มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 52 ไล่สังหาร

    บทที่52 ไล่สังหาร

             

            เส้าเทียนอยู่ที่บ่อนพนันซึ่งฉากหน้าเปิดเป็นโรงน้ำชาขนาดใหญ่มันมาเสี่ยงโชคเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงชะตา เงินคือปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและประคองปณิธานของมันให้สืบต่อไปได้แต่ความโดดเด่นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในตัวของมันได้กระตุ้นเตือนให้เจ้าของโรงน้ำชาหรือบ่อนพนันแห่งนี้ต้องเคลื่อนไหว

             

            เส้าเทียนอยู่เมืองหลวงเพื่อรอที่จะเดินทางไปสู่ปริศนาร่วมกับเจ็ดพรรคใหญ่แล้วส่วนปู้ชิงเถาก็ยังคงหลบเลี่ยงแลคอยหลีกหนีการไล่ล่าของพรรคเอกยาจก เป้าหมายคือเมืองหลวงซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลมากทว่าขอทานจากพรรคเอกยาจกนับวันยิ่งเพิ่มพูน สิบคนที่เดินทางเพ่นพล่านไปมาหนึ่งในนั้นต้องมีขอทานจากพรรคเอกยาจกปะปนอยู่การเดินทางของปู้ชิงเถาจึงยากลำบาก เพราะหากร่องรอยมันถูกเปิดเผยอีก มีหวังมันมิอาจไปถึงเมืองหลวงตามกำหนดการหรือไม่ก็คงไม่มีโอกาสที่จะไปได้ถึงบึงลี้ลับได้ทันคนอื่นแน่

             

            ปู้ชิงเถามันเดินทางอย่างระแวดระวังทุกฝีก้าวจวบจนกระทั่งวันหนึ่งมีข่าวคราวหลุดลอยจากขอทานกลุ่มหนึ่งว่ามีคนพบร่องรอยของมันกับฮุ่ยจวินทางตอนเหนือของแคว้นทำให้กองกำลังส่วนใหญ่ของพรรคเอกยาจกซึ่งนำโดยผู้อาวุโสคนใหม่ได้ยกพลติดตามอย่างไม่ลดละ

             

            ได้รู้เช่นนั้นปู้ชิงเถาก็ทราบทันทีว่านี่ต้องเป็นแผนการของฮุ่ยจวินที่ล่อพวกมันเพื่อเปิดทางให้ตนได้ไปต่ออย่างสะดวกเพราะยิ่งรู้ก็ยิ่งบังเกิดความเป็นห่วงน้องร่วมสาบาน แต่พวกมันต่างตกลงกันเป็นมั่นเหมาะแล้วมิว่าใครหากสามารถไปสู่เป้าหมายได้ก็ให้ทำหน้าแทนแทนฝ่ายที่เหลือ เมื่อน้องร่วมสาบานมันเสียสละที่จะส่งตนไปยังเป้าหมายให้ง่ายดายขึ้นเช่นนี้มันก็จำต้องมิทำให้ความเสียสละของน้องร่วมสาบานสูญเปล่า

             

            เมื่อทางสะดวกหนทางสู่เมืองหลวงของปู้ชิงเถาจึงมิได้ยุ่งยากดั่งเช่นในช่วงเวลาที่ผ่านมา เช่นนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานมันก็บรรลุถึงเมืองหลวงแห่งแคว้นเว่ยแล้ว

             

            เส้าเทียนและปู้ชิงเถาตอนนี้ล้วนอยู่ที่เมืองหลวงแต่ทางด้านของฮุ่ยจวินมันกลับพบกับอุปสรรคที่หนาหนัก มันได้สร้างเรื่องเปิดทางให้แก่ปู้ชิงเถาเป็นเหตุให้ตอนนี้คล้ายกำลังตกอยู่ในวงล้อมของเหล่าขอทานพรรคเอกยาจกแล้วก็ปานมันมิอาจจะหลบหลีกหาช่องทางไปยังเมืองหลวงได้ เพราะทุกกระเบียดนิ้วล้วนมีพรรคเอกยาจกเฝ้าระวังแลป้องกันทั้งสิ้น

             

