นต้นที่เป็นระดับต่ำสุดของงาน อีกทั้งนางยังไม่มีสัตว์อสูรข้างกาย จึงทำให้สตรีนางนี้ไม่มีกลุ่มไหนรับเข้ากลุ่มเลย
“กลุ่มของข้ายังว่างอยู่หนึ่งที่ก็จริง...แต่ก่อนอื่นข้าขอถามจึงความสามารถของท่านก่อนได้หรือไม่” อูหลินเฟิงเป็นตัวแทนกล่าว
“ขะ...ข้า...เสวี่ยหานเอ๋อร์ มีระดับลมปราณระดับสี่ขั้นต้น มีความรู้เรื่องสมุนไพรและสามารถใช้ปราณเยียวยาได้เจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าวออกมาอย่างกล้าๆ กลัว นางได้แนะนำตัวเองมาหลายครั้ง กับคนหลายๆ กลุ่มแต่ว่ากลับไม่มีกลุ่มใดที่รับนางเลยแม้แต่กลุ่มเดียว
“เยียวยา??? ...เจ้าเป็นผู้ใช้ปราณวารีงั้นหรือ” อูหลินเฟิงถาม เพราะในธาตุหลักทั้งสี่ ปราณวารีมีความสามารถในการเยียวยาได้ดีที่สุด
“ขะ ข้า..ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าวอย่างตะกุกตะกัก อูหลินเฟิง สามารถสัมผัสถึงความกังวลจากนางได้อย่างชัดเจนเมื่อนางตอบ คงเพราะนางตอบแบบนี้มาหลายครั้งและทุกครั้งคงโดนปฏิเสธไม่ให้เข้ากลุ่มทุกครั้ง
“หมายความว่ายังไง….ที่ว่าไม่ทราบ” คราวนี้เป็นกวนซ่างซีที่ถามเพราะว่าฝึกมาจนถึงระดับสี่แต่บอกว่าไม่ทราบปราณของตนนั้นเป็นเรื่องที่แปลกอย่างมาก
“ข้าลองพยายามฝึกลมปราณธาตุแล้ว...แต่มันกลับไม่ปรากฏลักษณะของธาตุใดของมาเลยเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ตอบ
“หรือจะเป็นปราณไร้ธาตุ” จงหมิ่นวิเคราะห์จากสิ่งที่ได้ยิน เพราะอูหลินเฟิงเองก็มีปราณไร้ธาตุ
“เป็นไปไม่ได้…ปราณไร้ธาตุไม่มีพลังในการเยียวยา” อูหลินเฟิงบอกหากเป็นปราณไร้ธาตุจริง จะไม่มีพลังในการเยียวยา
“เป็นไปได้ว่าลมปราณของแม่นางอาจจะยังไม่ตื่นขึ้นทำให้ลมปราณยังไม่แสดงเอกลักษณ์ของธาตุของมา” อูหลินเฟิงกล่าว
‘ความรู้สึกนี่มันอะไรกัน???’ อูหลินเฟิงคิด ตั้งแต่ที่ได้พบเสวี่ยหานเอ๋อร์พลังวิญญาณของอูหลินเฟิงกลับส่งสัญญาณบางอย่างทำให้เขานั้นรู้สึกแปลกอย่างมาก เหมือนในวิญญาณของเขากำลังบอกว่าห้ามให้สตรีตรงหน้าไปเข้ากลุ่มอื่น
“พวกเจ้าคิดว่าอย่างไรหากนางเข้าร่วมกลุ่มของเรา” อูหลินเฟิงถามคนในกลุ่ม แม้เขาจะต้องการให้นางเข้าร่วมกลุ่มเนื่องจากสัญชาตญาณเขาบอกอย่างนั้นแต่ก็จำเป็นต้องถามความเห็นของคนในกลุ่มก่อน
“ข้าไม่มีความเห็น” กู่ซือเอินกล่าว
“ข้าแล้วแต่เจ้า” จงหมิ่นกล่าว
“ข้าพี่ว่าอย่างไร ข้าทำตามนั้น” อูหมินจิงกล่าว
