Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์

    ตอนที่ 48 สมรภูมิรอยสลักวิญญาณ

    BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
    ตอนที่ 48 สมรภูมิรอยสลักวิญญาณ
    หลินสวินหยิบป้ายคำสั่งนั้นออกมาพิจารณามันหลอมขึ้นมาจากหยกชนิดพิเศษ จารึกรอยสลักวิญญาณนูนอย่างประณีต และมีน้ำหนักประมาณหนึ่งอีกด้านหนึ่งของป้ายจารึกอักษรสละสลวยสามคำว่า ‘อัครการค้า’ หากหลินสวินเดาไม่ผิด รอยสลักวิญญาณนั่นคงเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของอัครการค้าเป็นแน่“ป้ายคำสั่งนี้คงช่วยให้ข้ารอดพ้นจากปัญหาได้เยอะทีเดียว”หลินสวินค่อยๆ เก็บมันเข้าไปในแหวนเก็บของ พลางคิดถึงการนำสินค้าและวัตถุดิบวิญญาณไปแลกเปลี่ยนที่เผ่าอาทิตย์มรกตหลายวันก่อน เถ้าแก่ใหญ่แห่งร้านสมุนไพรตระกูลอู๋อย่างอู๋เฮิ่นสุ่ยเพิ่งถูกซย่าจื้อสังหารไป หลินสวินเชื่อว่าลูกน้องของเขาไม่มีวันปล่อยให้เรื่องนี้จบไปง่ายๆ แน่บางทีป้ายคำสั่งของอัครการค้านี่อาจจะช่วยคลี่คลายปัญหาที่ยังไม่ตั้งเค้า ที่เขาอาจจะมีต่อพวกร้านสมุนไพรตระกูลอู๋ได้“อย่างไรเสีย ข้าก็ต้องไปเผ่าอาทิตย์มรกตอยู่ดี” หลินสวินเอ่ยพลางครุ่นคิดเผ่าอาทิตย์มรกตเป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้ตงหลินมากที่สุดในหมู่เขาสามพันคีรี ตามที่หัวหน้าหมู่บ้านเซียวเทียนเริ่นกล่าวไว้ ที่นั่นเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากเหตุที่หลินสวินต้องไปที่นั่นหาใช่เพียงเพื่อความอยู่รอดในภายภาคหน้าของชาวบ้านเฟยอวิ๋น แต่เพื่อการฝึกปราณของตัวเขาเองด้วยทว่ายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่หลินสวินต้องทำให้สำเร็จก่อนเดินทางไป เขาต้องผ่านบททดสอบที่สองแห่งทางเดินเมฆาหยกในโถงมรรคาสวรรค์ให้ได้เสียก่อน!...ซย่าจื้อตื่นขึ้นมากลางดึก ครั้นนางเดินออกมาจากห้อง ก็เห็นหลินสวินกำลังง่วนอยู่ในครัว หลังจากเงียบอยู่นานนางก็เอ่ยขึ้น “หลินสวิน ข้าอยากแข็งแกร่งกว่านี้”หลินสวินสะดุ้งโหยง เขารีบจัดอาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จลงบนโต๊ะ แล้วถามซย่าจื้อที่บัดนี้มีสีหน้าจริงจัง “ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน”ซย่าจื้อตอบ เม้มปากเล็กน้อย “ข้าก็ไม่รู้”แม่นางน้อยยังคงสงบนิ่งอย่างทุกครั้ง ทว่าในดวงตาดำขลับของนางกลับปรากฏประกายความแน่วแน่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนหลินสวินเงียบไปครู่หนึ่ง