            ฮุ่ยจวินจึงเลือกที่จะมุ่งขึ้นเหนือของแคว้นอาศัยผืนป่าที่ดกครึ้มแลแผ่ขยายจรดไปอีกแคว้นเป็นที่หลบหลีกอำพรางกาย ตามการคำนวณของมันหากมิถูกพัวพันจนเกินไปมันยังอาจติดตามทันขบวนผู้กล้าซึ่งถูกรวบรวมโดยเจ็ดพรรคใหญ่ที่เมืองหลวงได้

             

            แต่สิ่งที่มันคิดมิง่ายดายเหล่าขอทานแห่งพรรคเอกยาจกที่นำโดยผู้อาวุโสคนใหม่ของพวกมันนับว่ารัดกุมแลดำเนินการรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นยิ่งนักมันเคยประมาทและถูกเล่นงานจนเสียท่าอย่างสาหัส กลับมาครานี้มันจึงรอบคอบพร้อมกับมีความตั้งใจที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะสังหารคนทั้งสองให้ตกตายอย่างเด็ดขาด!

             

            ขอทานจากพรรคเอกยาจกไล่ติดตามหลังฮุ่ยจวินไปติดๆการค้นหาของพวกมันมิต่างจากการปูพรม ขอทานซึ่งมีหน้าที่แกะรอยฝีเท้าก็ทำหน้าที่อย่างไม่ตกหล่นทุกเส้นทางที่ฮุ่ยจวินมุ่งไปล้วนมิพ้นสายตาของมันแม้เพียงนิด

             

            ยิ่งติดตามยิ่งเข้าใกล้ประการสำคัญ นกพิราบสื่อสารที่โผบินบนฟากฟ้าได้บรรลุไปถึงกลุ่มขอทานของพรรคเอกยาจกที่ประจำการอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นเพื่อให้ปูพรมโอบล้อมลงมาอีกทางแล้ว

             

            ต่อให้ฮุ่ยจวินมีปีกบินได้ชายหนุ่มก็มิอาจหลุดพ้นจากสายตาของพวกมัน

             

            ฮุ่ยจวินถึงคราววิกฤติมันคนเดียวที่มิได้มีพลังวิเศษจะสู้กับกองกำลังคนทั้งพรรคได้อย่างไร ตอนแรกชายหนุ่มไม่คิดว่ากองกำลังของขอทานพรรคเอกยาจกจะมากมายถึงเพียงนี้พอได้มาประสบกับตัวเองมันถึงได้รู้ว่าแม้แต่ขอทานยังมีพลังอำนาจที่ครอบคลุมได้ทั่วทั้งแคว้นเช่นนั้นการจะเปลี่ยนแปลงโลกที่มีปลาใหญ่กินปลาเล็กเห็นทีจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าที่มันจินตนาการแน่แท้

             

            หลบหนีจนมาถึงเขาลูกเตี้ยๆกลางป่าใหญ่ สำรวจดูพบว่าเขาแห่งนี้มีความลาดชัน สามารถขึ้นลงได้แค่ช่องทางเดียว อีกทั้งที่ด้านบนเหมือนจะมีหินน้อยใหญ่เรียงรายอยู่จำนวนมากฮุ่ยจวินจึงได้คิดแลรีบมุ่งหลบขึ้นสู่ยอดเขาแห่งนี้ไปในทันที แม้กองกำลังขอทานจะติดตามมาติดๆแต่มิใช่ว่าจะมาถึงโดยพลัน จึงยังพอให้ฮุ่ยจวินได้เตรียมการบางอย่างเพื่อรับมืออยู่บ้างจนกระทั่งเวลาล่วงเลยมา เสียงย่ำฝีเท้าของผู้คนจำนวนมากก็ดังก้องไปทั้งป่า เหล่าขอทานจากพรรคเอกยาจกพร้อมคบเพลิงนำทางจำนวนมากได้มาถึงหน้าเนินเขาพวกมันสำรวจพบมีร่องรอยของคนขึ้นไปยังที่แห่งนี้ เช่นนั้นผู้นำทางจึงมั่นใจว่าตนได้สะกดรอยแลนำทางมาอย่างไม่ผิดพลาด

             

            “ท่านผู้อาวุโสร่องรอยของพวกมันสิ้นสุดอยู่ที่นี่ นั่นย่อมหมายความว่าพวกมันหลบขึ้นไปยังด้านบนยอดเขา"

             

            ผู้อาวุโสแห่งพรรคเอกยาจกผู้นั้นมองขุนเขาที่เปรียบดั่งจุดอับก็แสยะยิ้ม

            “หมดหนทางแล้วสินะ"

