บทที่34เรื่องวุ่นวายกลางขุนเขา
ติก ติก เสียงของโลหิตเม็ดใหญ่ที่ไหลลงจากหัวไหล่ช้ายของเฟยหลงกระทบถูกพื้นปฐพีเสียงนี้แม้จะมีระดับความดังที่แผ่วเบาต่อโสตประสาทของคนทั่วไป แต่ทว่ากลับกึกก้องสะท้อนสะท้านไปทั่วแก้วหูของเฟยหลงเป็นอย่างยิ่งชายหนุ่มเหลือบมองแขนซ้ายที่อาบชโลมไปด้วยเลือด คมมีดอันเย็นยะเยือกแทรกซึมถึงภายในติดตรึงอยู่บนร่างของมันราวกับพันธุ์ไม้เลื้อยกาฝากที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติยากที่จะแยกออกจากสิ่งที่มันยึดเกาะได้ง่ายๆชายหนุ่มเอื้อมมือขวาคว้าจับลงยังมีดสั้นก่อนดึงออกมาด้วยความฉับไว ทันทีที่ตัวมีดหลุดพ้นจากร่างกายโลหิตสีแดงชาดพลันพุ่งทะลักออกมามิขาดสาย คนจึงเค้นพลังญาณมาที่ตำแหน่งนิ้วชี้กลางขวามือแล้วจี้สกัดจุดใส่ตำแหน่งหัวไหล่เพื่อห้ามเลือดบริเวณดังกล่าว ก่อนสาดประกายตาอันเจิดจ้ามองมายังบุรุษฉกรรจ์เจ้าของมีดสั้นเบื้องหน้านี้
หลงเหอที่อยู่ภายในเกราะป้องกันอันเกิดจากรังสีบุบผากระบี่ที่เฟยหลงส่งมาแม้ตอนนี้จะปลอดภัยไร้เรื่องราว แต่คนก็อดรุ่มร้อนใจมิได้ ปากจึงกล่าวถามขึ้น
“เฟยหลงเจ้าเป็นอะไรหรือไม่”
เฟยหลงมิได้ตอบคำถามมัน คนเพียงจ้องมองบุรุษฉกรรจ์เบื้องหน้าอย่างมิวางตาก่อนที่หูจะได้ยินเสียงคำรามกู่ร้อง และเสียงการพุ่งจู่โจมเข้ามาของนักพรตเฒ่า กับพวกที่เหลือเช่นนั้นเฟยหลงจึงเรียกรังสีกระบี่สองเล่มมาไว้ในมือ ก่อนส่งรังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสอีกสามสิบสามเล่มที่เรียงรายอยู่กลางอากาศพุ่งลอยฉวัดเฉวียนเข้าโจมตีสกัดกั้นผู้มาทั้งหมด ก่อนปากจะกล่าวเสียงดัง
“หลงเหอ ขี่รังสีกระบี่พวกนั้น หลบออกไปก่อน”
หลงเหอมีท่าทีที่ไม่ยินยอม มันกำชับอาร์พีจีที่วางพาดอยู่บนบ่าแล้วกล่าว “แต่ว่าเจ้า……”
“ไป” ขณะที่คำพูดของหลงเหอยังไม่ทันสิ้นสุดเฟยหลงกลับส่งเสียงตะโกนก้องตัดบท หลงเหอรู้ได้ทันทีว่าเหตุการณ์เบื้องหน้านี้กำลังคับขันหากมันยังดื้อรั้นอยู่ต่อ มีแต่จะเป็นภาระให้เฟยหลงต้องห่วงพะวงค์ แต่หากมันหลบหนีไปก่อนแน่นอนว่าด้วยตัวเฟยหลงเพียงคนเดียวย่อมต้องหลบรอดออกมาได้ คิดเช่นนี้คนจึงตะเบ็งเสียงกล่าวออกมา
“เจ้าต้องรอดกลับไปให้ได้”