ครุ่นคิดว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนที่เขาจะเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น จึงเอ่ยออกไป “บุรุษและสตรีสองคนนั้นไม่ใช่คนเลวร้ายหรอกนะ”ซย่าจื้อส่ายศีรษะปฏิเสธ “ข้าไม่รู้หรอกว่าใครดีใครเลว ข้ารู้เพียงแค่ข้าจะกลายเป็นฝ่ายถอยทันทีที่ต้องเผชิญหน้ากับคนที่แข็งแกร่งกว่า และข้าไม่ชอบให้ตัวเองเป็นฝ่ายถอย”หลินสวินพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว”เขาเข้าใจจริงดังที่บอกไป มุมมองที่ซย่าจื้อมีต่อโลกใบนี้อาจจะธรรมดาสามัญมาก แต่นางมีสัญชาตญาณและการหยั่งรู้ในตัวเองที่เฉียบคม นางรู้แน่ชัดว่านางต้องการอะไรอย่างเช่นวันนี้ ขณะที่พวกคุณชายใหญ่สือซวนมาถึง ซย่าจื้อก็ยอมทิ้งอาหารจานโปรดไว้เบื้องหลัง แล้วรีบหนีหายเข้าบ้านไปตอนนั้นนางคงตระหนักดีว่าฝีมือตัวเองไม่อาจเทียบสือซวนได้ จึงเลือกที่จะเลี่ยงหลบออกไปแทนหลินสวินตักข้าวใส่ชามให้นางพลางถาม “แล้วเจ้าวางแผนจะทำอย่างไร”ซย่าจื้อหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนตอบ “ข้าอยากสู้! ถ้าข้าได้สู้กับคนที่แข็งแกร่ง ข้าก็จะแข็งแกร่งกว่าเดิมเร็วขึ้น”ดวงตาของหลินสวินกระตุก เขาไม่ได้คาดหวังว่านางจะตอบเช่นนั้น ทำให้เขาอดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ เพราะมันเป็นวิธีเสริมสร้างความแข็งแกร่งที่สิ้นหวังเหลือเกินหากมีอาจารย์ชี้แนะ หากมีเคล็ดวิชาร้ายกาจสืบทอดต่อกันมา หากมีทรัพยากรในการฝึกปราณมาก ใครเล่าจะเลือกวิธีประมือกับคนอื่นเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นน่าเวทนานักที่ทั้งซย่าจื้อและหลินสวินเป็นเสมือนเด็กกำพร้า ทำได้เพียงพึ่งพาตัวเองเท่านั้นหลินสวินตัดสินใจได้ในที่สุดจึงกล่าวขึ้น “เรื่องนี้พักไว้ชั่วคราวก่อนค่อยมาคุยกันอีกครั้ง อีกไม่กี่วันเดี๋ยวข้าจะให้คำตอบ”ซย่าจื้อพยักหน้านางไม่เคยกังขาในการตัดสินใจของหลินสวิน ด้วยเพราะไว้ใจเขาอย่างหมดหัวใจและก็เพราะความไว้ใจอีกเช่นกันที่ทำให้หลินสวินตัดสินใจว่าหลังจากเรื่องทุกอย่างที่หมู่บ้านเฟยอวิ๋นเข้าที่เข้าทาง เขาจะต้องพานางไปเมืองตงหลิน เพื่อหาแหล่งฝึกวิชาที่ดีที่สุดให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสักเท่าไหร่ หลินสวินไม่อยากให้นางต้องต่อกรกับศัตรูที่ทรงพลังหน้าไหนอีกแล้ว มันอันตรายเกินไป...