“...” เฉียนหมอมอถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางรู้สึกแปลกใจ ในวันนี้ดูเหมือนกู้หวาจิงจะมีท่าทางผิดไปจากเดิมเล็กน้อย แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมองนางอย่างสืบสาวเอาเื่เช่นนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามในวันนี้เื่นี้ก็จะจบลง เมื่อถึงตอนนั้นทุกคนก็จะได้รู้ว่ากู้หวาจิงอยู่ในสภาพตกต่ำเช่นไร
เถียนหมอมอเริ่มช่วยกู้หวาจิงเปลี่ยนอาภรณ์ นางโดนเฉียนหมอมอเร่งอยู่สอสามครา แต่เมื่อมองไปยังสายตาของกู้หวาจิง ไม่รู้ว่าเหตุใดต้องหยุดปากลงโดยพลัน
แปลกจริงๆ แต่ก่อนเมื่ออยู่ต่อหน้ากู้หวาจิง นางเคยพูดมากกว่านี้ ไม่มีครั้งไหนเป็เช่นครั้งนี้มาก่อน รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่เหมือนเดิม แต่ว่ามันคือตรงไหนกัน
การเคลื่อนไหวของเถียนหมอมอช้าลงอีกครั้ง อย่างไรเสียกู้หวาจิงก็สวมอาภรณ์จนเสร็จ ทว่าร่างกายของนางยังคงอ่อนแอจึงจำเป็ต้องให้เถียนหมอมอคอยช่วยประคอง
เฉียนหมอมอผ่อนคลายลง นางชำเลืองไปยังรูปร่างผอมกะหร่องที่พร้อมจะล้มลงอยู่ทุกเมื่อ ‘นางจะไปมีแรงหาเื่อันใดอีก อาจเป็เพราะเมื่อคืนข้านอนไม่หลับจึงรู้สึกแปลกเช่นนี้ก็เป็ได้’
“เชิญคุณหนูสี่กู้...”
เฉียนหมอมอเป็อันเสร็จสิ้นหน้าที่ นางเดินนำทางอยู่ด้านหน้า ด้านหลังคือกู้หวาจิงที่เดินอย่างเชื่องช้าเป็ที่สุด ถึงแม้จะพยายามเร่งอยู่ถึงสามคราก็ไม่เร็วขึ้นแม้แต่น้อย
กู้หวาจิงเองก็ไม่รู้ว่านางจะประวิงเวลาให้ได้ประโยชน์อะไร ทว่าก็พอจะมีความหวังอยู่บ้างมิใช่หรือ ตระกูลไป๋คงไม่ฆ่าพยายามฆ่านางหรอกใช่หรือไม่
ก่อนอื่นนางจะต้องพยายามให้ดีที่สุดเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปมิใช่รึ!
…
“ฮูหยินผู้เฒ่า คุณหนูสี่กู้มาแล้วเ้าค่ะ ตอนนี้รออยู่ด้านนอกเ้าค่ะ”
“เร็วเข้า! รีบนำตัวนางเข้ามา เพื่อจะได้มิให้นางเป็ลมหมดสติไปอีก!”
ฮูหยินผู้เฒ่าในครั้งนี้ไม่มีท่าทีสะบัดสะบิ้ง นางรีบเร่งแก้ปัญหาเื่นี้อย่างจริงจัง
นี่เป็ครั้งแรกที่กู้หวาจิงเหยียบเข้ามายังเรือนที่พักด้านหลังของตระกูลไป๋ ภายในเต็มไปด้วยใบไผ่และมวลหมู่บุปผา ทุกอย่างถูกดูแลเป็ระเบียบเรียบร้อย แผ่นอิฐสีครามสะอาดส่องแสงสว่างทอดยาวไปจนถึงระเบียงทางเดินของเรือนหลังใหญ่
แสงภายในห้องไม่เจิดจ้าเท่าด้านนอก กู้หวาจิงพยายามปรับสายตาด้วยการปิดตาลง เมื่อเงยหน้าขึ้นไปจึงพบกับสตรีที่มีใบหน้าเ็าสองสามนางสวมใส่แพรพรรณหรูหรา
“ช่างเชิญยากเชิญเย็นเสียจริง! หากไม่รู้ว่าเป็เ้า ข้าคงคิดว่าในเรือนนี้มีองค์หญิงที่ไหนมาพำนักอยู่”
สายตาของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้มองตรงมายังกู้หวาจิงแม้แต่น้อย นางเอียงศีรษะหันไปพูดคุยกับหยางเพ่ยเพ่ยด้วยรอยยิ้มเยาะ
“ฮูหยินผู้เฒ่าอย่าโกรธไปเลย ถึงอย่างไรเสียนางก็มิใช่คนในตระกูลของพวกเรา เป็เื่ปกติที่จะไม่ทำตามกฎเกณฑ์พื้นฐาน มิเช่นนั้น นางจะกล้าทำเื่ที่ขัดต่อประเวณีนี้ได้อย่างไร”
“หึ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าตะคอกออกมา สายตากวาดไปยังนางด้วยความดุร้าย ด้วยหวังจะทำให้กู้หวาจิงใกลัว แต่กลับพบว่ากู้หวาจิงในเวลานี้กำลังยืนหรี่ตา ร่างกายเอียงตัวไปทางเถียนหมอมอจวนจะล้มแหล่มิล้มแหล่
เหลียงหรูเยียนเห็นท่าทีผิดปกติ จึงให้คนรีบนำเก้าอี้ไปให้กู้หวาจิงนั่งลง และเดินมายังฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่ใกล้ตัว กดเสียงต่ำลง
“ท่านแม่ หากนางหมดสติไปอีกคราจะทำอย่างไรหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งตระกูลไป๋บันดาลโทสะ วาจานี้ดูเหมือนจะทำให้นางหงุดหงิดมากขึ้น แต่นางก็มิได้สนใจอีกต่อไป ส่งสายตาแก่หยางเพ่ยเพ่ยให้เริ่มดำเนินตามแผนการ
ทั้งสองข้างของห้องใหญ่มีฉากบังลมทอลายทิศทัศน์สี่ฤดูวางไว้ ด้านหลังฉากมีเงาตะคุ่มๆ ราวกับมีคนกำลังเคลื่อนไหวไปมา
กู้หวาจิงยังคงหรี่ตา พลันหางตาก็เหลือบไปเห็นเข้า นางไม่ได้คิดจะทำอะไร หากศัตรูไม่เคลื่อนไหวนางก็จะไม่เคลื่อนไหว นางสภาพใกล้จะตายอยู่รอมร่อเช่นนี้ ดูสิว่าคนเหล่านี้ท้ายที่สุดแล้วคิดจะทำเช่นไรกันแน่!
“วันนี้เชิญคุณหนูสี่กู้มาก็ไม่มีสิ่งใดเป็พิเศษ ก่อนหน้านี้มีผู้พบเห็นเ้ากับชายรับใช้ในเรือนพลอดรักกัน นั่นช่างเป็เื่ที่ไร้ยางอายและขัดต่อประเวณี ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร เ้าก็ยังมีนามของสะใภ้ตระกูลไป๋แขวนอยู่ ในเวลานี้กระทำความผิดเช่นนี้ เ้ายังมีสิ่งใดที่อยากพูดอีกหรือไม่!”
หยางเพ่ยเพ่ยยืนขึ้นพูดอย่างองอาจ วาจาที่กล่าวมานั้นเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม ราวกับกู้หวาจิงได้ไปละเมิดกฎแห่ง์
กู้หวาจิงยังคงดูห่อเหี่ยว และดูเหมือนนางจะไม่ได้ยินสิ่งที่พูดมาเลยแม้แต่น้อย
“ข้าว่าเ้าอย่ายืนกรานปฏิเสธความผิดอีกเลย ชายรับใช้ผู้นั้นได้สารภาพผิดแล้ว และยังนำสิ่งของที่ใกล้ตัวเ้าจำนวนไม่น้อยมาด้วย กล่าวว่านั่นเป็ของขวัญที่เ้ามอบให้แก่เขาในขณะที่พวกเ้าสองคนรักกันอย่างลึกซึ้ง ในเวลานี้หลักฐานทุกอย่างครบครันแล้ว เ้ายังจะแก้ต่างอีกหรือไม่”
“...”
“กู้หวาจิง! เ้าคิดว่าเพียงแค่นิ่งเงียบปฏิเสธไม่ยอมรับโทษนั่นเป็วิธีที่ดีแล้วรึ! เ้ารู้สึกผิดต่อตระกูลไป๋ของพวกเราบ้างหรือไม่! รู้สึกผิดต่อน้องชายรองที่อยู่แถบชายแดนตอนนี้บ้างหรือไม่! เ้าอดรนทนต่อความเปลี่ยวเหงามิได้จนทำเื่เลวทรามเช่นนี้เข้า ก็ดี ในวันนี้ข้าจะขับเ้าออกไปจากตระกูลไป๋!”
“...”
กู้หวาจิงยังคงไม่ยอมเปิดปาก ในสถานการณ์ตอนนี้ไม่เพียงแต่หยางเพ่ยเพ่ยที่อับจนหมดหนทางทำอะไรไม่ถูก แม้แต่คิ้วของฮูหยินผู้เฒ่าแห่งตระกูลไป๋ก็ยังขมวดเข้ม
พวกนางจำเป็ต้องให้กู้หวาจิงกล่าวยอมรับผิดด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นแล้วจะลงทุนเสียแรงมากมายเชื้อเชิญบรรดาขุนนางในราชสำนักมาเพราะเหตุใด ตระกูลไป๋เป็ขุนนางในราชสำนัก ไม่สามารถยอมให้ผู้ใดมากล่าวนินทาว่าร้ายได้
“ปัง!” ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งตระกูลไป๋ตบลงไปยังด้านข้างเก้าอี้ “เ้าวางแผนกัดฟันไว้ไม่ยอมพูดอย่างนั้นรึ! เ้าอย่าลืมซะล่ะ พวกข้ามีพยานหลักฐานครบครัน ไม่ว่าเ้าจะไม่พูดสิ่งใดออกมา เื่นี้ก็คือเื่จริง!”
“ฮูหยินผู้เฒ่าอย่าโกรธไปเลยเ้าค่ะ อย่าให้โทสะมาทำร้ายสุขภาพของท่าน”
หยางเพ่ยเพ่ยรีบหันกายมาประจบประแจง ดวงตากลอกไปมา บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม
นางเดินมายังข้างกายของกู้หวาจิงช้าๆ คิ้วของหยางเพ่ยเพ่ยมุ่นเป็รอยยับย่น ทั่วใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลใจที่มีต่อตน “น้องหญิงที่แสนดี เ้าจะหาเื่กลุ้มใจอีกไปทำไมกัน เ้าดูสิ ไปยุแหย่ฮูหยินผู้เฒ่าให้อารมณ์เสียเช่นนั้น...”
กู้หวาจิงปรบมือดังภายในใจ คนเหล่านี้ไม่มีศักดิ์ศรีกันเลยหรือไร เมื่อครู่ก่อนหน้าประณามนางด้วยวาจาหยาบคาย ทว่าหลังจากนั้นยังสามารถเรียกนางว่า ‘น้องหญิง’ ออกมาได้อีกหรือ
ช่างน่ากลัวจริงๆ ตนไม่เหมาะที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ยุ่งยากเช่นนี้เลย
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9