             

            ตอนนี้ขอทานจากพรรคเอกยาจกที่ถูกระดมพลมาได้ปูพรมเข้าหาจนจรดกันล้อมรอบภูเขาเตี้ยลูกนี้ไว้แล้วเช่นนั้นไม่มีทางหนีใดที่คนบนเขาจะรอดได้

             

            เสียงที่เปล่งอย่างกึกก้องของผู้อาวุโสพรรคเอกยาจกซึ่งก็คือจื่อจิ้งได้สะท้อนสะท้านไปทั้งป่า

            “พวกเจ้าหมดหนทางที่จะหนีแล้วจะยอมลงมาตายเสียโดยดี หรืออยากทำให้ตนต้องตกตายอย่างทรมาน"

             

            ไร้เสียงตอบรับจากด้านบนของยอดเขามีเพียงการเคลื่อนไหววูบหนึ่ง หินขนาดใหญ่ที่อยู่บนยอดเขาจำนวนมากก็กลิ้งขลุกๆ ลงมาอย่างรวดเร็ว!

             

            หินเหล่านี้ไร้ความคาดเดาทิศทางการกลิ้งตกก็ยากรับรู้ การหมุนตกก็ยิ่งรุนแรงตามระยะทางและความชันของเขา เพียงวิ่งเฉียดผ่านลงมาก็ทำให้เหล่าขอทานแห่งพรรคเอกยาจกต้องบังเกิดความระส่ำรีบหลบหลีกหนีตายอย่างเสียขบวน หินก้อนใหญ่ที่กลิ้งลงมาจึงเฉียดผ่านพวกมันไปไกล สร้างอาการบาดเจ็บและรอยกระแทกที่สาหัสแก่พวกมันอยู่มิน้อย

             

            จื่อจิ้งคำรามเสียงดัง

            “หากหินด้านบนหมดดูซิพวกเจ้าจะเล่นลูกไม้ใดอีก!”

             

            เพียงสิ้นคำกล่าวมันก็พบว่ามีท่อนไม้ทั้งเล็กใหญ่ ทั้งแห้งเหี่ยวและสดอยู่ไถลลงมาตามเนินเขาลาดชัน รุกไล่ให้เหล่าขอทานต้องร่นถอยไปไกลกว่าที่เคย  เมื่อถูกรุกไล่เล่นงานด้วยจำนวนคนแค่สองคนจื่อจิ้งมันก็บังเกิดโทสะ สั่งการคนของตนระดมยิงธนูเปลวเพลิงหมายสังหารคน หรือไม่ก็แผดเผาพวกมันท่ามกลางกองเพลิงให้ตกตายทันที

             

            บนท้องนภาที่กำลังมืดดำจึงปรากฏเปลวเพลิงสีแดงฉานที่แต่งแต้มราวกับบุปผาอันเด่นชัด บุปผาเพลิงเหล่านี้ตกลงยังด้านบนของยอดเขาเกิดการลุกไม้ต้นไม้ ใบหญ้าจนปรากฏแสงอันโชติช่วง

             

            เมื่อแสงสาดส่องบนยอดเขาค่อยเห็นเงาของคนสองผู้ยืนอยู่ ท่ามกลางเปลวเพลิงท่าทีของพวกมันยังคงนิ่งสงบราบเรียบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นถูกห่าธนูและเปลวเพลิงโอบล้อมพวกมันก็หาได้สะท้านสะเทือนไม่ และนอกเหนือจากความนิ่งสงบของเงาร่างทั้งสองที่อยู่เบื้องบนบนทางลาดชันที่สามารถขึ้นสู่ยอดเขาได้ทางเดียวก็มีก้อนหินอีกระลอกใหญ่ได้ถูกปลดปล่อยให้กลิ้งครืนลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดินสร้างความเจ็บปวดแลสาหัสแก่ขอทานพรรคเอกยาจกนัก จนพวกมันมิอาจฝ่าขึ้นไปบนยอดเขา กอปรกับรูปแบบขบวนของพวกมันก็เริ่มจะรวนเรไม่มั่นคงดั่งตอนแรก

             

            “ระดมยิงมันเข้าไปมิว่าจะร่างพรุน หรือเหลือแต่เถ้าถ่าน ก็ต้องเอาศพของมันกลับไปให้ท่านประมุขได้เห็น!”