สามวันผ่านไปซย่าจื้อนอนหลับสนิทตลอดคืน แสงดาวส่องลอดหน้าต่างเข้ามากระทบใบหน้างดงามหลับตาพริ้มของนาง ทอประกายความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาในอากาศหลินสวินนั่งขัดสมาธิอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาไร้อารมณ์ประดุจบ่อน้ำที่ไร้แรงกระเพื่อมในภาพนิมิตของเด็กหนุ่ม กระแสความคิดมากมายไหลบ่าเข้าสู่ประตูสีเลือดลึกลับที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน ประตูนั้นมีชื่อเรียกว่าประตูสวรรค์เวลาผ่านไปไม่นาน สัมผัสที่เคยคุ้นก็เข้าโอบล้อมรอบตัวเขา ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ท่ามกลางอวกาศอันเวิ้งว้างที่หมู่ดาวคล้อยเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา ชั่วครู่เดียวเขาก็ปรากฏกายอยู่กลางอวกาศอันลึกลับแห่งนั้นอีกครั้งทางเดินเมฆาหยกทอดยาวเหยียดออกไป สู่ปลายอีกด้านซึ่งมีประตูสวรรค์อันลึกลับตั้งตระหง่านอยู่หลินสวินยืนอยู่บนทางเดินนั้น มองทุกอย่างรอบตัวแล้วก็อดถอนใจไม่ได้ “โถงมรรคาสวรรค์นี่ ใครเป็นคนสร้างกันนะ”หลินสวินรู้สึกถึงความวูบไหวอันไม่มีที่มากระจายไปทั่วร่าง ก่อนที่เสียงเย็นเยียบไร้ความรู้สึกจะดังขึ้น“ผู้กล้า บททดสอบที่สองมีชื่อว่า ‘หลอมกาย’ และท่านมีโอกาส 108 ครั้งที่จะผ่านบททดสอบให้ได้ หากไม่ผ่านการทดสอบในแต่ละครั้ง ท่านจะต้องรออีกสามวันจึงจะเข้ามาทดสอบใหม่ได้ โถงมรรคาสวรรค์จะปิดตัวลงอีกครั้งหากท่านทำบททดสอบพลาดครบ 108 ครั้ง”“เข้าใจแล้ว เริ่มกันเลย”หลินสวินสงบนิ่ง ประกายความแน่วแน่ฉายชัดในดวงตากระจ่างลุ่มลึกของเขา“บททดสอบเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้”ม่านแสงสว่างวาบขึ้นเหนือทางเดินเมฆาเขียวพร้อมส่งเสียงดังออกมา ภายในม่านแสงนั้นปรากฏภาพเป็นเหมือนมหาสมุทรกำลังท่วมทะลักและแปรปรวนรุนแรงทันใดนั้นเกลียวน้ำวนขนาดใหญ่ก็ผุดขึ้นมากลางม่านแสงโดยที่หลินสวินยังไม่ทันตอบสนองอะไร เกลียวคลื่นนั้นประดุจหลุมดำที่สูบเอาร่างของเขาเข้าไปข้างในในพริบตา“บททดสอบหลอมกายเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้”“สถานที่แห่งนี้คือสมรภูมิรอยสลักวิญญาณ... น้ำตกพันขั้น!”“ท่านจะผ่านการทดสอบ หากสามารถฝ่าน้ำตกนับพันขั้นขึ้นไปจนถึงยอดเขาได้”...ซย่าจื้อเบิกตาโพลงขึ้นจากนิทรา และหลับตาลงอีกครั้งครั้นเห็นว่าหลินสวินนั่งขัดสมาธิอยู่ในความมืดของห้องนั้นไม่ทันไรนางก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง สีหน้าว่างเปล่า ด้วยเพราะหลินสวินหายตัวไปจากการรับรู้ของนาง ราวกับระเหยไปไม่มีแม้ลมหายใจหลงเหลือ...