บทที่ 27 เหมียวอิ๋นฮวาแบ่งปัน (รีไรต์)
ครอบครัวฐานะยากจน
แค่ได้เงินเพียงน้อยนิด เธอก็ยอมทำได้ทุกอย่าง
เหมียวอิ๋นฮวายังคิดว่า เมิ่งว่านถังจะไม่สนใจของเล็ก ๆ น้อยๆ ในบ้านของตัวเองด้วยซ้ำ
ตอนนี้จึงพูดด้วยความยินดีว่า “ถ้างั้นเธอก็รีบมาเลยนะ ใกล้จะถึงเวลาปลูกผักกาดขาวแล้ว ผักพวกนี้ต้องกินให้หมดเร็ว ๆ บ้านฉันไม่มีใครชอบกินเลย วัน ๆ กินแต่ของพวกนี้”
เมิ่งว่านถังจึงตามไปบ้านของเหมียวอิ๋นฮวา
ในสวนผักของครอบครัวเหมียวอิ๋นฮวามีผักเยอะมาก มีมะระขี้นก เป็มะระขมลูกเล็ก ๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ บางลูกก็สุกจนแดงเกือบหมดแล้ว
“นี่คือมะระขี้นก ฉันเอาเมล็ดพันธุ์มาจากบ้านแม่ ลองดูสิ แค่ต้นเดียวก็ออกลูกตั้งเยอะ คนที่บ้านไม่ชอบกิน บอกว่าขม ถ้าเธออยากกิน ฉันจะเก็บให้สักสองสามลูก?”
“ได้ เธอแบ่งเมล็ดพันธุ์มาให้ฉันด้วยนะ ปีหน้าฉันจะลองปลูกบ้าง” เมิ่งว่านถังไม่ได้ปฏิเสธ
“งั้นรอก่อนนะ ฉันขอไปหยิบตะกร้าก่อน”
เหมียวอิ๋นฮวามาเดินไปหยิบตะกร้าที่ใต้หน้าต่าง ก่อนจะเก็บมะระขี้นกใส่ให้เธอตั้งมาก แล้วก็เก็บแตงกวาสด ๆ ให้เธออีกหลายลูก
“ถั่วฝักยาวนี่ ฉันเก็บให้เธอนะ ถั่วฝักยาวพันธุ์นี่ไม่มีเส้นใย ยังอ่อนอยู่ด้วย อร่อยมากเลย” เหมียวอิ๋นฮวาเก็บใส่จนเต็มตะกร้าใหญ่ “แค่ต้นเดียวก็ออกฝักได้เยอะเลยนะ”
เมิ่งว่านถังบว่ามันเป็แบบนั้นจริง ๆ
“ถั่วฝักยาวสูงแค่นี้เองเหรอ? ไม่ต้องทำต้องโครงให้มันเลื้อยด้วยเหรอ?” เมิ่งว่านถังยังคงคิดว่าถั่วแขกต้องเลื้อยขึ้นโครงเท่านั้น
“ไม่ต้องทำโครงให้เลื้อยหรอก พวกที่ทำโครงให้เลื้อยน่ะอยู่ทางโน้น ถั่วฝักยาวพวกนั้นมีเส้นใยเยอะ ส่วนใหญ่ปล่อยให้โตแล้วกินแค่เมล็ด ที่บ้านฉันเป็ถั่วฝักยาวสีม่วง ถ้าเธออยากกินกินถั่วฝักยาวสีเขียว ฉันจะไปเก็บที่บ้านแม่สามีให้” เหมียวอิ๋นฮวาใจดีเหลือเกิน ส่วนใหญ่เป็เพราะติดค้างน้ำใจคนอื่นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ อยากตอบแทนด้วยวิธีอื่นบ้าง