เฟยหลงพยักหน้าคราหนึ่ง ก่อนกล่าว
“มิต้องเป็นห่วง จนกว่าข้าจะทวงถามความยุติธรรมกับเหล่าคนที่มีส่วนทำร้ายชนเผ่าอุยฮูข้าจะมิยอมตกตาย”
หลงเหอหันขวับกลับหลังพบว่าบัดนี้รังสีกระบี่สองเล่มได้หยุดหมุนและลอยนิ่งค้างกลางอากาศอยู่ก่อนแล้วหลงเหอจึงกระโดดขึ้นไปยืนบนรังสีกระบี่ทั้งสองเล่ม ส่วนรังสีกระบี่อีกเล่มได้ย่อขนาดลงจนเหลือขนาดเท่านิ้วชี้จากนั้นก็ลอยเข้าสู่อุ้งมือของมัน ชายหนุ่มจึงขมวดคิ้วทำหน้าสงสัย เป็นเฟยหลงที่กล่าวขึ้นมา
“สิ่งนั้น จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ข้าตามหาตัวเจ้าได้ ข้าย่อขนาดมันไว้ทำให้มันรักษาสภาวะคงอยู่ได้นานมากยิ่งขึ้น”
หลงเหอพยักหน้า ก่อนกำรังสีกระบี่ขนาดเล็กไว้แน่น แล้วกล่าว“เข้าใจแล้ว… แล้วพบกันสหาย”
กล่าวจบรังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสทั้งสองเล่มที่ใต้ฝ่าเท้าของหลงเหอก็ถูกเฟยหลงใช้พลังจิตส่งให้พุ่งทะยานออกไปไกลจนหายลับไปจากคลองจักษุสายตาท่ามกลางราตรีกาลอันมืดมิด จากนั้นเฟยหลงก็จ้องเขม็งมายังชายฉกรรจ์เบื้องหน้าอีกครั้งแล้วกล่าว
“เป็นพวกท่านที่บีบบังคับข้า”
กล่าวจบร่างของเฟยหลงกลับกลายเป็นพล่าพลายคล้ายดั่งหมอกมายา ด้วยท่าร่างที่รวดเร็วส่งผลให้กว่าที่บุรุษฉกรรจ์เบื้องหน้าจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง รังสีกระบี่ในมือของเฟยหลงก็บรรลุถึงตัวมันแล้วทว่าแม้จะไหวตัวช้าอยู่หนึ่งก้าว แต่มันนับได้ว่าเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งจึงสามารถพลิกแพลงทำท่าสะพานโค้งกลับหลังส่งให้รังสีกระบี่เพียงแทงถูกหัวไหล่ซ้ายกรีดเป็นแผลทางยาวเท่านั้น มิอาจส่งผลอันตรายถึงขั้นปลิดชีวิตได้ทางด้านเหล่าคนที่มาพร้อมกลับบุรุษฉกรรจ์ผู้ใช้มีดสั้น ต่างถูกรังสีกระบี่เข้าสกัดกั้นพัวพันมิให้พวกมันขยับเคลื่อนกายไปไหนได้มีเพียงนักพรตเฒ่าผู้เดียวเท่านั้นที่ทำลายรังสีกระบี่ที่พัวพันตนได้ก่อนที่จะตระเตรียมพุ่งร่างติดตามหลงเหอไปทว่าเฟยหลงกลับมิยินยอมให้มันกระทำได้ เมื่อชายหนุ่มส่งรังสีกระบี่ในมือซ้ายพุ่งทะยานแหวกฝ่าอากาศเข้าสกัดนักพรตเฒ่าเอาไว้ชั่วขณะที่เฟยหลงเบนความสนใจไปที่นักพรตเฒ่า ชายฉกรรจ์ที่อยู่ในท่าสะพานโค้งกลับดีดตัวขึ้นมาแล้วตวัดมือสองครามีดสั้นสองเล่มที่คลุมด้วยพลังญาณอันเย็นเยียบก็พุ่งมาถึงเบื้องหน้าของชายหนุ่มดีที่มันยังมีปฏิกิริยาที่รวดเร็วจึงหมุนควงรังสีกระบี่จนแตกพล่าเป็นบุบผากระบี่สีทองอันเจิดจรัสออกมาต้านรับ
