ทันทีที่ได้ยินพ่อของตนพูดออกมากิลเบิร์ตก็พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดปั้นน้ำเสียงให้เป็นปกติพูดออกไปว่า
“พ่อพอจะรู้ข้อมูลของสาวใช้คนนี้บ้างไหม”
กิลเบิร์ตถามพร้อมกับความรู้สึกคาดหวัง นับแต่กลับมาจากสลัมเขาก็นึกถึงสาวใช้ผมสีดำตาสีม่วงคนนั้นแทบจะตลอดเวลา ลอร์ดอาร์เทมิสคล้ายไม่รับรู้ถึงปฏิกิริยาของลูกชายเขาตอบว่า
“เกี่ยวกับสาวใช้ส่วนตัวคนนี้ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าเองก็เพิ่งรู้การมีอยู่ของนางเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองราวกับว่าอยู่ ๆ เธอก็โผล่ออกมา แล้วตามเจ้าชายขยะนั่นไปเกือบทุกที่ แล้วข้าก็เพิ่งรู้จากเจ้านี่แหละว่าสาวใช้คนนี้มีความสามารถอย่างการมุดออกมาจากเงาของคนอื่นได้”
ลอร์ดอาร์เทมิสพูดพลางนึกถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างคฤหาสน์ของดอน โกเบอร์ เขาได้พูดคุยกับเคานต์เรห์นวาร์ดหลายครั้งในเรื่องนี้จึงได้รู้ว่านอกจากทรัพย์สมบัติมากมายที่หายไปจนหมดแล้วยังมีของสิ่งหนึ่งที่ไม่ปรากฏนั่นก็คือร่องรอยการต่อสู้ ซึ่งหมายความว่าคนที่ลงมือนั้นต้องสามารถจัดการคนเหล่านั้นได้โดยที่พวกมันไม่ทันได้ตอบโต้ ลอร์ดอาร์เทมิสสงสัยในเรื่องนี้มาตลอดว่าใครกันที่มีความสามารถเช่นนี้ จนกระทั่งได้ยินเรื่องที่กิลเบิร์ตบอกว่าสาวใช้ส่วนตัวของเออร์วินโผล่ออกมาจากเงาบริวารของเขาแล้วตัดหัวอีกฝ่ายจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นฝีมือของผู้หญิงคนนี้ไม่ผิดแน่
ดังนั้นสิ่งที่เขาสงสัยก็คือผู้หญิงคนนี้เป็นใครมีที่มายังไง และพระราชาอัลเฟรดได้ตัวเธอมาได้ยังไง ขณะที่ลอร์ดอาร์เทมิสคิดเป็นตุเป็นตะว่าพระราชาอัลเฟรดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ กิลเบิร์ตก็พูดขึ้นด้วยความสงสัยว่า
“อยู่ ๆ ก็โผล่ออกมางั้นก็เหมือนกับเกรซที่เป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าหญิงลิลิธสินะ”
คำพูดลอย ๆ ของลูกชายทำให้ลอร์ดอาร์เทมิสหันไปมองลูกชายตน เขานึกในใจว่า
‘จริงด้วยเหมือนกับเกรซไม่มีผิด’
ในบรรดาสาวใช้ทั้งหมดในพระราชวังมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ไม่ใช่ชาวไพร์ล็อก คนแรกคือลาน่าที่เป็นทั้งหัวหน้าสาวใช้และสาวใช้ส่วนตัวของราชินีเอลิเซีย ลาน่าคนนี้ได้ตามมาอยู่ที่นี่กับคุณหนูของเธอซึ่งได้เข้าพิธีเษกสมรสกับเจ้าชายของไพร์ล็อกในตอนนั้น และได้กลายเป็นราชินีเอลิเซียเมื่อเจ้าชายผู้นั้นได้กลายเป็นพระราชาอัลเฟรด เกี่ยวกับภูมิหลังของราชินีผู้นี้เขาเองก็สงสัยเช่นกัน เขาเคยพยายามสืบดูหลายครั้งซึ่งก็ล้วนแต่คว้าน้ำเหลว สิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือพระราชาอัลเฟรดที่ตอนนั้นเป็นเพียงเจ้าชายได้พบกับเธอเมื่อตอนที่เข้าเรียนที่โรงเรียนที่อาณาจักรลูมิเนีย