“ไม่ต้องหรอก เธอแบ่งเมล็ดพันธุ์ให้ฉันก็พอ เดี๋ยวฉันจะเอาไปปลูกเองที่บ้าน”
เมิ่งว่านถังตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เอาเงินค่ายาสองชุดนั้นจากเหมียวอิ๋นฮวา
เหมียวอิ๋นฮวาไม่มีเงินติดตัว ถ้าขายผักพวกนี้ได้ ก็คงจะได้ราคาพอ ๆ กับค่ายาพวกนั้น
“ก็ได้”
เหมียวอิ๋นฮวามีอะไรอยู่ที่บ้าน ก็ถามเมิ่งว่านถังว่า้าไหม เมิ่งว่านถังบอกว่าไม่้า แต่เธอก็ยังยัดเข้ามาให้อยู่ดี
เหมียวอิ๋นฮวาเกาศีรษะเล็กน้อยด้วยความเขินอาย แล้วพูดว่า “ฉันจะเด็ดใบสะระแหน่ให้คุณนิดหน่อยนะ แตงกวาค่อนข้างแก่แล้ว ลองใส่ลงไปตอนผัดแตงกวาเป็ชิ้นๆ สิ รสชาติจะต่างจากการผัดแตงกวาอย่างเดียวแน่นอน
ทั้งหมดนี้ฉันแอบดูพ่อฉันทำตอนเด็กๆ สมัยก่อนพ่อฉันเคยไปช่วยงานที่ร้านอาหาร แอบดูพ่อครัวใหญ่เขาทำ”
เมิ่งว่านถังรู้สึกว่าไม่เลวนัก ครั้งหนึ่งเธอเคยสั่งอาหารมากิน ก็เห็นว่าที่ร้านอาหารร้านหนึ่งมีเมนูโหระพาผัดแตงกวาด้วย
แถมยังเป็เมนูเด็ดของร้านอีกด้วย
“จริงเหรอ? งั้นฉันจะกลับไปลองทำดูนะ”
วันที่ไปตลาด เมิ่งว่านถังยังซื้อมันหมูกลับมาด้วย เดี๋ยวกลับไปจะได้เคี่ยวน้ำมัน
“ได้เลย” เหมียวอิ๋นฮวาส่งตะกร้าให้เมิ่งว่านถัง “ถ้าที่บ้านไม่มีผักกิน ก็แวะมาเอาที่นี่ได้เลยนะ”
“ถ้าที่บ้านเธอมีใครปวดเอว ปวดขา ก็มาเอากอเอี๊ยะที่บ้านฉันสองแผ่นได้”
“อะไรนะ?”
เหมียวอิ๋นฮวาไม่เคยได้ยินคำพูดแบบนี้มาก่อน
เมิ่งว่านถังรู้สึกว่าการใช้กอเอี๊ยะเป็เื่ปกติธรรมดา เพราะในการทำงานสมัยใหม่ โรคเอ็นอักเสบ โรคข้ออักเสบรอบไหล่ และอาการปวดหลังจากการนั่งนาน ๆ ล้วนแต่ต้องใช้กอเอี๊ยะหลายแผ่นกว่าจะได้ผล
“ฉันว่าจะทำปลาสเตอร์ยาให้ลู่ชิงเหยี่ยแปะ ครั้งเดียวคงทำออกมาได้เยอะ ถ้าที่บ้านเธอมีใครปวดเอว ปวดไหล่อะไรทำนองนี้ ก็มาเอาไปสองสามแผ่นไปลองติดดูได้นะ”
เหมียวอิ๋นฮวาเข้าใจแล้ว ดวงตาซ่อนความใไม่มิด
“เธอทำปลาสเตอร์ยาเป็ด้วยเหรอ?”
