“ฟางซิน/ฟางอิน คาราวะท่านพ่อ คาราวะคุณชายกู้เจ้าค่ะ” ทั้งสองทักทายพร้อมกัน
“จะออกไปที่ใดรึ” ตู้ชงไห่สอบถามบุตรสาวและมองบุตรสาวคนโตที่ยังไม่ออกเรือนแอบเหลือบแลไปยังคุณชายกู้ผู้ทำหน้าเคลิ้มฝัน หลังจากที่ตู้ฟางซินกลับมาจากร่ำเรียนทอผ้าไหมในแคว้นหยิน ตู้ช่งไห่ก็มิได้พูดคุยสิ่งใดมากมายนัก ที่เห็นจนชินตาคือบุตรสาวทั้งสองออกไปตรวจร้านค้าด้วยกันเป็นประจำทุกวัน
“ลูกจะไปจวนสกุลจูเจ้าค่ะ” ฟางซินบอกบิดาและมิได้สนใจคุณชายกู้ผู้นั้นแม้เพียงนิด
“อ่อ..ไปเถิด” ตู้ชงไห่อนุญาต
“เจ้าค่ะ” ฟางซินรับคำและเอ่ยลา “ขอตัวนะเจ้าคะ” นางหันไปผงกหัวให้คุณชายกู้และจับแขนฟางอินที่ทำหน้าทำตาใส่คุณชายขี้โรคที่มองพี่ใหญ่ของนางตาหวาน “ไปเถิดฟางอิน”
คล้อยหลังสตรีสองคน “คุณหนูใหญ่ช่างน่ารักยิ่งนักขอรับ” กู้หม่าเหวินในวัยยี่สิบหกปีเอ่ย
“อืม”
“หากท่านตู้มิว่าอันใดข้าอยากจะส่งแม่สื่อมา…โขล่กๆๆ!!” กู้หม่าเหวินไอออกมาอย่างแรง โขล่กๆๆ!! บ่าวชายตัวใหญ่รีบเดินเข้ามาประคองจับกระโถนมาจ่อรองน้ำลายเหนียวข้น
ตู้ชงไห่เบ้หน้าทำท่าอยากจะอาเจียน ‘ช่างน่าสะอิดสะเอียน’ จนอยากจะลุกออกไปหากมิคิดว่ามันเสียมารยาท
โขล่ก!! “ขออภัยที่เสียมารยาทขอรับ” กู้หม่าเหวินค้อมศรีษะพร้อมยกผ้าขึ้นมาซับริมฝีปากมือผอมบางซีดขาวราวกับคนตายสั่นเทาน้อยๆ “ข้าพึงใจคุณหนูใหญ่ยิ่งนักหากท่านมิรังเกียจ ข้าอยากจะส่งแม่สื่อมาทาบทามนางได้หรือไม่? ขอรับ” กู้หม่าเหวินยังคงพยายามพูด
“ไว้ข้าจะปรึกษากับมารดาของนางก่อน ตอนนี้เรามาคุยเรื่องไม้ที่เจ้าบอกมีอายุหลายร้อยปีมิดีกว่ารึ” ตู้ชงไห่บอกปัดเรื่องแม่สื่อ ถึงแม้ความร่ำรวยของสองสกุลมีมากเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสองแต่เรื่องที่จะให้เกี่ยวดองกับบุรุษอมโรคเช่นนี้เขายังมิอยากรับ
กู้หม่าเหวินเงียบไปแต่ก็มิขัด เขาพลาดที่กลั้นอาการไอเรื้อรังนี้เอาไว้มิได้ทำให้นายท่านตู้ผู้ร่ำรวยบอกปัดเรื่องแม่สื่อ ‘มิเป็นไรข้ายังมาที่บ้านนี้ได้บ่อยครั้งสักวันท่านจะต้องใจอ่อนยอมยกนางให้ข้า’ เขาหมายมาด “ขอรับ..ไม้ที่ข้าพบเจออยู่ตรง… ฯลฯ”
-----+++++------++++++-
รถม้าคันใหญ่ของสกุลตู้
“ข้าชังหน้าบุรุษขี้โรคผู้นั้นนัก” ฟางอินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันจนใบหน้าบิดเบี้ยวไปหมด “หากไม่คิดว่ากำลังจะทำการค้าร่วม ข้าจะมิชายตามองให้เสียสายตาแม้เพียงนิด”