สาวใช้อีกคนหนึ่งก็คือเกรซ วันหนึ่งขณะที่เจ้าหญิงลิลิธทรงพระชันษาได้ 10 ปี ก็ได้มีสาวใช้ใบหน้างดงามสวมแว่นตาโผล่มาที่ปราสาทแล้วกลายเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเธอ กับที่มาของเธอผู้นี้ลอร์ดอาร์เทมิสได้ลองสืบดูแล้วกลับพบว่าล้วนแต่คว้าน้ำเหลวเช่นเดียวกับตอนที่สืบความเป็นมาขององค์ราชินี
และตอนนี้ที่เจ้าชายขยะผู้นี้อายุได้ 10 ปี ก็มีสาวใช้ส่วนตัวคนหนึ่งโผล่มาทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าบางทีเธอก็อาจจะมีที่มาเช่นเดียวกับเกรซ
ขณะที่ลอร์ดอาร์เทมิสเริ่มคาดเดาอะไรบางอย่างในหัวกิลเบิร์ตลูกชายของเขากลับรู้สึกกลัดกลุ้มอยู่ในอก
เขาได้ทราบมาจากพ่อว่าบางทีเกรซอาจจะมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา ถ้าหากว่าเรเวนเองก็เช่นกันบางทีความปรารถนาที่ได้ครอบครองเธอก็อาจเป็นเรื่องยุ่งยากก็เป็นได้
สองพ่อลูกต่างคิดเรื่องของเรเวนในหัวแต่เกี่ยวกับเนื้อหาที่คิดนั้นกลับไปคนละทาง คนหนึ่งสงสัยเรื่องความเป็นมา อีกคนกลุ้มใจว่าจะครอบครองเธอยังไงดี จนเวลาผ่านไปครู่หนึ่งลอร์ดอาร์เทมิสก็ถอนหายใจออกมา กับเรื่องที่เขายังไม่ได้คำตอบนี้ไม่สู้วางไว้ชั่วคราวดีกว่า แล้วหันไปสนใจเรื่องอื่นแทน
อาร์ติแฟกต์นั่นที่แม้แต่ขยะก็สามารถสังหารคนที่มีพลังเวทย์เหนือกว่าได้ สำหรับเขาแล้วมันเป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าบอกว่าเจ้าชายขยะนั่นสังหารชาลีฟได้เพราะอาร์ติแฟกต์นั่นสินะ”
ลอร์ดอาร์เทมิสถามขึ้นทำลายความเงียบ แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็คือความเงียบจากลูกชาย เขาหันไปมองพบว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าครุ่นคิดไม่หยุดจึงเรียกชื่อเขา
“กิลเบิร์ต!!!”
กิลเบิร์ตสะดุ้งหันไปเห็นพ่อจ้องมองมาที่ตน
“คะครับ มีอะไรพ่อ”
สายตาของลอร์ดอาร์เทมิสแสดงความไม่พอใจเล็กน้อยเขาถามว่า
“เจ้าบอกว่าเจ้าชายนั่นใช้อาร์ติแฟกต์นั่นฆ่าชาลีฟใช่มั้ย”
กิลเบิร์ตพยักหน้ายืนยัน
“ใช่พ่อข้าเห็นกับตาไม่เพียงแต่ชาลีฟหนึ่งในสองคนของพ่อที่ตายไปก็เพราะมันใช้อาร์ติแฟกต์นั่น”
ลอร์ดอาร์เทมิสหลับตาลงพักหนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งพูดกับลูกชายว่า
“ตอนนี้แกอยู่เฉย ๆ ไปก่อนอย่าได้ไปสร้างความลำบากให้พวกขยะในสลัมนั่น ข้าจะพูดกับพวกนั้นเองว่าอย่าเพิ่งรีบคิดล้างแค้นให้พวกพ้องสองคนที่ตายไปแต่ให้รอจนข้าอนุญาต”
กิลเบิร์ตพยักหน้าก่อนจะเลียบเคียงถามพ่อของตน
“แล้วสาวใช้ส่วนตัวคนนั้นล่ะพ่อคิดว่าไงหากข้าจะหาวิธีดึงนางมาเป็นพวก”