เปรี้ยง เปรี้ยง เสียงสนั่นสองครา บวกกับพลังปะทะเมื่อครู่ส่งให้เฟยหลงต้องถอยหลังสองก้าวเมื่อสถานการณ์พลิกผันชายฉกรรจ์ก็มิรอช้า มันยกฝ่ามือขึ้นเหนือศีรษะ ปรากฏที่ฝ่ามือของมันมีรังสีพลังรูปจันทร์เสี้ยวสีเหลืองอ่อนหมุนวนปานจักรผันจากนั้นคนก็ตวัดฝ่ามือส่งพลังดังกล่าวเข้าใส่เฟยหลงอย่างรวดเร็ว
“คมดาบเสี้ยวจันทรา”
ด้วยรัศมีของพลังที่หมุนวนบ้าคลั่ง ผสานกับพลังอันหยุนเยียบ กดดันให้เฟยหลงต้องถลาตัวกลับหลังอย่างรวดเร็วก่อนที่ชายหนุ่มจะตวัดรังสีกระบี่ในมือเข้าต้านรับ เสียงเปรี้ยง!!!! เมื่อรังสีกระบี่ตวัดฟันใส่รังสีพลังรูปจันทราเสี้ยว เบี่ยงเบนรังสีพลังดังกล่าวให้เปลี่ยนทิศทางพุ่งใส่ร่างของคนผู้หนึ่งที่กำลังต่อสู้กับรังสีกระบี่ของเฟยหลงไปอ๊ากกก เสียงร้องเจ็บปวดทรมานพลันบังเกิดขึ้น แล้วเงียบหายไปพร้อมกับลมหายใจของมันผู้นั้นเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเหนือความคาดหมายเช่นนี้ สภาวะการต่อสู้ของพวกมันจึงชะงักค้างไปก้าวหนึ่งส่งให้รังสีกระบี่ของเฟยหลงที่บินฉวัดเฉวียนต่อสู้พัวพันกับพวกมันอยู่ บ้างพุ่งทะลุร่างบันดารให้คนทอดร่างกลายเป็นศพอันไร้ชีวิตและมีบ้างบางคนที่หลบรอดจุดตายแบบฉิวเฉียด แต่ก็ยังถูกรังสีกระบี่ตัดผ่านร่าง ทำให้มิอาจลุกขึ้นมาต่อสู้อีกได้มีเพียงนักพรตเฒ่าที่มีพลังญาณสูงส่งไม่แพ้เฟยหลงจึงสามารถทำลายรังสีกระบี่มิได้รับอันตรายดั่งเช่นคนอื่นก่อนที่มันจะทะยานร่างมาหยุดยืนเคียงข้างชายฉกรรจ์ผู้ใช้มีดสั้น ก่อนกล่าวขึ้น
“ร้ายกาจ ร้ายกาจ กลับจัดการพวกเราได้แทบหมดสิ้น”
ชายฉกรรจ์กล่าวเสริม “หากปล่อยให้มันมีชีวิตรอดจนเติบใหญ่ขึ้นไปอีกรับรองว่าเป็นปัญหาสำคัญต่อพวกเราเป็นแน่”
“ถูกต้อง เช่นนั้นพวกเราต้องยอมลดตัวเสื่อมเสียเกียรติ เพื่อร่วมมือกันในการสังหารมันแล้ว”
“มันไม่ตาย เราจะแย่ เช่นนั้นก็….ฆ่าาาา!!!”
สิ้นเสียงคำกล่าวของชายฉกรรจ์ มันก็ตวัดฟาดฝ่ามืออย่างต่อเนื่องใช้คมดาบเสี้ยวจันทรา จู่โจมใส่เฟยหลง นักพรตเฒ่าก็มิรอช้ามันยกเหยียดฝ่ามือไว้เบื้องหน้าก่อนปรากฏคลื่นพลังรูปทรงกลมสีเหลืองอ่อนขนาดใหญ่ ก่อนพลังจะถูกผลักใส่เฟยหลงอย่างรวดเร็ว
รังสีพลังรูปจันทราเสี้ยวสามสายหมุนขวับเคี่ยวกลางอากาศเข้าใส่ร่างของเฟยหลงผสานเข้ากับคลื่นพลังรูปทรงกลมยิ่งเพิ่มพูนให้พลังโจมตีของพวกมันนั้นมีพลังมหาศาลมากยิ่งขึ้นแม้พลังของทั้งสองจะแข็งแกร่งน่าหวาดหวั่นเพียงใด แต่ครั้งนี้เฟยหลงกลับมิคิดที่จะถอยหลังแม้เพียงก้าวชายหนุ่มยกเหยียดแขนขวาชี้ขึ้นบนฟ้าเหนือศีรษะ แขนของมันตั้งตรงดิ่งมิเคลื่อนไหว ทว่าสิ่งที่เคลื่อนไหวกลับเป็นพลังธรรมชาติรอบตัวที่หมุนวนปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่งเสื้อผ้าที่สวมใส่ต่างกระพือพรึบ พรึบ ทั้งที่ไม่มีลมพัดผ่านแม่แต่น้อย ก่อนที่ด้านบนเหนือแขนที่เหยียดตรงตั้งดิ่งของชายหนุ่มจะมีรังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสที่เหลืออยู่ก่อนหน้ากว่าสามสิบเล่มบินฉวัดเฉวียนมารวมตัวกันก่อเป็นปราณรูปกระบี่สีทองเจิดจรัสขนาดใหญ่มหึมาตั้งตรงชี้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ราวกลับจะทะลวงสวรรค์ออกเป็นชิ้นๆ
“หนึ่งกระบี่ทะลวงฟ้า”
ตูมมมมมมมม เสียงดังสนั่นสะท้านกึกก้องไปทั่วขุนเขา ส่งให้คนสามกลุ่มต้องหยุดชะงักมองไปยังทิศทางของต้นเสียงบุคคลแรกเป็นหลงเหอที่กำลังขี่รังสีกระบี่หลบหนีอยู่ ทันทีที่เกิดเสียงตูมใหญ่รังสีกระบี่ที่ใต้ฝ่าเท้ามันพลันแตกสลายไปทันทีทำให้ร่างของคนร่วงหล่นจากท้องนภา และโชคร้ายที่ตำแหน่งที่มันร่วงหล่นกลับเป็นหุบเหวลึกแห่งหนึ่งที่มองไม่เห็นแม้แต่ก้น
เสียงสะท้านกึกก้องปลุกให้บุคคลที่สองซึ่งก็คือบุรุษหนุ่มที่กำลังนั่งสมาธิเข้าญาณอยู่ต้องตื่นขึ้นอีกครั้งบุรุษผู้มีแขนเพียงข้างเดียว ผู้ที่สะพายทวนสร้างชื่อไปทั่วปฐพี จนมันได้รับขนานนามทวนมือเดียว มันลืมตาตื่นขึ้นจ้องไปยังทิศทางของต้นเสียงพร้อมทั้งพึมพรำออกมาอย่างแผ่วเบา
“บุคคลที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า มิทราบว่าเจ้ากลับข้าก่อเวรก่อกรรมอันใดต่อกันถึงได้รังควานในตอนที่ข้ากำลังแก้ปมปริศนาสำคัญได้อยู่ตลอดเวลา”
เสียงสะท้านกึกก้องส่งให้ม้าที่กำลังบรรทุกเทียมเกวียนให้แก่กลุ่มบุคคลที่สามต้องแตกตื่นและกระโดดดีดขาหน้าขึ้นฟ้าอีกครั้งเสียงฮรี้ ดังระรัวไม่ขาดสาย ก่อนจะถูกปรามให้เงียบสงบลงได้ด้วยน้ำมือของชายที่บังคับบังเหียนก่อนที่มันจะเอ่ยปากขึ้น
“องค์หญิงทรงมิได้รับบาดเจ็บนะพะยะค่ะ”
“เรามิได้เป็นอะไร ดูท่าการต่อสู้จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ท่านหัวหน้าองครักษ์จงหลบเลี่ยงให้ดีอย่าได้หลงเข้าไปพัวพัน เพราะอาจกระทบต่อการเดินทางของพวกเรา”
“พะยะค่ะ ผ่านหนทางเบื้องหน้า เราก็ออกจากเขตของขุนเขาแห่งนี้แล้ว”
“หวังว่าจะไม่มีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น”
ฝุ่นผงที่ปลิวคละคลุ้งบัดนี้เริ่มล่วงหล่นลงสู่พื้นปฐพีไปหมดสิ้นพร้อมๆ กับคลื่นพลังอันปั่นป่วนที่เมื่อครู่ยังฉีกกระชากบรรยากาศโดยรอบ ทุกสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ในความเงียบสงบมีเพียงร่างของบุคคลทั้งสามที่ยังยืนหันหลังให้แก่กันอยู่ หนึ่งนั้นคือเฟยหลง ส่วนอีกสองก็คือชายฉกรรจ์ผู้ใช้มีดสั้นกับนักพรตชรานั่นเอง พวกมันบัดนี้กลับกำลังยืนนิ่งไม่มีผู้ที่ขยับเคลื่อนไหว แต่เพียงชั่วอึดใจเป็นเฟยหลงที่กระอักโลหิตออกมาเป็นฝูฝอยก่อนทิ้งตัวคุกเข่าลงยังพื้น คนมีใบหน้าซีดขาวราวคนตาย แต่ถึงอย่างนั้นชายฉกรรจ์ผู้ใช้มีดสั้นกับนักพรตชราก็ยังมิเข้าไปซ้ำเติมชายหนุ่มถึงแม้พวกมันมิได้เข้าไปลงมือซ้ำ ก็มิได้แปลว่าพวกมันจะเกิดความเมตตาปราณีขึ้นมาแต่อย่างใดแต่ที่พวกมันไม่เข้าไปสังหารเฟยหลงในขณะที่กำลังอ่อนแอก็เพราะว่า พวกมันได้ยืนทอดร่างเป็นศพอันไร้ชีวิตไปแล้วรังสีกระบี่สีทองอันเจิดจรัสสองเล่มได้แทงทะลุตัดขั้วหัวใจของพวกมัน ปลิดชีวิตลงไปในที่สุด
ตึง ตึง เสียงร่างอันไร้ชีวิตของคนทั้งสองล้มลงยังพื้นปฐพี มนุษย์เราก่อกำเนิดเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติหากตายไปย่อมคืนกลับสู่ธรรมชาติ มิเคยมีใครฝืนวัฏสังขารเหล่านี้ได้ เว้นเสียแต่มนุษย์ที่ก้าวสู่ประตูวิถีแห่งเซียนซึ่งนั่นก็ยังไม่เคยปรากฏขึ้นสู่ผืนปฐพีแห่งนี้
เฟยหลงพยุงตัวลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างของมันซวนเซอยู่เล็กน้อยก่อนที่จะก้าวเดินไปตามสัมผัสพลังของรังสีกระบี่ขนาดเล็กที่มันมอบให้หลงเหอไว้ ก่อนที่จะพยายามเค้นพลังเฮือกสุดท้ายสั่งให้รังสีกระบี่เล่มนั้นบินกลับมาแต่ฝืนสั่งให้รังสีกระบี่บินกลับมาได้เพียงชั่วอึดใจ พลังญาณของมันก็ได้ใช้ออกไปหมดสิ้นทำให้สภาวะของรังสีกระบี่ได้หยุดลง ปรากฏเป็นกระบี่สีดำมะเมื่อมที่ล่วงหล่นลงมาที่เบื้องหน้าของเฟยหลงเฟยหลงจึงคว้ากระบี่สีดำมะเมื่อมเข้ามาเก็บไว้ที่กลางหลัง ก่อนกำหนดตำแหน่งสัมผัสสุดท้ายของรังสีกระบี่บนตัวหลงเหอแล้วค่อยๆ เดินกระโผกกระเผกมุ่งหน้าไปยังจุดดังกล่าว
ร่างของหลงเหอร่วงหล่นลงในหุบเหวลึกอย่างไม่นึกฝัน ชายหนุ่มร้องเสียงหลงก่อนใช้มือซ้ายที่ไม่ได้กุมรังสีกระบี่คว้าจับไปยังต้นไม้เครือหญ้าตามผนังหุบเหว แต่ต้นไม้ใบหญ้าเหล่านี้ยังมิอาจหยุดยั้งแรงดึงดูดของพื้นผิวใต้หุบเหวแห่งนี้ร่างของชายหนุ่มจึงตกลงไปเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว สายลมที่พัดกระพือตามแรงตกก็มิอาจหยุดยั้งหยาดเหงื่อเม็ดใหญ่มิให้ไหลออกมาได้หลงเหอรู้สึกร่างกายเบาหวิว ภายในร่างคล้ายมีสายน้ำเย็นเยือกชะโลมให้คนรู้สึกสั่นสะท้านหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลังแรงลมที่พุ่งเสียดทานยิ่งมายิ่งรุนแรง พื้นดินใต้ก้นหุบเหวเริ่มปรากฏสู่คลองจักษุสายตาซึ่งมีความหมายว่าร่างของมันกำลังจะตกสู่พื้นปฐพีแล้ว
ชั่วขณะที่ร่างของหลงเหอกำลังจะร่วงลงสู่พื้น รังสีกระบี่ขนาดเล็กในมือของมันพลันเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าก่อนยืดขยายจนมีขนาดเท่าตัวกระบี่เดิม จากนั้นได้พุ่งทะยานไปเบื้องหน้าปักเข้ากับผนังผาช่วยหยุดยั้งการร่วงหล่นในครั้งนี้ได้เหตุการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นความบังเอิญและเป็นความโชคดีของหลงเหออย่างยิ่ง ที่เฟยหลงได้เอาชนะกลุ่มคนเหล่านั้นได้ทันเวลาและยังฝืนใช้พลังเฮือกสุดท้ายในการเรียกรังสีกระบี่กลับมา ส่งให้รังสีกระบี่มีปฏิกิริยาตอบสนองพุ่งทะยานเข้าไปปักบนผนังหุบเหวในที่สุด
หลงเหอยกมือซ้ายปาดเหงื่อด้วยความโล่งอก ชายหนุ่มนึกขอบคุณเฟยหลงและรังสีกระบี่ของมันเป็นอย่างยิ่งที่ได้ช่วยชีวิตตนไว้แต่ว่าฟ้าก็มักกลั่นแกล้งผู้คนอยู่เสมอ เมื่อรังสีกระบี่พลันแตกสลายหายไปชั่วพริบตาร่างของหลงเหอจึงได้ร่วงหล่นลงอีกครั้ง แม้ครั้งนี้จะไม่สูงลิบดั่งตอนแรก แต่ทว่าความสูงระดับนี้ก็ทำให้มันถึงกลับกลายเป็นคนพิการแขนขาหักได้
“บัดซบบบบ”