“พี่ใหญ่ รีบไปที่บ้านผู้นำตระกูลเถอะขอรับ อย่าให้เขาต้องรอนาน วันนี้เขาจะพาท่านไปอำเภอนะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของถังซาน ถังฉีก็รีบลุกขึ้นจากเตียง
นางเกือบจะลืมเื่นี้ไปเสียสนิท
“ข้าจะไปทำอาหารก่อน”
ถังฉีลุกขึ้นยืน เมื่อนาง้าแปรงฟัน นางกลับพบว่านางไม่มีแปรงสีฟัน และนางก็ไม่คุ้นเคยกับการใช้กิ่งหลิว
ดังนั้นนางจึงแอบเข้าไปในห้วงมิติ เรียกแปรงสีฟันและยาสีฟันออกมา นางแอบแปรงฟันในมุมที่ไม่มีใครเห็น
หลังจากแปรงฟันเสร็จ นางก็เข้าไปในครัวด้วยความรู้สึกสดชื่น
แต่เมื่อนางเห็นสิ่งของต่าง ๆ ในครัว นางก็ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกครั้ง หลายสิ่งหลายอย่างในห้วงมิติไม่สามารถเอาออกมาได้!
ดังนั้นนางจึงต้มไข่ไก่ให้ถังเหอและอุ่นซาลาเปาที่เพื่อนบ้านให้มา
นางสั่งให้ถังซานและคนอื่นๆ ปิดประตู อย่าให้ใครเข้ามา และถ้านางกลับมาไม่ทันในตอนเที่ยงก็ให้พวกเขาเตรียมอาหารกันเอง
หลังจากนั้นนางก็หยิบซาลาเปานึ่งขึ้นมา เดินแทะระหว่างทางไปบ้านของผู้นำตระกูล
“ฉีเอ๋อร์ มาแต่เช้าเชียว พวกเด็ก ๆ กินข้าวเช้ากันแล้วหรือ?”
“ผู้นำตระกูล ถังซานและน้อง ๆ กินข้าวแล้วเ้าค่ะ พวกเรารีบเข้าอำเภอกันเถอะเ้าค่ะ หากกลับมาทันเที่ยง ข้าจะได้ทำอาหารให้พวกเขา”
ถังฉีเห็นว่าถังฟู่กุ้ยแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว และดูเหมือนว่าเขากำลังรอนางอยู่
“ตกลง ตกลง วันนี้ลูกชายข้าก็จะเข้าอำเภอ นั่งเกวียนไปเถอะ พวกเราจะได้ไม่ต้องเดินให้เมื่อย”
เมื่อถังฟู่กุ้ยพูดจบ เขาก็พาถังฉีเข้าไปในลานบ้าน
แม้จะเรียกว่าลานบ้าน แต่ความจริงแล้วเป็ผืนดินกว้างที่มีพืชผักมากมาย อีกทั้งยังมีคอกวัวอยู่ตรงมุมหนึ่ง
“ท่านอาโส่วเหริน!”
ถังฉีจำบุตรชายคนโตของถังฟู่กุ้ยได้ ถังโส่วเหรินกำลังเตรียมเกวียน
“ฉีเอ๋อร์ มาเร็วจริง ถ้ายังไม่กินข้าวเช้าก็กินเสียที่บ้านอาสิ”
“ข้ากินมาแล้วเ้าค่ะท่านอาโส่วเหริน”
ถังฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
สำหรับผู้ที่มีเมตตาต่อนาง นางก็จะปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นเดียวกัน
“เอาละ โส่วเหริน เ้าพาพวกเราเข้าอำเภอทีเถอะ ฉีเอ๋อร์ต้องกลับมาก่อนเที่ยงเพื่อทำอาหารให้ซานเอ๋อร์และน้อง ๆ”
เมื่อถังฟู่กุ้ยพูดจบ ถังโส่วเหรินก็รีบขี่เกวียนออกจากลานบ้าน
นี่เป็ครั้งแรกที่ถังฉีได้นั่งเกวียนเทียมวัว และนางก็รู้สึกอึดอัดมากจนอยากจะเอารถยนต์ของตัวเองออกจากห้วงมิติจริง ๆ!