ลอร์ดอาร์เทมิสหรี่ตามองเปลวไฟก่อนจะยิ้มเล็กน้อย
“ความคิดของเจ้าไม่เลวแต่อย่าทำอะไรกระโตกกระตากนักล่ะเพราะถึงยังไงเราก็ยังไม่รู้ถึงหัวนอนปลายเท้าของผู้หญิงคนนั้น แล้วก็หมั่นตีสนิทกับเจ้าชายเอาไว้ด้วย จะว่าไปเรื่องในวันนี้ก็มีเรื่องดีอยู่อย่างน้อยเจ้าก็มีเหตุผลในการเข้าหาเจ้าชายขยะนั่น”
กิลเบิร์ตเข้าใจในทันทีว่าพ่อของตนหมายถึงอะไรเขายิ้มให้พ่อพร้อมกับบอกว่า
“ข้าจะทำการไปขอโทษเจ้าชายขยะนั่นพร้อมทั้งถือโอกาสตีสนิทมันพ่อวางใจได้”
กิลเบิร์ตพูดเป็นมั่นเป็นเหมาะลอร์ดอาร์เทมิสไม่พูดอะไรเพียงแค่นั่งจ้องเปลวไฟอยู่อย่างนั้น กิลเบิร์ตที่เห็นเช่นนั้นก็เดินจากมาพร้อมกับนึกกระหยิ่มยินดี ทุกครั้งที่ภาพของสาวใช้คนนั้นปรากฏขึ้นในใจเขาก็ยากที่จะสลัดหลุดออกไป การที่เขาสามารถเข้าหาเจ้าชายโดยอ้างว่าเขาต้องการขอโทษนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เขามีเหตุผลในการเข้าหาอีกฝ่าย แต่ยังทำให้เขาสามารถพบเจอและมีโอกาสสร้างสัมพันธ์กับสาวใช้คนนั้นได้
เช้ามืดของวันรุ่งขึ้นเออร์วินก็ปลุกพวกเจคให้ตื่นมาวิ่งแม้ว่าจะไม่ได้วิ่งทุกวันแต่เหล่าผู้คนในสลัมต่างเริ่มคุ้นชินกับภาพที่เห็นนี้ และสิ่งที่พวกเขาเข้าใจก็คือเออร์วินที่เป็นลูกหลานของคนใหญ่คนโตสักคนกำลังแกล้งพวกเจคอยู่ เพียงแต่ว่าวันนี้กลับมีสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไป
ที่บ้านหลังข้าง ๆ ของจูนเสียงฝีเท้าจำนวนมากปลุกเด็กสาวให้ลุกขึ้นมาอย่างงัวเงีย เด็กสาวขยี้ตาไปมาได้ยินเสียงของยายพูดว่า
“อ้าวตื่นแล้วเหรอจ๊ะ”
เด็กสาวตอบอย่างสะลึมสะลือว่า
“ได้ยินเสียงพวกเขาวิ่ง”
เด็กสาวพูดพลางเดินไปหายายของเธอที่หน้าต่างใช้เวลาไม่นานก็เห็นกลุ่มคนเริ่มวิ่งผ่านหน้าบ้าน เหล่าผู้คนเริ่มวิ่งผ่านไปเรื่อย ๆ สักพักเธอก็เห็นจูนวิ่งผ่านมา
“คุณยายดูนั่นพี่จูนก็วิ่งกับพวกเขาด้วย” เด็กสาวหันไปถามยายของเธอ “คุณยายคะทำไมพี่สาวต้องไปวิ่งกับเขาด้วยล่ะทั้งที่พี่สาวก็ไม่ได้ทำอะไรผิด”
ตามความเข้าใจของเด็กสาวเธอคิดว่าพวกเจคเป็นคนไม่ดีและสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นี้ก็เป็นการลงโทษ คุณยายของเธอได้ยินคำถามก็ได้แต่ยิ้มเพราะไม่รู้ว่าจะตอบอะไรดี จึงได้แต่ลูบหัวหลานของเธออย่างเอ็นดู ที่วิ่งตามมากับจูนติด ๆ ก็คืออันนาที่ตอนนี้ทั้งสองคนนับวันยิ่งสนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อผู้คนวิ่งผ่านไปเรื่อย ๆ พบเห็นเออร์วินที่ถือกระบองที่มีกระแสไฟฟ้าลั่นเปรี๊ยะ ๆ ฟังดูน่าสยดสยองอยู่หลังสุด สักพักก็ปรากฏร่างของสาวน้อยที่อายุพอ ๆ กับเธอวิ่งเตาะแตะมา
เด็กสาวมองเด็กคนนั้นด้วยความสนใจเพราะเธอไม่เคยรู้จักหรือเคยคุยกับอีกฝ่ายมาก่อน เด็กสาวเคยคิดที่จะไปทำความรู้จักหรือเล่นกับอีกฝ่ายแต่กลับถูกยายของเธอห้ามไว้ บอกว่าเด็กคนนั้นเป็นพวกเดียวกับคนนิสัยไม่ดี
เนียที่ตอนนี้เริ่มชินกับการวิ่งแล้วแถมร่างกายของเธอก็ดูจะแข็งแรงขึ้นสังเกตได้จากจำนวนครั้งที่เธอหยุดพักเหนื่อยน้อยลง หลังจากเนียวิ่งผ่านไปผู้คนก็พากันคิดว่าวันนี้คงหมดเพียงเท่านี้ ก็มีคนสองคนวิ่งมาในสภาพร่อแร่คนหนึ่งเป็นคนที่ไม่ว่าใครก็ตามในสลัมต่างจำได้ดีซึ่งก็คือเจค อีกคนเป็นผู้หญิงที่สวมชุดของผู้ชาย ทั้งสองคนต่างวิ่งไปสักพักหยุดแล้วเดินไปสักพักก็วิ่งต่อเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ
พ่อของจูนที่ยืนมองเหตุการณ์ทุกอย่างในบ้านตัวเองก็ได้แต่สงสัย เขาเคยถามเรื่องนี้กับลูกสาวของตนเธอตอบว่าที่เธอทำนั้นเป็นข้อตกลงที่ให้ไว้กับเออร์วิน พอเขาถามว่าได้ไปทำอะไรบ้างนอกจากวิ่งกับพวกเจค เธอก็ตอบว่าเรียนหนังสือแล้วก็ทานอาหาร ตอนแรกพ่อของเธอไม่เชื่อแต่พอเห็นว่าตอนนี้จูนสามารถอ่านออกเขียนได้ในระดับหนึ่งแล้ว เขาก็พูดไม่ออกเพราะตัวเขาเองแม้แต่ชื่อก็ยังเขียนไม่ได้ด้วยซ้ำ
ที่หน้าบ้านของเจคปรากฏร่างคนหลายสิบคนพากันนอนแผ่หลาหมดแรง เพียงแต่ว่ามีแค่ไม่กี่คนที่ยังคงมีสภาพเหมือนอยากจะอ้วกออกมา และรอนก็เป็นหนึ่งในนั้นขณะที่เขายืนเอามือยันกำแพงแถวนั้นแล้วอาเจียนลมอยู่นั้น บาสก็เดินมาลูบหลังเขาบอกว่า
“ไหวมั้ยเพื่อน โอ๋เอ๋โอ๋เอ๋ ไม่เป็นไรนะเพื่อนนะ” รอนหันไปมองตาขวางใส่อีกฝ่าย ถัดออกไปเป็นเดนิสที่ตอนนี้นั่งหลับตาพิงผนังอยู่ เขาพยายามหายใจช้า ๆ ลึก ๆ เป็นวิธีตามที่เออร์วินบอก จากภาพที่เห็นบ่งบอกได้ว่าในบรรดาพวกเขาทั้งสามศักยภาพทางร่างกายนับได้ว่ารอนด้อยที่สุด พวกเขาอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งจนรอนสภาพดีขึ้นเขาก็หันมามองรอบ ๆ ถามว่า
“ลูกพี่ยังวิ่งมาไม่ถึงอีกเหรอ”
บาสตอบเขาไปว่า
“ยังเลยว่ะ”
เดนิสก็พูดขึ้นบ้างว่า
“แปลกนะปกติลูกพี่จะวิ่งนำลิ่วมาถึงก่อนใครเพื่อน”
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังสงสัยอยู่นั้นก็มีร่างน้อย ๆ วิ่งเตาะแตะมาที่หน้าบ้านเจคก่อนจะลงนั่งหอบหายใจ เออร์วินก็เดินเข้าไปยิ้มให้เธอแล้วถามเธอว่า
“ไหวมั้ยครับคุณเนีย”
เนียสะดุ้งโหยงหันมามองเออร์วินร้องว่า
“อย่าเข้ามานะไอ้ปีศาจ”
เออร์วินยิ้มให้เธอถามว่า
“ดูห่างเหินจังเลยนะครับทีเมื่อวานยังนั่งคุยกันดีอยู่แท้ ๆ”
เนียหน้าแดงทันทีร้องว่า
“มะ มะ ไม่ใช่นะเป็นเพราะว่าเจ้าบอกว่าจะสอนเขียนคำศัพท์ใหม่ ๆ ให้ต่างหาก”
ขณะที่เนียกำลังพูดก็มีคนชี้นิ้วไปที่ทางที่วิ่งมาร้องว่า
“นั่นใช่ลูกพี่เจคมั้ยน่ะ”
ทุกคนต่างหันไปมองเห็นซอมบี้สองตัวเดินมาในสภาพร่อแร่ เจคกับเรเวนเดินมาไล่เลี่ยกัน สภาพของทั้งคู่ต่างล้วนตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แววตาเริ่มเหม่อลอยจนแทบจะเหมือนเดินละเมอขาสั่นเล็กน้อย ทั้งคู่เดินมาจนถึงลานหน้าบ้านก่อนจะทิ้งตัวลงนอนคว่ำกับพื้น
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างเงียบเป็นเป่าสากไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะปกติทั้งคู่จะไม่เป็นแบบนี้ แต่รอนที่ตอนนี้อาการดีขึ้นกลับสังเกตเห็นว่าที่ข้อมือและข้อเท้าของทั้งสองคนมีกำไลเหล็กสีดำใส่อยู่ เขาเดินเข้าไปลูบกำไลเหล็กที่อยู่บนข้อมือขวาของเจค คิ้วของเขาขมวดกันทันทีหันไปมองเออร์วินด้วยสายตาคาดคั้น แต่เด็กชายกลับยิ้มให้เขาบอกว่า
“คุณเจคเขาใส่มันด้วยความตั้งใจของเขาเองครับถ้าไม่เชื่อลองถามเขาดูก็ได้ครับ”
บาสกับเดนิสต่างเดินมาหารอนพากันถามว่ามีอะไร รอนตอบว่า
“ลูกพี่เจคเป็นแบบนี้เพราะเขาใส่กำไลเหล็กวิ่ง”
ทั้งสองคนที่ได้ยินดังนั้นต่างตาเบิกโพลงหันไปมองเออร์วินด้วยสายตาเอาเรื่อง แต่เด็กชายกลับเพียงยิ้มอย่างไม่กลัวเกรง
“แกต้องการทรมานเขา?”
บาสถามขึ้นแต่เออร์วินกลับตอบอย่างใจเย็นว่า
“ไม่ใช่หรอกครับคุณเจคเขาใส่มันด้วยตัวเองต่างหาก”
“โกหก!!!”
เดนิสตะโกนออกมาทำให้เหล่าพวกพ้องของเขาที่อยู่ในบริเวณต่างหันมามองเป็นตาเดียว บางคนเริ่มลุกขึ้นแล้วเดินมาร่วมยืนล้อมเออร์วิน ทว่าเด็กชายเด็กไม่มีทีท่าหวาดกลัวแต่อย่างใดเขากลับเดินไปที่ร่างของเจคที่ตอนนี้นอนอยู่กับพื้น ก่อนที่เท้าเตะไปที่หัวของเขาหนึ่งที ทั้งยังพูดด้วยว่า
“คุณเจคครับรบกวนตื่นมายืนยันหน่อยครับว่าผมไม่ได้บังคับคุณ”
พวกลูกน้องของเจคทุกคนที่ได้เห็นการกระทำของเขาก็พากันปากอ้าตาค้าง เนียที่เห็นดังนั้นก็รีบร้องว่า
“ไอ้ปีศาจหยุดรังแกลูกพี่เจคเดี๋ยวนี้นะ”
เนียทำท่าจะเข้าไปเอาเรื่องแต่กลับถูกอันนาคว้าตัวไว้แล้วลากออกมา
“เดี๋ยวเถอะอยู่นิ่ง ๆ สิ”
อันนาบอกเนียที่ยังคงดิ้นไม่เลิก ในบรรดาทุกคนมีเพียงจูนเท่านั้นที่รู้สึกสะใจเล็กน้อยกับการกระทำของเออร์วิน ก่อนที่ทุกคนจะทันได้พูดอะไรเจคก็เริ่มได้สติ
“อือ...”
ก่อนจะลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วยันตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งด้วยแขนอันสั่นเทาจนรอนกับบาสต้องเข้าไปประคอง
“ลูกพี่เป็นอะไรมั้ยครับ”
บาสถามขึ้นอย่างเป็นห่วงแต่เจคกลับยกมือขึ้นบ่งบอกว่าไม่เป็นอะไร เจคสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะเหลียวมองรอบด้านเห็นทุกคนในแก๊งต่างเข้ามารุมล้อมแล้วมองเขาด้วยสายตาเป็นห่วง เขารู้สึกผิดที่สร้างความกังวลให้ทุกคนเขาพูดอย่างอ่อนแรงว่า
“ไม่เป็นอะไรแล้วไม่ต้องเป็นห่วง”
เดนิสเดินเข้ามาหาเขามองไปที่กำไลเหล็กก่อนจะถามว่า
“ลูกพี่กำไลเหล็กนั่น...”
เจคมองไปที่ข้อมือของตนก่อนจะพูดว่า
“เจ้านี่น่ะเหรอมันเป็นตัวช่วยให้เก่งขึ้นน่ะ ใช่มั้ยล่ะ” เจคหันไปหาเออร์วินเด็กชายยิ้มให้เขาบอกว่า
“ตอนนี้ยังเป็นน้ำหนักเท่านี้ไปก่อนจนเมื่อคุณเริ่มชินกับมันแล้วผมก็จะเพิ่มน้ำหนักเข้าไปอีกครับ ตอนอยู่กับมันคุณอาจจะทรมานแต่เมื่อคุณได้ถอดมันออกและเริ่มฝึกการต่อสู้แล้วคุณจะรู้สึกทึ่งเพราะมันแน่ครับ”
“ฝึกการต่อสู้?” คำ ๆ นี้สะดุดใจของเจค
ในขณะที่คนอื่น ๆ ได้แต่ยืนงง รอนกลับนึกถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เออร์วินใช้หลบการโจมตีทักษะการใช้เรเปียร์ที่ไม่มีเวทย์มนต์มาช่วยเสริม เขาจึงถามขึ้นว่า
“การก้าวเท้านั่นกับการใช้เรเปียร์ก็เป็นทักษะการต่อสู้สินะ?”
เออร์วินพยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“ใช่ครับแต่นั่นเป็นแค่ผิวเผินเท่านั้น แต่ก่อนที่จะเริ่มฝึกทักษะการต่อสู้ได้นั้นสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ” เออร์วินหยุดพูดก่อนจะเดินเข้าไปเคาะที่ต้นแขนของเดนิสสองทีก่อนจะพูดต่อ “สร้างความพร้อมให้เจ้านี่ซะก่อนนะครับ”
“เหลวไหลเรื่องพรรค์นี้ไม่เห็นจะเคยได้ยินมาก่อน”
เดนิสร้องออกมาแต่รอนกลับพูดขึ้นอย่างใจเย็นว่า
“ไม่หรอกเป็นไปได้มากทีเดียวเลยล่ะ”
“รอน!!!”
บาสร้องทักแต่รอนพูดต่อว่า
“ที่เขาบดขยี้พวกเรารวมทั้งฆ่าเจ้ากอริลล่านั่นได้ก็เป็นการพิสูจน์แล้ว”
บาสแย้งทันที
“นั่นเป็นเพราะอาร์ติแฟกต์ต่างหาก”
เจคกลับพูดขึ้นทั้งที่ยังอ่อนแรง
“ไม่หรอกที่เขาทำได้ไม่ใช่เพราะอาร์ติแฟกต์หรอก”
“ “ลูกพี่เจค” ”
บาสกับเดนิสร้องเรียกพร้อมกันแต่เจคกลับถามเออร์วินว่า
“อีกนานมั้ยถึงจะเริ่มฝึกการต่อสู้”
เออร์วินยิ้มอีกฝ่ายแล้วตอบว่า
“ไม่นานหรอกครับแต่ผมขอเตือนก่อนว่า อย่าได้คิดว่าฝึกทักษะเหล่านั้นแล้วคุณจะเก่งเลยนะครับเพราะมันยังมีสิ่งที่เรียกว่าค่าประสบการณ์อยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถฝึกได้ต้องหาเอาจากในการต่อสู้จริงเท่านั้น”
เจคพยักหน้าแล้วไม่ได้พูดอะไรอีก เพราะเรื่องนี้อีกฝ่ายได้บอกเขาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าพลังที่เขาจะไขว่คว้ามานี้ไม่ใช่สิ่งที่คนครึ่ง ๆ กลาง ๆ จะทำได้ ถ้าอยากได้มันมาก็มีแต่ต้องดิ้นรนพยายามจนเลือดตาแทบกระเด็นเท่านั้น เขาไม่กลัวความยากลำบากที่เขากลัวคือการไม่มีหนทางให้ดิ้นรนเหมือนที่ผ่านมา ในเมื่อตอนนี้มีหนทางให้พัฒนาตัวเขาก็พร้อมที่จะลุยให้สุด
เออร์วินพูดต่ออีกว่า
“แต่ตอนนี้สิ่งที่คุณต้องทำก็คือเติมพลังงานให้ตัวเองครับ”