สวรรค์นิรันดร์กาล

    ศิลาฟ้าดิน

            บนชั้นบนสุดของหอสมบัติเองหญิงสาวที่เป็นผู้นำก็ยืนตกตะลึงเช่นกันตัวนางนั้นมีที่มาที่สูงส่งมากถ้าไม่ใช่เพราะปัญหาบางอย่างนางจะไม่มาอยู่ที่แห่งนี้อย่างแน่นอนแต่นางกลับไม่คิดว่าสถานที่ระดับต่ำแบบนี้จะมีสัตว์ประหลาดแบบนี้อยู่ด้วย

            “น่าสนใจจริงๆตกลงแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่ แซ่ฉางงั้นเหรอคงไม่ใช่หรอกมั้ง” หญิงสาวกล่าวก่อนจะนึกถึงแซ่ที่นางไม่กล้านึกได้ออกมานางไม่ยอมเชื่อเด็ดขาดและได้แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญเพราะในโลกนี้คนที่มีแซ่เหมือนกันมีอยู่เยอะมาก

            ไม่เพียงแค่พวกสามนิกายเท่านั้นตระกูลใหญ่หรือผู้คนที่พึ่งออกมาจากหอสมบิตต่างพากันตกตะลึงนิกายบุปผาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว พวกเขากลายเป็นตัวตนที่ไม่สามารถยั่วยุได้อีกแล้ว

            “นิกายบุปผากำลังฟื้นฟูขึ้นมาแล้ว”

            “จะกลับสู่ความรุ่งโรจน์ได้หรือไม่ก็ต้องรอดูว่าอีกสามนิกายจะยินยอมหรือเปล่า”ผู้คนพากันกล่าวออกมา

            ไม่นานข่าวนี้ก็กระจายออกไปเย่หลางเองก็ได้ยินข่าวนี้ก็กัดฟันด้วยความฏโกรธในงานเทศกาลบุปผาฉางเฟิงทำลายแผนการของมันไปแล้วครั้งหนึ่งและตอนนี้มันมารู้ว่าฉางเฟิงคือคนสวมหน้ากากในมิติลับมันยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่

            “บัดซบเอ้ยทำไมเจ้านั่นมันถึงมีพลังจิตแข็งแกร่งแบบนี้เป็นไปไม่ได้ที่ตัวตนแบบนี้จะเกิดที่อาณาจักรของข้า ไป ไปรายงานท่านพ่อเดี๋ยวนี้”เย่หลางคำราม

            ตัวมันไม่มีพลังพอที่จะทำอะไรฉางเฟิงได้ขนาดผู้ติดตามของมันยังต้องตายด้วยน้ำมือของจักรพรรดิสุราเลยดังนั้นมีเพียงแค่ราชาจงเย่เท่านั้นที่พอจะทำอะไรได้

            ขณะเดียวกันอัจฉริยะจากอาณาจักรจงโจวก็เดินทางมาถึงการมาถึงของอัจฉริยะเหล่านี้ทำให้เมืองหลวงต้องรู้สึกกดดันเพราะอำนาจของจงโจวนั้นแข็งแกร่งและน่าเกรงขามมากเพราะอาณาจักรทั้ง4 รอบๆล้วนแต่ถูกปกครองโดยจงโจวทั้งหมด

            เย่หลางเองก็ไม่รอช้ารีบไปประจบอัจฉริยะของจงโจวทันทีขอเพียงมันมีที่พึ่งเป็นอัจฉริยะจากจงโจวอำนาจของมันก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น

            ทางด้านฉางเฟิงไม่ได้สนใจอะไรเมื่อกลับมาถึงที่พักฉางเฟิงก็เข้ามาในภาพสวรรค์นิรันดร์และนำก้อนหินสีทองออกมา

            “ก้อนหินก้อนนี้มันคืออะไรกันแน่”ฉางเฟิงกล่าวถามซีรั่วหยานทันที

            “สิ่งนี้น่าจะถูกเรียกว่าหัวใจปฐพีมันคือแร่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนแทบไม่เคยพบเห็นแม้แต่ตัวตนระดับพระเจ้าก็ยังต้องการมันแต่ใครจะไปคิดมันจะมาอยู่ในสถานที่ระดับต่ำแบบนี้ทำให้ไม่มีใครรู้ถึงคุณค่าของมัน”ซีรั่วหยานกล่าว

            “มันล้ำค่าขนาดนั้น???”

            “แน่นอนมันสามารถนำไปหลอมส่วนสำคัญของอุปกรณ์ระดับเทพถึงระดับพระเจ้าได้หรือถ้าเจ้านำมันไปวางเอาไว้ในเหมืองแร่มันก็จะทำให้เหมืองแร่พวกนั้นยกระดับขึ้นและแร่ที่อยู่ข้างในก็จะยกระดับเช่นกัน”ซีรั่วหยานกล่าว

            “แบบนั้นก็ยิ่งล้ำค่ามากหนะสิถ้าเราสร้งาเหมืองแร่ศิลาปราณไม่ใช่ว่าเราจะมีทรัพยากรไร้ขีดจำกัดงั้นเหรอ”ฉางเฟิงกล่าว

            “แต่ข้าสนใจเจ้าไข่ใบนี้มากกว่าทำไมมันถึงต้องการหัวใจปฐพีก้อนนี้” ซีรั่วหยานกล่าว

            ฉางเฟิงกลายเป็นมืดมนของล้ำค่าแบบนี้กลับต้องมอบให้เจ้าไข่ใบนี้แต่ฉางเฟิงก็ปฏิเสธอีกฝ่ายไม่ได้ใครใช้ให้นางงดงามมากละใครใช้ให้นางช่วยเหลือเขามากละ ดังนั้นเขาจึงต้องตอบแทนนางบ้าง