กระนั้น ครั้นซย่าจื้อเห็นว่าหลินสวินยังนั่งอยู่ตรงหน้า นางก็เป็นอันต้องงงงวย และเบิกตากว้างเพ่งมองเด็กหนุ่มอยู่นานสองนาน นางปิดเปลือกตาลงอีกครั้งและหลับต่อหลังจากแน่ใจว่าเขายังอยู่ตรงนั้นทว่าทั้งที่ตาปิดอยู่นั้นเอง ซย่าจื้อกลับสัมผัสไม่ได้ถึงลมหายใจของหลินสวินเลย นางรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างน่าประหลาดเป็นครั้งแรกใช้เวลานานทีเดียวกว่าที่แม่นางน้อยจะกลับเข้าสู่นิทราสนิทอีกครั้ง...เสียงครืนครันของสายน้ำคำรามดังขึ้นที่ข้างหูหลินสวินครั้นลืมตาขึ้น เขาก็พบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอันท่วมท้นและเชี่ยวกราก ซึ่งตัดแบ่งผืนฟ้าออกไปไกลโพ้นตรงนั้นปรากฏมีภูเขาเด่นตระหง่านสูงเสียดฟ้าตั้งอยู่ห่างไปไม่ถึงพันจั้ง กระแสน้ำจากขั้นน้ำตกขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายมังกรขาวหลั่งไหลลงมาจากยอดเขา สู่ผิวมหาสมุทรเบื้องล่าง ก่อให้เกิดกระแสคลื่นและแรงกระเพื่อมมหาศาลหากมองจากที่ไกลๆ มันดูคล้ายกับ ‘ภูผาวารี’ อันตระการตาด้วยบรรดาน้ำตกนับพันขั้นที่ลดหลั่นกันมาจากยอดเขาขณะเดียวกันนั้น รายละเอียดบททดสอบก็แวบผ่านเข้ามาในหัวของเขาอีกครั้ง ย้ำว่าเขาต้องปีนสวนกระแสน้ำตกขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อผ่านการทดสอบนี้หลินสวินมีสีหน้าลำบากใจขึ้นในบัดดล สำหรับผู้ฝึกปราณขั้นที่สี่ของระดับกำลังภายในอย่างเขา ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะปีนขึ้นไปบนภูเขานั่น ความท้าทายที่แท้จริงคือจะสวนกระแสน้ำตกที่พรั่งพรูลงมาได้อย่างไรไม่มีทางไหนให้หลบหลีกได้เลยหลินสวินพินิจภูผานั่นโดยละเอียด ก็พบว่ามันสูงชันเป็นอย่างยิ่ง น่ากลัวว่าจะสูงถึงพันจั้ง ทั้งยังมีกระแสน้ำตกอย่างหนักหน่วงลงมาจากยอดเขาประหนึ่งมังกรวารีคำราม หากประสงค์จะขึ้นไปบนยอดเขา ไม่มีทางหลบแรงหวดของพวกมันได้เลยหลินสวินมีโอกาส 108 ครั้ง อาจจะดูเหมือนเยอะ แต่หลินสวินแน่ใจว่านั่นแสดงให้เห็นถึงความหฤโหดขั้นสุดของแบบทดสอบนี้ เขาจึงไม่อยากลองใช้โอกาสไปสุ่มสี่สุ่มห้า“บางทีกุญแจสำคัญของบททดสอบนี้อาจจะอยู่ที่การต้านแรงน้ำที่ตกลงมา ส่วนการปีนเขาก็ต้องอาศัยความมั่นคง หากหล่นลงมาก็เป็นอันว่าไม่ผ่านการทดสอบ”“บททดสอบนี้ถึงได้ชื่อว่าหลอมกาย บางทีข้าอาจจะต้องใช้พลังกายในการผ่านบททดสอบนี้ ส่วนพลังวิญญาณ... เห็นทีจะไม่มีประโยชน์สำหรับด่านนี้”หลินสวินก้าวไปข้างหน้า แล้วก็พบว่าร่างของเขาไม่จมทั้งที่กำลังยืนอยู่บนผิวน้ำ ทั้งที่เขาเองก็ยังเหาะเหินเดินอากาศไม่ได้ แต่กลับรู้สึกไม่ต่างอะไรจากยืนอยู่บนพื้นดินอาจจะเป็นคุณสมบัติพิเศษของสมรภูมิรอยสลักวิญญาณแห่งนี้ก็เป็นได้ หลินสวินไม่มัวแต่คิดมากหรือเร่งรีบปีนป่ายขึ้นไปบนภูเขา