“การทำปลาสเตอร์ยาไม่ยากหรอก อันที่จริงถ้าเธอปวดท้อง ฉันก็ให้เธอแปะปลาสเตอร์ยาได้เหมือนกัน แต่การแปะปลาสเตอร์ยาเป็การรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น มันแค่ช่วยบรรเทาได้ชั่วคราว ถ้าอยากหายขาดจริง ๆ ก็ต้องต้องกินยาสมุนไพรจีนปรับสมดุลร่างกายถึงจะได้ผล”
เหมียวอิ๋นฮวาเป็คนแรกที่มอบความปรารถนาดีให้กับเธอ นับั้แ่ที่เธอลืมตาขึ้นมาในโลกนี้
เมิ่งว่านถังจึงหวงแหนความสัมพันธ์นี้มาก
“ได้ งั้นฉันจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
“ถ้างั้นฉันกลับไปทำกับข้าวก่อนนะ”
เมิ่งว่านถังถือตะกร้ากลับบ้าน
เพิ่งเดินเข้ามาในลานบ้าน ก็เห็นเ้าตัวเล็กทั้งสามกลับมาแล้ว
โกวต้านและโกวเซิงใส่เสื้อผ้าเก่าที่เคยใส่มาก่อน เสี่ยวพ่างนั่งยอง ๆ อยู่ตรงกลางระหว่างพี่ชายทั้งสองคน รอให้พี่ชายช่วยล้างมือ
เด็ก ๆ ในชนบทวิ่งเล่นนอกอยู่บ้านทั้งวัน ผู้ใหญ่ก็ไม่มีเวลาดูแล
ใบหน้าของเด็ก ๆ จึงเปรอะเปื้อนไปหมด
ส่วนเสื้อผ้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง เด็กบางคนใส่เสื้อผ้าตัวเดิมั้แ่ต้นจนจบ ไม่เคยได้ซักเลยสักครั้ง
เสื้อผ้าของโกวต้านและโกวเซิงก็สกปรก แต่เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นแล้วยังถือว่าสะอาดกว่ามาก ใบหน้าของพวกเขาทั้งสองก็สะอาดสะอ้านกว่าเด็กคนอื่น ๆ ทั้งยังรู้จักกาลเทศะเป็พิเศษอีกด้วย
“ตอนเที่ยงอยากกินอะไร?”
เมิ่งว่านถังงเดินไปที่ขอบบ่อน้ำ ถามเ้าตัวน้อยทั้งสามคน
โกวเซิงเห็นมะระขี้นกในตะกร้า ก็พูดว่า “แม่เอาของแบบนี้มาทำไม? มันกินไม่ได้นะ ขมจะตาย”
เมิ่งว่านถัง “...”
มะระขี้นกก็คือมะระขี้นกนั่นแหละ
เป็ของที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก
ผัดไข่ ผัดเนื้อ ล้วนอร่อยเป็พิเศษ
“ไม่อยากกินเหรอ? งั้นก็ได้ วันนี้ตอนเที่ยงกินมะระขี้นกผัดไข่ก็แล้วกัน” เมิ่งว่านถังย่อตัวลงเริ่มล้างผัก แล้วสั่งโกวเซิงว่า “ไปเอากะละมังที่สะอาด ๆ มาให้แม่หน่อย”
“ครับ”
โกวเซิงค่อนข้างเชื่อฟัง จึงลุกขึ้นเดินเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบกะละมัง
โกวต้านล้างหน้าให้เสี่ยวพ่างเสร็จแล้ว ก็ปล่อยให้เสี่ยวพ่างไปเล่นคนเดียว เขาตั้งใจจะช่วยแม่ล้างผัก
เมิ่งว่านถังยื่นมือออกมาห้ามเ้าตัวน้อย “วันนี้ลูกกับน้องไปถางหญ้ามาใช่ไหม?”
“ครับ”
“งั้นก็ไม่ต้องแล้ว ตรงนี้ไม่ต้องช่วยไปเล่นในบ้าน แล้วรอกินข้าวอย่างเดียวก็พอ” เมิ่งว่านถังอยากซื้อนมวัวสักหน่อย น่าเสียดายที่ตอนนี้อย่าว่าแต่นมวัวเลย แม้แต่แม่วัวก็ยังไม่มี
นมมอลต์ก็ยังไม่วางขายในตอนนี้ ต้องรอไปอีกสองปี
ที่ห้างสรรพสินค้ามีนมมอลต์สำหรับเด็กขาย แต่ว่าแพงมาก แถมยังหาซื้อยากด้วย
เมิ่งว่านถังจึงวางแผนว่าจะหาเวลาว่างไปที่ตัวอำเภอ เพื่อดูว่าที่ห้างสรรพสินค้ามีนมลูกกวาดขายไหม
จะได้ซื้อนมลูกกวาดมาให้เด็ก ๆ กินรองท้องไปก่อน แล้วค่อยฝากคนอื่นถามดูว่าพอจะติดต่อกับสหายที่เป็ยุวชนที่ลงมาอยู่ชนบท เพื่อหานมแผ่นมาให้ได้บ้างไหม
ตอนนี้เพิ่งจะเป็ปี 1976 เท่านั้น
ต้องรออีกสี่ถึงห้าปีกว่าจะทำมาค้าขายหาเงินได้อย่างสบายใจ ก่อนหน้านั้นก็ได้แต่ลงไปทำงานในไร่เพื่อหาคะแนนแรงงาน หรือไม่ก็ใช้วิธีอื่น ๆ เพื่อแลกไข่ไก่กับบ้านอื่น มาให้ได้มากขึ้นจากครอบครัวที่ร่ำรวย
ตอนที่เมิ่งว่านถังเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมห้องเธอชอบกินไข่มาก กินทุกวัน ตอนเช้าก็กินนมหนึ่งถุงไข่ไก่หนึ่งฟอง ถ้าหิวไม่อยากกินอย่างอื่น ก็จะกินไข่ไก่
เพื่อนร่วมห้องบอกว่า ครอบครัวของพวกเขาฐานะไม่ค่อยดี เทียบไม่ได้กับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ที่ครอบครัวฐานะดี แต่ก็ยังสามารถดื่มนมและกินไข่ไก่ได้อย่างอิสระ
เธอยังบอกอีกว่าที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็เพราะชอบกินนมวัวกับไข่ไก่นี่แหละ
เมิ่งว่านถังมองลูก ๆ ทั้งสามที่ผอมแห้งแรงน้อย คิดว่าแม้จะให้กินนมไม่ได้ กินเนื้อทุกมื้อก็ไม่ได้ แต่อย่างน้อยต้องพยายามทำให้มีไข่ไก่กินอย่างอิสระให้ได้
เธอล้างผักเสร็จแล้วก็เดินเข้าไปในบ้าน ลู่ชิงเหยี่ยยังคงนอนอยู่บนเตียง สีหน้าไม่ค่อยดีนัก
“คุณดีขึ้นหรือยัง? ยังเจ็บเอวอยู่ไหม? เย็นนี้ฉันจะทำปลาสเตอร์ยาให้แปะ แล้วก็ต้มยาให้กิน ส่วนตอนกลางวันไม่ทันแล้ว ต้องไปทำงาน พอกลับมาตอนเดี๋ยวเย็นฉันจะจัดการให้นะ”
เมิ่งว่านถังพูดอย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับว่าเธอเป็คนแบบนี้มาั้แ่ต้น
ลู่ชิงเหยี่ยฟังแล้วก็รู้สึกงุนงง ทั้งที่เคยเห็นเมิ่งว่านถังในมุมที่แตกต่างไปแล้ว แต่ก็ยังอดใกับการกระทำของเธอไม่ได้
“ไม่ปวด”
“ไม่ปวดจริง ๆ ใช่ไหม?” เมิ่งว่านถังไม่ค่อยเชื่อ หรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วถามซ้ำ “คุณลองพลิกตัวให้ฉันดูหน่อย”
“...”
เธอช่างตรงไปตรงมาจริง ๆ
แม้จะเคยผ่านเื่แบบนี้มาแล้ว แต่ลู่ชิงเหยี่ยก็ยังไม่ค่อยชินอยู่ดี
“ขยับไม่ได้เหรอ? หนักขนาดนั้นเลย?” ไม่รอให้ลู่ชิงเหยี่ยตอบ เมิ่งว่านถังก็พูดขึ้นมาว่า “คุณคงไม่ได้อั้นฉี่มาตลอดทั้งเช้าหรอกใช่ไหม?”
พูดจบ เธอก็ขยับไปอีกก้าว เพื่อจะมากดที่ท้องน้อยของเขา