แต่การทำเช่นนั้นคงน่าใเกินไป
ถังฉีกระเด้งกระดอนไปตลอดทาง เมื่อนางรู้สึกได้ว่าเวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม นางก็เห็นกำแพงเมืองสีเทาสูงตระหง่าน
“ฉีเอ๋อร์ เ้ายังไม่เคยมาที่นี่ล่ะสิ? ตามข้ามา ระวังหลงล่ะ”
ถังฟู่กุ้ยเอ่ยขึ้น
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะผู้นำตระกูล ข้าจะไม่เดินเตร่ไปทั่ว”
ถังฉีพยักหน้า เมื่อใดที่ไปที่อำเภอและลงทะเบียน นางกับน้อง ๆ จึงจะได้รับการรับรองความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ทว่าเนื่องจากต้องจ่ายเงินเพิ่มสำหรับนำเกวียนเทียมวัวเข้าเมือง ถังโส่วเหรินจึงรออยู่ด้านนอกโดยหาที่ร่มและรอถังฟู่กุ้ยกลับมา
ถังฉีเดินตามหลังถังฟู่กุ้ย มองดูสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น บนถนนมีพ่อค้าแม่ค้าหลายคนเปิดแผงขายสินค้าโดยมีป้ายแขวนเอาไว้
ถังฉีมองไปที่ป้าย้าและรู้ว่านี่คือร้านอาหาร
“ฮ่าฮ่า…ฉีเอ๋อร์เพิ่งเคยเห็นร้านอาหารใหญ่ ๆ เช่นนี้เป็ครั้งแรกสินะ เ้าคงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
ดูสิ สัญลักษณ์นี้หมายความว่าเขาขายอาหารเพียงอย่างเดียว อย่างร้านนี้ขายแค่บะหมี่ ดังนั้น หากเ้าเข้าไปก็จะได้กินแค่บะหมี่
แล้วเห็นสัญลักษณ์สองตัวนั่นหรือไม่? พวกเขาทำอาหารตามที่เ้า้า หากเ้าอยากกินบะหมี่และพวกเขามีวัตถุดิบ พวกเขาก็ทำให้เ้ากินได้
และตรงนั้นมีสัญลักษณ์สามตัว มันคือร้านที่เ้าจะกินอะไรก็ได้ที่้า เป็ร้านใหญ่ วัตถุดิบเพียบพร้อม เ้าจะสั่งอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรายการหรือไม่”
ถังฟู่กุ้ยสังเกตเห็นความสงสัยในแววตาของเด็กน้อย จึงอธิบายให้นางเข้าใจด้วยความเมตตา
เวลานี้ ถังฉีพอจะเข้าใจเกี่ยวกับร้านอาหารโบราณเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางครั้งนี้ นางเห็นร้านอาหารใหญ่ ๆ เพียงสองร้านที่มีสัญลักษณ์สามตัวบนถนนที่พลุกพล่าน
ในยุคแห่งาที่โกลาหลวุ่นวายนี้ ร้านอาหารขนาดใหญ่ที่มีสัญลักษณ์สามตัวถือว่าหาได้ยากยิ่ง
หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็เข้าไปในตรอกแคบ ๆ โดยมีคนเดินถนนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ถนนกว้างและสะอาดเป็ระเบียบขึ้น ถังฉีเดาว่าพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอ คนทั่วไปย่อมไม่กล้าเดินเล่นบนถนนเส้นนี้
“ฉีเอ๋อร์ ที่ว่าการอำเภออยู่ข้างหน้า เมื่อพวกเราเข้าไป เ้าก็อย่าสอดส่ายสายตามากนักล่ะ พอเสร็จธุระก็กลับบ้านได้!”