แต่กลับใช้เวลาหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ไปกับการสังเกตภูเขาแห่งนั้นจนทั่วครั้นแน่ใจแล้วว่าไม่มีทางลัดให้เลี่ยงไปได้ หลินสวินจึงค่อยก้าวไปยังตีนเขาด้วยความระมัดระวังกระแสน้ำตกพรั่งพรูลงมาจากภูเขาด้วยความเร็วเหลือเชื่อประดุจมังกรคำราม ตกกระแทกผืนน้ำกลายเป็นคลื่นนับหมื่นพันแค่ยืนอยู่ที่ตีนเขาหลินสวินก็รู้สึกได้ถึงแรงกดอันน่าอึดอัดแล้ว เขาพยายามใช้พลังวิญญาณจากข้างในต้านทานมัน แต่ก็พบว่าทำไม่ได้ ราวกับพลังวิญญาณของเขาถูกปิดผนึกไว้ยิ่งชัดเจนไปกันใหญ่ว่าจุดประสงค์ของบททดสอบนี้ เพื่อทดสอบพลังแห่งการ ‘หลอมกาย’ โดยแท้จริง!หลินสวินสูดหายใจลึกแล้วเชิดหน้าขึ้น ครั้นมองขึ้นไปเห็นทิวทัศน์อันตระการตา หัวใจของเขาก็พองโตไปด้วยความทะนงตนจะน่าปลาบปลื้มสักเท่าใดกัน หากเขาสามารถพิชิตยอดเขานี้ได้ ว่าแล้วเขาก็ก้าวขึ้นไปทันที!โดยไม่รอช้า หลินสวินรวบรวมพลังกายทั้งหมดไว้จนถึงขีดสุด จนกล้ามเนื้อและกระดูกของเขาเขม็งเกลียวเป็นคันศร ก่อนก้าวเท้าขึ้นไปเหยียบยังหินขรุขระก้อนแรกตรงตีนเขาชั่วขณะนั้นเอง น้ำตกทะลักลงมาใส่ร่างของหลินสวินจนเกือบดันร่างเขากระเด็นออกไปแรงกระแทกนั้นทรงพลังยิ่งกว่าแรงหวดของผู้ฝึกปราณขั้นที่สามของระดับกำลังภายในด้วยซ้ำ!หลินสวินถึงกับชะงักไป เขาจิกปลายเท้าลงกับผิวหน้าของหินก้อนนั้นแน่นราวกับกรงเล็บเหล็ก ด้วยทักษะการใช้พลังอย่างชำนาญ เขาจึงยังทรงตัวอยู่ได้แต่กระนั้น เขาก็ยังต้องฝืนทนต่อแรงกระแทกของน้ำตกในทุกวินาทีที่ผ่านไป ซึ่งรู้สึกไม่ต่างอะไรจากการถูกหวดด้วยค้อนยักษ์ สร้างความเจ็บปวดที่มากเกินทนไหวหลินสวินรู้ดีแก่ใจว่าเขาไม่อาจยอมแพ้ เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ บททดสอบนี้มีอันจบเห่แน่เขากัดฟันกรอดแล้วเหยียดแขนออกต้านแรงจากน้ำตก จิกนิ้วมือทั้งหมดลงไปกับผาหิน แล้วกระโจนปีนป่ายสูงขึ้นไปโครม! โครม!ฉับพลันกระแสน้ำตกสองสายก็โถมเข้าใส่เขาติดต่อกัน แรงนั้นกระแทกร่างของเขาลอยหวือออกไปก่อนที่เขาจะทันได้ตอบโต้“พับผ่าสิ! ชักจะยากเกินไปแล้ว!”ขณะที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ หลินสวินก็อดไม่ได้ที่จะพ่นคำผรุสวาทออกมา วินาทีต่อมาเขาก็หวนกลับคืนสู่ทางเดินเมฆาหยกในโถงมรรคาสวรรค์อีกครั้ง“ผู้กล้า ท่านไม่ผ่านบททดสอบเป็นครั้งแรก”ตอนนั้นเองที่เสียงเย็นเยียบเฉยชาดังขึ้น

    TBC

    เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ

    คล้ายกับเรื่องBattling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ ที่คุณอ่าน