            ฉางเฟิงถอนหายใจและนำหัวใจปฐพีไปวางไว้ใกล้ๆไข่พริบตาไข่ก็สั่นใหวออกมาและดูดหัวใจปฐพีเข้าไปทันที แสงสว่างสาดส่องออกมาจากไข่ในพริบตาจากนั้นรอยร้าวก็ปรากฏออกมาจากไข่

            “หรือว่ามันกำลังจะฟักงั้นเหรอ”ฉางเฟิงตกใจ

            “แน่นอนมันได้รับของล้ำค่าแบบนั้นออกไปแล้วถ้าไม่ฟักออกมาสิแปลก” ซีรั่วหยานกล่าว

            “แกร๊กๆ”

            เปลือกของไข่แตกออกเรื่อยๆจนสุดท้ายก็เปลือกไข่ก็แตกออกทั้งหมดเผยให้เห็นศิลาสีทองที่อยู่ด้านใน

            “ตัวอะไรกันละเนี่ย”ฉางเฟิงงุนงง

            “เผ่าศิลางั้นเหรอ”เสียงของวิญญาณภาพสวรรค์ดังขึ้น

            “ไม่ใช่นี่มันศิลาฟ้าดินในตำนานงั้นเหรอ ว่ากันว่าฟ้าดินนั้นเคยให้กำเนิดศิลาก้อนหนึ่งมาก่อนและมอบสติปัญญาและความสามารถอันล้ำค่าให้กับมันในตำนานนั้นศิลาฟ้าดินตัวนั้นได้หลอมกลั่นอาณาจักรหนึ่งให้กลายเป็นดินแดนเซียนจากนั้นก็หลอมกลั่นดินแดนเซียนให้กลายเป็นดินแดนเทพและกลั่นดินแดนเทพให้กลายเป็นดินแดนพระเจ้าได้”ซีรั่วหยานกล่าวด้วยสีหน้าสั่นใหว

            “ไม่จริงน่าเจ้าตัวเล็กนี่หนะเหรอ”ฉางเฟิงมองไปยังมนุษย์ศิลาตัวเล็กเหมือนเด็กทารกและมีสีทองด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างมาก

            “ความหวังนี่มันคือความหวังถ้าหากมีมันอยู่แดนดาราก็จะยกระดับกลายเป็นดินแดนพระเจ้าและดินแดนพระเจ้าได้เมื่อถึงตอนนั้นกฎฟ้าดินก็จะยกระดับตัวตนระดับจ้าวจักรวาลก็จะถือกำเนิด”เสียงที่ตื่นเต้นของวิญญาณภาพสวรรค์นิรันดร์ดังขึ้น

            “ใช่แล้วมันคือความหวังของทั้งพวกเจ้าและข้าขอแค่มีมันอยู่มันจะสามารถหลอมกลั่นโลกนี้ให้กลายเป็นโลกที่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิมได้”ซีรั่วหยานอดไม่ได้ที่จะมองไปยังฉางเฟิงโชคของเด็กคนนี้ออกจะยิ่งใหญ่มากเกินไปแล้ว

            “อะไรมองข้าทำไมแบบนั้นแต่จากที่ข้าดูเจ้าศิลาน้อยตนนี้ก็คงจะยังไม่สามารถหลอมกลั่นอาณาจักรแห่งนี้ได้ใช่หรือไม่”

            “ไม่ผิดเผ่าศิลาฟ้าดินนั้นก็เหมือนกับมนุษย์มันก็มีระดับบ่มเพาะตั้งแต่ระดับ 1-10 ระดับ 1ของมันเทียบได้กับระดับวิญญาณของมนุษย์และมีเพียงไปถึงระดับ 4 เท่านั้นจึงจะสามารถหลอมกลั่นอาณาจักรได้”ซีรั่วหยานกล่าว

            “แล้วมันบ่มเพาะยังไงละหรือต้องหาก้อนหินให้มันกิน”ฉางเฟิงกล่าว

            “ชื่อของมันก็บอกอยู่แล้วว่าศิลาฟ้าดินมันย่อมต้องการศิลาปราณที่มีพลังฟ้าดินอัดแน่นอยู่ไม่ใช่รึคราวนี้เจ้าคงต้องพยายามหน่อยแล้วละไม่งั้นเจ้าจะหมดตัวเอานะ” ซีรั่วหยานยกยิ้มอย่างซุกซน

            “มันกินเยอะขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ”ใบหน้าของฉางเฟิงถึงกับมืดมน

            “อูอ้า” ศิลาน้อยพยายามจะสื่อสารออกมา

            แต่มันถึงถือกำเนิดเลยยังพูดไม่ได้แต่ซีรั่วหยานก็พอจะเข้าใจมันได้

            “ดูเหมือนมันจะมองเจ้าเป็นพ่อของมันและข้าเป็นแม่ของมันนะ”ซีรั่วหยานยิ้มอย่างอ่อนหวาน

            “ไม่ได้เจ้าต้องมองข้าเป็นนายท่าน”ฉางเฟิงกล่าว

            “อูอ้า อู” ศิลาน้อยแสดงสีหน้าไม่ชอบใจและยังยืนกลานว่าฉางเฟิงเป็นบิดาของมัน

            “ยอมรับซะเถอะเอาละนำศิลาปราณที่เจ้ามีอยู่ให้มันกินได้แล้วแม้มันจะพึ่งได้รับหัวใจปฐพีไปแต่มันก็ยังไม่เพียงพอต่อการยกระดับหรอกนะ”ซีรั่วหยานกล่าว

            “บ้าเอ้ยข้านั้นไม่ได้ร่ำรวยเสียหน่อยจริงสิเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องให้เสี่ยวจินจัดการเสียแล้ว” ฉางเฟิงคิด