ถังฟู่กุ้ยย้ำเตือนนางด้วยความระมัดระวัง ถังฉีพยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง
ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงประตูของที่ว่าการอำเภอ ถังฟู่กุ้ยชี้แจงเจตนาของตนและมอบเหรียญทองแดงจำนวนหนึ่งให้เ้าหน้าที่
จากนั้น เขาก็พาถังฉีเข้าไปข้างใน
“หาได้ยากยิ่งที่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จะกลายเป็หัวหน้าครอบครัว”
“ใต้เท้า แม่ของนางเพิ่งตายไป ส่วนพ่อก็ถูกส่งไปรบที่ชายแดนถึงสองปี…”
ถังฟู่กุ้ยชี้แจงอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะทำให้เ้าหน้าที่าุโที่อยู่ตรงหน้าขุ่นเคือง เมื่อได้ยินเช่นนี้ เ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรอีก และจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็สำหรับถังฉี
เวลานี้มีการประทับตราอย่างเป็ทางการแล้ว ภาระอันหนักอึ้งก็ถูกยกออกจากอกของถังฉี
จากนี้ไป นางคือหัวหน้าครอบครัว!
เมื่อเอ่ยขอบคุณเ้าหน้าที่าุโอย่างกระตือรือร้น ถังฟู่กุ้ยก็พาถังฉีออกไป
เมื่อออกจากที่ว่าการอำเภอ ถังฟู่กุ้ยจึงยืนตัวตรง
“ผู้นำตระกูล ข้าอยากจะซื้อข้าวสารไว้ทำโจ๊กให้น้อง ๆ เ้าค่ะ”
ถังฉีคิดว่านางคงไม่สามารถเอาข้าวขาวออกจากห้วงมิติได้บ่อย ๆ นั่นจะทำให้เกิดความสงสัย นางยังมีเงินอยู่สองตำลึง ดังนั้นการซื้อข้าวสารจึงไม่ใช่เื่ที่ฟุ่มเฟือย
“ได้สิ ข้าจะพาเ้าไปที่ร้านขายข้าวสาร”
ถังฟู่กุ้ยพยักหน้า ถังเหอยังเด็กและผอมแห้ง หากเด็กน้อยเป็หลานชายของตน เขาก็คงปวดใจไม่ใช่น้อย เด็กทารกจำต้องได้รับอาหารดี ๆ มีประโยชน์
ไม่นาน ถังฉีก็ซื้อข้าวสารเพื่อจะนำกลับบ้าน
ข้าวสารหนึ่งชั่งราคาสิบเหวิน และหนึ่งตำลึงเงินมีค่าเท่ากับหนึ่งพันเหวิน ถังฉีจึงรู้สึกว่าเป็ราคาที่สมเหตุสมผลดีแล้ว
หลังจากซื้อข้าวสารแล้ว นางก็ไปที่ร้านใกล้เคียงเพื่อซื้อวัตถุดิบทำอาหารและมันหมู สินค้าทั้งหมดนี้มีราคาหลายร้อยเหวิน
ถังฉีนึกถึงตอนที่ผู้นำตระกูลจ่ายเงินให้กับเ้าหน้าที่ นางจึงซื้อน้ำตาลถุงใหญ่กลับมาด้วย
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าประตูบ้านถังฉี นางก็ยื่นถุงน้ำตาลให้ผู้นำตระกูล
“ฉีเอ๋อร์ เ้าทำอะไรน่ะ? น้ำตาลพวกนี้ไม่ใช่ถูก ๆ นะ” ผู้นำตระกูลรีบคืนถุงน้ำตาลให้ถังฉี
“ผู้นำตระกูล พวกเาาวบ้านต่างยึดมั่นขนบธรรมเนียม เมื่อครู่ ข้าเห็นท่านจ่ายเงินให้เ้าหน้าที่ ข้าจะปล่อยให้ท่านจ่ายเงินให้ข้าได้อย่างไรเ้าคะ”
ถังฉีส่ายศีรษะอย่างแน่วแน่และยื่นถุงน้ำตาลให้ผู้นำตระกูล
นางจะจดจำความเมตตาที่คนเหล่านี้มีให้!
“ไม่ได้ ๆ เ้าเก็บน้ำตาลถุงนี้ไว้ทำน้ำเชื่อมให้พวกน้อง ๆ เถอะ”
ผู้นำตระกูลเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมา เขาไม่คาดคิดว่าถังฉีที่อายุยังน้อยจะไม่เต็มใจเอาเปรียบผู้อื่น เหตุใดเด็กน้อยที่ซื่อสัตย์เช่นนี้ถึงต้องพบเจอกับชีวิตที่ยากลำบาก?
**************************************