พบมู่เฟยเสวี่ยอีกครั้ง
ฉื่อเหรินที่ออกไปได้ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับหยกเซียนจำนวนสองพันสองร้อยก้อนซึ่งทำให้อู่หมิงแสดงสีหน้ายินดีเพราะตอนนี้ตอนเองจำเป็นต้องใช้หยกเซียนระดับต่ำนี้ในการบ่มเพาะพลัง ในขั้นปราณจักรพรรดิจำเป็นจะต้องเปลี่ยนพลังปราณในร่างกายให้เป็นปราณเซียนทั้งหมดถึงจะสามารถทะลวงสู่ปราณเซียนได้"นายท่านข้าพึ่งได้รับข่าวร้ายมากจากข้างนอก" ฉื่อเหรินกล่าว"ข่าวอะไร" อู่หมิงกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว"จากที่ข้ารับรู้มาดูเหมือนว่าเมื่อเร็วๆนี้มีคนค้นพบทางเข้าไปยังคลังสมบัติของจักรพรรดิเซียนโดยบังเอิญและด้วยข่างวลือนี้ทำให้ผู้คนในเมืองเริ่มรวมตัวกันมุ่งหน้าไปยังทางเข้าแห่งนั้นแล้ว แต่พวกเรายังโชคดีที่คนเหล่านั้นไม่รู้ว่าที่นั่นเป็นคลังสมบัติของจักรพรรดิเซียนพวกเขาแค่คิดว่าเป็นของเซียนคนหนึ่งเท่านั้น" ฉื่อเหรินกล่าว"เป็นไปไม่ได้!!! เจ้าพวกนั้นรู้ได้อย่างไร ในปีนั้นตอนที่ข้าพบทางเข้านั่นข้าได้วางค่ายกลวงตาเอาไว้ทำให้แม้แต่เซียนก็ไม่มีทางมองทะลุค่ายกลลวงตาของข้าได้" เสี่ยวฮุ่ยกล่าวออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก"ข้าเองก็ไม่แน่ใจแต่จากที่ได้ยินมาอยู่ๆปราณเซียนก็ปรากฎออกมาทั่วบริเวณนั้นและจากนนั้นก็มีคนพบทางเข้าซึ่งมีรูปร่างคล้ายๆสุสานขนาดใหญ่ปรากฎออกมาซึ่งตอนนี้ขุมอำนาจในเมืองทะเลทรายและขุมอำนาจจากทวีปศูนย์กลางก็ได้เคลื่อนใหวไปยังสุสานแห่งนั้นแล้ว" ฉื่อเหรินกล่าว"มันเป็นแบบนี้ได้อย่างไร" อู่หมิงก็แสดงสีหน้าบิดเบี้ยวออกมา"อู่หมิงดูเหมือนพวกเราจะรอไม่ได้แล้วพวกเราต้องรีบไปเดี๋ยวนี้ และในครั้งนี้ให้ทั้งสี่คนไปพร้อมกับเราด้วย" เสี่ยวฮุ่ยกล่าว"ก็คงต้องเป็นแบบนั้น" อู่หมิงกล่าวพร้อมกับหันหน้าไปทางผู้นำเผ่าโบราณทั้ง 4 ทันทีไม่นานอู่หมิงและทั้งสี่คนกับอีกหนึ่งตัวก็เดินทางไปยังทางเข้าสุสานที่ผู้คนจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ อู่หมิงยังคงปลอมตัวเป็นนายน้อยแห่งตระกูลโบราณที่หยิงยโส เมื่อพวกอู่หมิงไปถึงผู้คนจำนวนมากก็แสดงสีหน้าตกตะลึงเพราะในครั้งนี้มีเซียนถึง 4 คนคอยคุ้มกันอู่หมิง ถึงแม้จะเป็นเซียนระดับต่ำแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่นายน้อยอย่างพวกเขาจะสามารถทำแบบนั้นได้"สมกับเป็นนายน้อยของตระกูลโบราณแค่ผู้ติดตามก็เป็นเซียนถึง 4 คนแล้ว" ผู้คนพากันกล่าวขึ้นด้วยความกลัวในฝูงชนเหล่าพวกขุมอำนาจต่างๆพากันหันหน้ามามองพวกอู่หมิงด้วยสายตาสนใจ ปละหนึ่งในนั้นก็ยังเป็นเจ้าเมืองทะเลทรายอีกด้วย"ท่านพ่อเป็นเจ้านั่นที่บังอาจทำให้ข้าต้องได้รับความอับอาย" ตงเฉียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง"เจ้าบอกว่าเจ้าสั่งผู้ติดตามของเจ้าไปสังหารชายคนนั้นสินะ แต่ชายคนนั้นก็ยังสบายดีกลับกันผู้ติดตามเจ้ากลับหายตัวไปเห็นได้ชัดว่าการลอบสังหารล้มเหลวและยังถูกฆ่าตายเสียเองอีก" เจ้าเมืองกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับจ้องมองไปยังอู่หมิง"คือข้า......" ตงเฉียงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในขณะนั้นเองเรือจิตวิญญาณก็ปรากฎพร้อมกับคนของหอสมบัติได้เดินทางมาถึงและในครั้งนี้มีเซียนระดับสูงถึงสูงสุดเดินทางมาด้วยตนเองอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาให้ความสำคัญต่อสุสานแห่งนี้มากแค่ใหน"คนของหอสมบัติก็มางั้นเหรอ" เจ้าเมืองกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้วถึงแม้เขาจะเป็นเจ้าเมืองแต่ก็ยังเป็นแค่เซียนระดับสูงสุดซึ่งไม่สามารถเทียบได้กับขุมอำนาจที่ปกครองทวีปศูนย์กลางแบบหอสมบัติซึ่งมีราชันเซียนอยู่ สำหรับทวีปศูนย์กลางราชันเซียนคือจุดสูงสุดผู้ที่สามารถทำอะไรก็ได้ในทวีปศูนย์กลาง"ดูนั่น ดูเหมือนหอกระบี่โบราณก็มา" ผู้คนชี้ไปทางเรือบินที่มีกระบี่มากมายล้อมรอบอยู่"ดูเหมือนครั้งนี้พวกพรรคอธรรมเองก็มาด้วยเช่นกัน" ผู้คนกล่าวขึ้นต่อจากหอกระบี่โบราณก็ปรากฎคนของนิกายพิษ สำนักตาข่ายทมิฬ นิกายแมงป่องทมิฬ สำนักสราญรมย์ และยังมีคนของนิกายหยินหยางปรากฎออกมาถึงแม้จะมากันเพียงแค่ 5 คน แต่คนของนิกายหยินหยางก็แข็งแกร่งกว่าพวกนิกายแมงป่องทมิฬเสียอีก"ข้าว่าที่นี่อาจจะไม่ปลอดภัยก็ได้" ผู้คนที่อ่อนแอและไม่ได้อยู่ขุมอำนาจระดับสูงก็พากันออกไปห่างๆเพราะหวาดกลัวจะโดนลูกหลง"หืม นั่น พวกนิกายหมัดราชัน นิกายดาบคลั่ง และหอหิมะโปรยก็มากันแล้ว""เอ๋!!!!!! ดอกบัวลอยได้ขนาดใหญ่นั่นมันอะไร""เป็นไปไม่ได้ ตำหนักพฤกษาเองก็มางั้นเหรอ"เมื่อได้ยินชื่อตำหนักพฤกษาอู่หมิงที่เงียบสงบก็หันไปมองยังดอกบัวขนาดใหญ่ที่อยู่บนท้องฟ้า ออร่าที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากคนของหอพฤกษาทำให้ผุ้คนรู้สึกสดชื่นสบายตัวกลับกันทางด้านพรรคอธรรมกลับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอย่างรุนแรง เพราะตำหนักพฤกษาคือขุมอำนาจที่ทีความแข็งแกร่งไม่แพ้นิกายหยินหยางเลยแต่ในขณะนั้นเองที่อู่หมิงก็ต้องตกตะลึงเพราะข้างบนดอกบัวขนาดใหญ่มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ด้วยใบหน้าสงบ ใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาของนางเปล่งประกายจนทำให้ผู้คนต้องรู้สึกว่าตนเองแปดเปื้อนเมื่อเทียบกับนาง"มู่เฟยเสวี่ย" อู่หมิงบ่นพึมพำในอดีตอู่หมิงได้พบกับมู่เฟยเสวี่ยที่อาณาจักรเจียงและอู่หมิงก็ช่วยถอดพิษให้นางและนางก็ได้มอบทักษะกายทองคำให้กับอู่หมิงเป็นการตอบแทน และที่ตัวอู่หมิงยังมีป้ายหยกของมู่เฟยเสวี่ยอีกด้วย ในตอนนั้นเองที่ป้ายหยกของมู่เฟยเสวี่ยที่อยู่ในเสื้ออู่หมิงสั่นใหวอย่างรุนแรงอู่หมิงแสดงสีหน้าตื่นตระหนกและก้มลงมองยังป้ายหยกที่เปล่งแสงสีเขียวมรกตออกมา และทางด้านมู่เฟยเสวี่ยที่อยู่ข้างบนดอกบัวก็แสดงสีหน้าตกตะลึงเช่นกันนางหันมามองอุ่หมิงด้วยสายตาเย็นชาเพราะนางสามารถสัมผัสได้ว่าป้ายหยกของนางอยู่กับตัวอู่หมิงแต่ป้ายหยกชิ้นนี้นางยกให้กับอู่หมิงไปแล้วทำไมถึงมาปรากฎอยู่กับชายหนุ่มที่นางไม่รู้จัก แน่นอนว่านางไม่สามารถมองออกว่าอู่หมิงกำลังปลอมตัวอยู่และใบหน้าที่นางเห็นไม่ใช่ใบหน้าจริงๆของอู่หมิง"เจ้าเป็นใคร ป้ายหยกของข้ามาอยู่กับข้าได้อย่างไรแล้วชายที่ชื่ออู่หมิงหายไปใหน" เสียงของมู่เฟยเสวี่ยดังขึ้นในหัวของอู่หมิง"เอ๋!!! เอ่อ..ข้านี่แหละอู่หมิงเพียงแต่ว่าตอนนี้ข้ากำลังปลอมตัวอยู่" อู่หมิงกล่าว"เป็นไปไม่ได้ อู่หมิงไม่น่าจะกลายเป็นจักรพรรดิได้รวดเร็วเช่นนี้นี่" มู่เฟยเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาอู่หมิงแสดงท่าทางรนลานเพราะเขาในตอนนี้ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนของตนเองออกไปได้จึงทำให้เขารู้สึกปวดหัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้อย่างมาก---------------------------------------------------------------------------------------------------------