             

            คำสั่งของจื่อจิ้งเด็ดขาดนักการล้อมโจมตีคนที่อยู่ด้านบนจึงยิ่งดุเดือด พวกมันไม่เสียดายที่จะปลดปล่อยลูกธนูจำนวนมากเข้าใส่เงาร่างทั้งสองด้านบนแม้เพียงนิดไม่เสียดายเวลาที่ปิดล้อมอยู่ในที่แห่งนี้จนค่ำคืนล่วงเลยผ่าน เมื่อพวกมันโจมตีจนเป็นที่แน่ใจแล้วว่าคนที่ด้านบนมิอาจตอบโต้ลงมาอีกและเมื่อมั่นใจแล้วว่าการโจมตีอันมืดฟ้ามัวดินของพวกตนย่อมไม่มีสิ่งมีชีวิตที่ไร้พลังปาฏิหาริย์ต่อต้านอยู่เมื่อมิอาจต้านย่อมหมายถึงได้ตายแล้ว เมื่อตายแล้วพวกมันจึงระดมพลขึ้นสู่เนินเขาสูงไป

             

            วันนี้ในที่สุดภารกิจสังหารล้างสายเลือดสุดท้ายของอดีตประมุขพรรคเอกยาจกก็ได้สิ้นสุดแล้ว

     

            จื่อจิ้งควบม้าตะบึงนำหน้าเหล่าบริวารขึ้นสู่จุดยอดเขาที่เห็นสองร่างยืนตระหง่านอยู่มองจากที่ไกลจะเห็นลูกธนูปักแทงบนร่างทั้งสองจนแทบจะไม่เหลือช่องว่างใดอีก ต่อให้เป็นผู้มีพลังปาฏิหาริย์ก็คงมิอาจรักษาชีวิตเช่นนั้นมิต้องเอ่ยก็ทราบว่าร่างที่ยืนตระหง่านแลถูกปักไปด้วยลูกธนูเต็มร่างคงได้ตกตายไปแล้ว

             

            “เอาซากศพของพวกมันไป"

             

            จื่อจิ้งกล่าวด้วยอารมณ์ที่ราบรื่นยินดี แต่ทว่าพอมันได้มองเห็นร่างที่ยืนแน่นิ่งท่ามกลางลูกธนูที่ปักตรึงอย่างชัดตามันก็พลันเบิกตาโพลงแล้วลั่นวาจาออกมาทันที

            “อะไร!”

             

            ที่แท้สองร่างที่ยืนตระหง่านกลางดงลูกธนูกลับเป็นเสาไม้สองต้นตั้งตระหง่านเท่าร่างของมนุษย์โดยรอบท่อนไม้ถูกโอบไปด้วยดินเหนียวจึงทำให้เกิดการทนไฟมิได้ถูกแผดเผาไปพร้อมกับป่าด้านบนและยิ่งเวลาตอนกลางคืนที่มีแสงสลัวและเงามากมาย ร่างทั้งสองนี้จึงลวงตาคนได้อย่างดียิ่ง

             

            แต่ที่ลวงคนได้ดีที่เป็นสุดก็คือแผนการที่ฮุ่ยจวินเตรียมไว้รับมือและถ่วงเวลาเหล่าขอทานพรรคเอกยาจกนี่ต่างหาก!

             

            ไม่มีใครรู้ว่าเป็นตอนใดที่คนทั้งสองหลบหนีไปได้เพราะตลอดค่ำคืนพวกมันได้โอล้อมเขาที่มีทางขึ้นลงทางเดียวนี้ไว้อย่างแน่นหนา แม้มีปีกบินขึ้นฟ้าก็ยังมิอาจหลบรอดจากสายตาแล้วมันอาศัยวิธีการใดเพื่อหลุดรอดจากสายตาของทุกคน

             

            บนเขาก็ไม่มี บนอากาศก็ไม่ปรากฏเมื่อไม่มีสิ่งใดผิดปกติยอมเป็นไปไม่ได้ที่พวกมันจะหายตัว

             

            คิดมาถึงตรงนี้จื่อจิ้งก็ปรากฏสีหน้าเหย๋เกรเมื่อรู้ว่าตนได้พลาดท่าเป็นรอบที่สองมันรีบหันไปมองยังก้อนหินใหญ่เล็กที่กองระเนระนาดใกล้ไกลจากเนินเขาเนื่องเพราะถูกกลิ้งโจมตีลงมาตั้งแต่เมื่อคืน

             

            “หรือว่า………”

             

            ฮุ่ยจวินกลับอาศัยก้อนหินใหญ่ที่พุ่งโจมตีลงมาเป็นที่กำบังแลหลบรอดจากสายตาของเหล่าขอทาน!