“เจ้าก็พูดเกินไป เขาเพียงแค่มองยังมิได้กล่าวอันใดเสียหน่อยอย่าสนใจเสียเจ้าก็มิต้องโมโหแล้ว” ตู้ฟางซินมองออกไปด้านนอกหน้าต่างรถม้า ‘อากาศเย็นสบายยิ่งนัก’
“ข้าทำอย่างท่านพี่มิได้หรอกเจ้าค่ะ” ฟางอินหน้ามุ่ย สองพี่น้องพูดคุยกันไปเรื่อยๆ จนรถม้ามาจอดลงหน้าจวนสกุลจู
“ฟางซินคาราวะท่านลุงโม่เจ้าค่ะ” / “ฟางอินคาราวะลุงโม่เจ้าค่ะ” สองสตรีสกุลตู้ทำความเคารพพ่อบ้านสกุลจูผูสูงวัยกว่าอย่างมารยาท
“ยินดีที่ได้พบคุณหนูตู้ฟางซิน มิพบเจอกันหลายเดือนสบายดีหรือไม่” พ่อบ้านโม่เดินนำทั้งสองคนไปยังศาลาริมน้ำที่เกาฮูหยินนั่งรับลมอยู่
“สบายดีเจ้าค่ะ ไม่เจ็บไม่ไข้ ท่านลุงสบายดีหรือไม่เจ้าคะ”
“สุขสบายดีเช่นกัน คุณหนูรองเล่ามิพบเจอเพียงสิบวันเหตุใดมาวันนี้ใบหน้ายับยุ่งนัก” พ่อบ้านโม่หยอกเย้าฟางอิน
“ข้าอารมณ์มิค่อยจะดีเท่าไหร่เจ้าค่ะท่านลุง” ฟางอินที่มาส่งพืชสมุนไพรสำหรับคนตั้งครรภ์ฝากไปให้จูเหม่ยเซียนตามคำสั่งของพี่สาวบ่อยๆ ก็ให้คุ้นเคยกับคนสกุลจูเป็นอย่างดี “เจอบุรุษน่ารำคาญมาเจ้าค่ะ..ช่างเถิดอย่าสนใจเลย” นางเดินนำทุกคนไปหาเกาฮูหยินที่นั่งปักผ้าสำหรับเด็กอยู่ในศาลา “ท่านป้าเกา!!” นางร้องเรียกเสียงดัง
“อ่อ..ฟางอิน” เกาฮูหยินยิ้มกว้างบ่อยครั้งที่ฟางอินมาส่งสมุนไพร ด้วยความที่เป็นคนช่างพูดก็ทำให้นางคลายเหงาได้บ้าง “นั่นฟางซิน กลับมาแล้วรึ?”
“เจ้าค่ะ ข้ากลับมาร่วมแปดวันแล้วยังมิมีเวลามาหาท่าน เพิ่งจะว่างวันนี้เจ้าค่ะ” นางเดินขึ้นไปบนศาลามองเห็นผ้าปักเป็นชุดเล็กๆ “นี่เป็นชุดเด็กของเหม่ยเอ๋อร์ใช่หรือไม่เจ้าคะ เหตุใดมากมายนัก”
“ใช่แล้ว ป้าต้องเย็บไว้หลายๆ ชุดเพราะเหม่ยเอ๋อร์มีครรภ์แฝด”
ตู้ฟางซินทำตาโตตกใจ “ครรภ์แฝดหรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้วยามนี้เข้าเดือนที่เจ็ด ข่าวที่ทหารนำมาบอกเห็นว่านางตัวอวบอ้วนขึ้นมากเลยทีเดียว ดีที่สาวใช้ของเหม่ยเอ๋อร์มีถึงสามคนยังพอช่วยจับช่วยพยุงกันได้บ้าง ครรภ์ยิ่งโตก็ยิ่งมิควรอยู่คนเดียว” เกาฮูหยินพูดไปปักไปส่วนตู้ฟางอินก็นั่งกินขนมราวกับเป็นบ้านตนเอง
“แล้วท่านป้าจะไปนอกเมืองเมื่อใดเจ้าคะ ข้าอยากจะไปเยี่ยมนางบ้าง” ตู้ฟางซินที่คิดถึงสหายเพียงหนึ่งเดียวของนางถามอย่างสนใจ
“คงจะเป็นหลังจากนี้อีกเดือนกว่าๆ”
“หากข้ามิติดขัดอะไร จะขอร่วมทางไปด้วยนะเจ้าคะ” ฟางซินสอยเข็มรอให้ท่านป้าทีละอันทีละอันอย่างเพลิดเพลิน
“ได้สิ วันมะรืนจะมีทหารมีเอาของใช้ไปนอกเมืองเจ้าจะฝากสิ่งใดอีกหรือไม่นอกจากอาหารบำรุงครรภ์ของเหม่ยเอ๋อร์”
“จดหมายเจ้าค่ะ” ฟางซินล้วงเข้าไปในแขนเสื้อและส่งกระดาษปิดผนึกให้เกาฮูหยิน
“เจ้าดูมีน้ำมีนวลขึ้นนะฟางซิน” เกาฮูหยินมองสตรีสหายของบุตรสาวที่ดูอวบขาวน่ารักกว่าครั้งสุดท้ายที่พบกันเมื่อสี่เดือนที่แล้ว
“คงจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ช่วงนี้ข้าชอบกินของหวาน โดยเฉพาะ น้ำตาลปั้น” นางยิ้ม
“อย่าปล่อยให้อวบอ้วนมากไปเล่าจะไม่งาม”
“เจ้าค่ะ”
แล้วทั้งสามก็ช่วยกันปักผ้าให้เด็กน้อยพร้อมพูดคุยกันอย่างสนุกในศาลาล่วงเลยมาจนถึงยามเซิน (16.30) สองสตรีสกุลตู้จึงขอตัวกลับ ก่อนสำรับอาหารเย็น
ยามไฮ่ (22.00) เรือนเล็กของบ้านสกุลตู้
“จินเมี่ยวข้าอยากกินของหวาน” ตู้ฟางซินที่ยังคงนอนไม่หลับเดินออกมาบอกกับสาวใช้ที่นอนอยู่หน้าห้องในเรือนของนาง
“ยามไฮ่แล้วนะเจ้าคะ” จินเมี่ยวนึกแปลกใจ
“อืม..รึจะเป็นถั่วต้มน้ำตาลก็ได้มีหรือไม่?”
“เดี๋ยวบ่าวจะไปทำมาให้เจ้าค่ะ” จินเมี่ยวลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมถือตะเกียงเดินออกไปด้านนอก
“คิดถึงท่านพี่เหวินเป่าเสียจริง” นางเงยหน้ามองพระจันทร์ดวงโตที่สุกสว่างในยามค่ำคืน มิรู้ว่าท่านพี่จะตามจับโจรร้ายได้หรือไม่จะช้าจะเร็วก็ขอให้ท่านมา..ข้ารอ
ด้านลิ่วคัง บุรุษผู้ที่ได้รับหน้าที่ให้มาดูแลฮูหยินของท่านแม่ทัพในยามนี้กำลังนอนกอดก่ายอนุของตนเองอยู่ในบ้านพักทหารไม่ไกลจากจวนแม่ทัพอย่างสบายใจ ตั้งแต่เข้าเมืองหลวงมาเขาก็ขอลากลับบ้านทันทีตู้ฟางซินก็มิว่าอันใดเพราะเหตุผลมากมายที่เขานำมาอ้าง จากที่อยู่แต่ป่าแต่เขาจึงมิแปลกที่ลิ่วคังจะคิดถึงภรรยาตนเอง
ผ่านมาร่วมสิบวันที่กลุ่มของแม่ทัพจางเหวินเป่าเดินทางเข้ามาในแคว้นหยินโดยมีป้ายผ่านทางเข้ามา พร้อมกันนั้นก็ขอเข้าพบท่านเจ้าเมืองทันทีด้วยเรื่องการตามจับโจรป่าที่สังหารบิดาตนเอง เรื่องนี้ทำให้ท่านเจ้าเมืองตกใจยิ่งนักจึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยเหลือติดป้ายประกาศจับสตรีที่มีฟันเหยินรูปร่างสูงใหญ่ รูปใบหน้าสตรีนางนั้นแปะจนเต็มพื้นที่ในเมืองหลวงแคว้นหยิน จนมาวันนี้ทหารที่ตามติดสตรีนางนั้นพบว่านางเข้าไปแอบซ่อนตัวในโรงม้าของเศรษฐีผ้าไหมท่านหนึ่งจึงรีบมารายงานพร้อมทั้งนำกำลังทหารที่ติดตามมานับสิบนายล้อมบ้านนั้นไว้ เมื่อแม่ทัพจางเหวินเป่าตามไปถึงก็พบกับสตรีน่าชัง
“ท่านแม่ทัพเจ้าขา!!!”