“ข้าไม่มีปัญหา นางน่าสงสารออก สตรีตัวเล็กๆ เช่นนี้ ข้าจะปกป้องเอง” ลี่เจียงกล่าว พร้อมยืดอกด้วยความมั่นใจ
“ข้าไม่มีปัญหา” ถงต้าเหวย
“ข้าขอค้าน” มีเพียงกวนซ่างซีคนเดียวเท่านั้นที่คัดค้าน ซึ่งอูหลินเฟิงก็เข้าใจดีเพราะหากเอาคนที่ไม่มีประโยชน์เข้าร่วมกลุ่มนั้นจะเป็นภาระมากว่าผลดี
“เช่นนั้นก็ยินดีต้อนรับเข้ากลุ่ม เสวี่ยหานเอ๋อร์” อูหลินเฟิงกล่าวหลังจากตัดสินใจตามสิ่งที่ตนรู้สึกจากพลังวิญญาณ แม้เขาเองก็คิดเช่นเดียวกับกวนซ่างซี
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ขอบคุณอย่างมากเจ้าค่ะ ขอบคุณจริงๆ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ กล่าวขอบคุณพร้อมทั้งก้มหัวในคนทั้งหมด ในการมางานครั้งนี้นั้นนางเพิ่งทะลวงลมปราณระดับสี่มาได้ไม่นาน เมื่อถึงระดับสี่จึงได้ลองมาสมัครดู แม้จะสมัครได้ แต่ว่ากลับไม่มีกลุ่มไหนรับนางเข้าร่วม ทั้งพลังที่ไม่ชัดเจนรวมถึงนางเป็นคนที่มาจากตระกูลไร้ระดับ จึงโดนปฏิเสธทุกกลุ่มจนมาถึงกลุ่มของอูหลินเฟิง
‘เจ้าแน่ใจแล้วหรือที่นำนางเข้ากลุ่ม นางอาจเป็นภาระของเรา’ จงหมิ่นถามอูหลินเฟิงผ่านยันต์
‘เพราะอะไรข้าก็ไม่รู้....แต่ว่าสัญชาตญาณของข้าบอกว่าเราต้องมีนาง’
‘ก็ได้…ข้าเชื่อการตัดสินใจของเจ้า’
“คราวนี้กลุ่มเราก็ได้คนครบตามจำนวนแปดคน ข้าอยากให้แต่ละคนแนะนำตัวอีกทั้งพร้อมบอกระดับลมปราณ อาวุธ ความถนัด เพื่อให้สหายร่วมกลุ่มรับทราบเริ่มจากข้า
“ข้าอูหลินเฟิง ระดับลมปราณระดับสามขั้นสูง พลังจิตระดับห้าขั้นต้น เป็นนักฝึกสัตว์มีหมาป่าขนเพลิงแปดตัว วานรแขนยักษ์หนึ่งตัว และ อินทรีขนเทาหนึ่งตัว เจ้านี้คือวานรแขนยักษ์ที่ว่าชื่อกังปี้ ส่วนหมาป่าขนเพลิงตัวนี้ชื่อหั่วอี” อูหลินเฟิงแนะตัวเป็นคนแรกพร้อมทั้งแนะนำกังปี้ที่ตอนนี้ย่อขนาดตนเองให้เหลือขนาดเท่าลูกลิงกำลังนั่งบนไหล่ของเขาให้ทุกคนรู้จัก
“เจี๊ยก เจี๊ยก โฮ่ง โฮ่ง” ทั้งกังปี้และหั่วอีร้องตอบรับ
“ข้าจงหมิ่น ระดับลมปราณระดับห้าขั้นต้น ใช้ปราณจตุรธาตุ ถนัดอาวุธประเภทดาบและถนัดการโจมตีเป็นหลัก” จงหมิ่นแนะนำตัวคนที่สอง
“ปราณจตุรธาตุ!!….เจ้าสามารถใช้ได้สี่ธาตุเลยงั้นเหรอ” กวนซ่างซีถามอย่างตกตะลึง ทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้ ทันทีที่ได้ยินว่าจงหมิ่นนั้นสามารถใช้ลมปราณจตุรธาตุได้ คนทั้งหมดก็แสดงอาการตกใจแทบทุกคน โดยปกติแล้วผู้ฝึกยุทธ์นั้นจะมีพลังธาตุหนึ่งธาตุแต่กำเนิดการใครที่เกิดมาพร้อมทวิธาตุหรือธาตุคู่ ภายในยุทธภพก็ถือเป็นบุคคลที่หาได้ยากมากแล้ว ยิ่งหากมีสามธาตุนั้นหายากยิ่งกว่า ไม่ต้องกล่าวถึงจตุรธาตุเลยเลือกได้ว่าเป็นลูกรักของสวรรค์โดยแท้ เพราะจะไม่มีผู้ใช้ปราณธาตุใดที่สามารถสะกดข่มผู้ใช้ปราณจตุรธาตุได้ แม้แต่กู่ซือเอินที่ปกติไม่ค่อยแสดงสีหน้ายังแสดงอาการตกใจเมื่อได้รับรู้เรื่องนี้
โดยปกติแล้วผู้ใช้ปราณคู่หรือปราณทวิธาตุจะพบได้คือหนึ่งในพันคนอาจเจอสักคน ปราณไตรธาตุหรือผู้ใช้ปราณสามธาตุหนึ่งในแสนอาจเจอซัก แต่ปราณจตุรธาตุนั้นคือหนึ่งในล้านหรือในหนึ่งพันปีอาจเกิดมาสักคน ความหายากของปราณจตุรธาตุจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พ่อของจงหมิ่นไม่ได้ส่งลูกชายไปเข้าร่วมกับสถาบันอื่น
“ใช่ ข้าสามารถใช้ปราณได้สี่ธาตุ”
“สุดยอดจริงๆ” กวนซ่างซีกล่าว
“งั้นต่อไปก็ข้า อูหมินจิง ระดับลมปราณระดับสี่ขั้นสูง ใช้ปราณอัสนีถนัดอาวุธประเภทกระบี่ ถนัดการโจมตีและการใช้ความเร็ว” เมื่อเห็นทุกคนยังแสดงอาการตกใจไม่ยอมแนะนำตัวต่อ อูหมินจิงจึงได้แนะนำตัวเอง
“ข้าลี่เจียง ระดับลมปราณระดับสี่ขั้นสูง ใช้ปราณปฐพี ถนัดการใช้หมัดและการป้องกัน” ลี่เจียงเมื่อตั้งสติได้ก็ได้แนะนำตัวต่อการอูหมินจิง
“ข้ากวนซ่างซี ระดับลมปราณระดับห้าขั้นต้น ใช้ปราณวายุ ถนัดการใช้ธนู”
“ข้าถงต้าเหวย ระดับลมปราณระดับสี่ขั้นสูง ใช้ปราณเพลิง ถนัดการใช้หมัด”
“กู่ซือเอิน ห้าขั้นสูง ปราณพิษ อาวุธมีด”
“ข้าน้อย เสวี่ยหานเอ๋อร์ ระดับลมปราณระดับสี่ขั้นต้นเจ้าค่ะ ถนัดการค้นหาสมุนไหนและวิชารักษาเจ้าค่ะ ไม่ถนัดการโจมตีหรือป้องกันเลยเจ้าค่ะ ขอโทษด้วยนะเจ้าคะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์นั้นแสดงความประหม่าอย่างชัดเจนแม้จะได้เข้าร่วมกลุ่มแล้ว แต่การโดนไล่ออกจากกลุ่มนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากโดนไล่ตอนนี้ยังดีกว่าโดนไล่ภายในเทือกเขาหมื่นอสูรนางจึงพยายามบอกทุกสิ่งที่ตนทำได้และไม่ได้เสมอ
“เช่นนั้นเราก็มาเริ่มวางรูปแบบการล่าอสูรของกลุ่มเรากันเถอะ” อูหลินเฟิงเสนอ หลังจากนั้นก่อนที่เวลาจะครบตามกำหนด คนทั้งหมดก็ได้รูปแบบต่อสู้ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการล่าสัตว์อสูร