             

            จื่อจิ้งฟาดฝ่ามือเข้าใส่ท่อนไม้สองต้นที่ตั้งตระหง่านรับลูกธนูทั้งยังล่อหลอกให้พวกมันต้อหลงกลเสียเวลาตลอดทั้งคืนนี้

            “ตัวบัดซบข้าจะฉีกร่างเจ้าเป็นชิ้นๆ!”

             

            อาศัยเพียงเวลาชั่วธูปไหม้ฮุยจวินกลับคิดแผนหลบหนีและล่อหลอกศัตรูได้อย่างแยบคายมันอาศัยสมรภูมิที่มีเปรียบ อาศัยยามราตรีที่มืดสลัว และอาศัยการสร้างหุ่นเสมือนดึงดูดความสนใจและอาศัยการโจมตีเป็นประตูสู่การหลบหนีให้คนมิคาดฝัน ซึ่งเพียงเสี้ยววินาทีที่มันดำเนินแผนมันก็หลบหนีจากกองกำลังที่โอบล้อมจำนวนมากได้ในพริบตา บีบให้เหล่าขอทานต้องเสียทรัพยากรเสียกำลังคนที่ประจำอยู่ตามจุดต่างๆ ประการสำคัญยังดึงเวลาให้พวกมันมิอาจติดตามตนได้ทันง่ายๆนี่นับเป็นการแก้ไขปัญหาอันคับขันเฉพาะหน้าได้อย่างหมดจดไร้ที่ติ

             

            ฮุ่ยจวินหลบหนีย้อนกลับมาทางเดิมตั้งแต่เมื่อคืนแต่เหล่าขอทานพรรคเอกยาจกกลับพึ่งรู้ตัวในตอนสาย เช่นนั้นกว่าจะตามพบร่องรอยได้อีกคราก็คงมิทันการณ์อีกต่อไป

             

            ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆายังคงใช้ออกอย่างต่อเนื่องครานี้ชายหนุ่มมันไม่สนว่าจะสิ้นเปลืองพลังลมปราณมากมายหรือไม่ มันสนเพียงแค่ต้องหลบหนีแลไม่ทิ้งร่องรอยให้ได้มากที่สุดเท่านั้น

             

            ร่างที่วูบไหวราวหมอกมายาจึงเคลื่อนผ่านป่าใหญ่ทางตอนเหนือไปนานแล้วคนใกล้ที่จะบรรลุถึงเมืองหลวงอย่างเต็มที ทางที่มันมุ่งไปยังคงอ้อมไปทางป่านอกเมืองเพื่อความไม่ประมาททว่าขณะกำลังจะเคลื่อนผ่านศิลาแผ่นใหญ่ก้อนหนึ่ง มันก็พลันชนเข้ากับร่างในชุดคลุมปกปิดที่มิทราบว่าพุ่งสวนมาจากทิศทางใดอย่างเต็มแรงพอดี

             

            ทำให้ฮุ่ยจวินต้องผงะล้มกลิ้งคืนกลับหลังสองมือรีบตั้งกระบวนท่าในเคล็ดวิชาท่องไพศาลทั้งที่กำลังจะเสียหลัก ส่วนร่างในชุดคลุมปกปิดเองก็ไถลไปตามพื้นพร้อมกับโลหิตที่พ่นออกมาเป็นฟูฝอยห่าใหญ่

             

            เมื่อเงาร่างเลือนหายภาพภายใต้ชุดคลุมปกปิดก็ปรากฏให้เห็น มันผู้นี้เป็นบุรุษชราที่มีท่าทางบาดเจ็บสาหัสเป็นอย่างมากอาการสาหัสที่เกิดขึ้นนี้ย่อมมิใช่เกิดจากการบังเอิญชนกันอย่างเต็มแรงเมื่อครู่

             

            แต่คงเป็นเพราะก่อนหน้านั้นมันได้ถูกไล่สังหารมา!

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน