บทที่ 37 เสด็จอาใจร้ายเหลือเกิน
มือของเซวียนเหยียนฟู่หยุดชะงัก ทว่ายังไม่ทันชักกลับมา ก็ถูกมือน้อย ๆ ของอวิ๋นอินอินคว้าไว้เสียแล้ว
เมื่อมองดูมือขาวผ่องเล็ก ๆ ที่เกาะกุมฝ่ามือใหญ่ของเขา เซวียนเหยียนฟู่ถึงกลับลืมไปเลยว่าต้องดึงมันกลับ
“เสด็จอา… ข้าไม่ได้ฆ่าคน”
เซวียนเหยียนฟู่ที่กำลังจะหาข้ออ้างได้ยินเสียงพึมพำของอวิ๋นอินอิน ก็พบความผิดปกติในน้ำเสียงนี้ จึงยื่นมือออกไปอังหน้าผากนาง เป็นอย่างที่คิด หัวน้อย ๆ นี้ร้อนมาก ส่วนดวงตาที่เปิดขึ้นอย่างกะทันหันก็ปิดลงอีกครั้ง
เพียงแต่มือนั้น ยังคงจับตนไว้แน่น
เด็กสาวพึมพำเป็นออกมาเป็นระยะ เพียงแต่เสียงเบามาก เซวียนเหยียนฟู่จึงค้อมเอวลงเล็กน้อย ถึงได้ยินว่านางพูดสิ่งใดอย่างเลือนราง
“เสด็จอา… ขาทองคำท่อนใหญ่…”
เซวียนเหยียนฟู่ขมวดคิ้ว นี่กำลังฝันอยากกินน่องไก่หรือ?
“ได้ รอเจ้าหายดีแล้ว เสด็จอาจะให้เจ้ากินน่องไก่ อยากกินเท่าไรก็กินเท่านั้น” เซวียนเหยียนฟู่หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อให้อวิ๋นอินอิน พร้อมตอบกลับเสียงเบา ในน้ำเสียงอ่อนโยนแฝงไว้ด้วยความระมัดระวัง เกรงว่าจะรบกวนผู้ที่อยู่ในความฝัน
ความร้อนของอวิ๋นอินอินมาเร็วไปเร็ว เพียงครู่เดียวนางก็บ่นว่าหนาวเสียแล้ว
เซวียนเหยียนฟู่ได้แต่ไปหยิบผ้าห่ม แต่ในยามที่ลุกขึ้นจึงได้พบว่า มือเล็กข้างนั้นยังคงจับมือของตนไว้ไม่ยอมปล่อย
“อินอิน ปล่อยมือ”
กล่าวจบ อวิ๋นอินอินที่หลับอยู่ก็ร้องไห้ออกมา นางทั้งร้องไห้ ทั้งยังพึมพำว่า
“เสด็จอา ท่านอย่าทิ้งข้า… ท่านต้องคุ้มข้าสิ...”
เซวียนเหยียนฟู่ถอนใจ จึงนั่งลงข้างเตียงอีกครั้งอย่างจนใจ ช่วยนางเช็ดน้ำตา และปลอบประโลมว่า “ได้ ๆ ข้าไม่ไปไหน ข้าจะคุ้มเจ้า เจ้าปล่อยข้าก่อนให้ข้าไปหยิบผ้าห่มให้เจ้า ดีหรือไม่?”
แม้จะไม่เข้าใจว่า ‘คุ้ม’ มีความหมายว่าอะไร แต่เซวียนเหยียนฟู่ก็ยังคงพูดตามให้
ราวกับได้รับคำยืนยันจากเขา อวิ๋นอินอินพยักหน้า ส่งเสียงอืมอย่างเชื่อฟัง ค่อย ๆ ปล่อยมือออก
เซวียนเหยียนฟู่เห็นเช่นนั้น มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ช่างเหมือนเด็กน้อยเหลือเกิน
ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะเดินไปถึงข้างตู้ นอกประตูก็มีเสียงของหลานเยว่ดังเข้ามา เซวียนเหยียนฟู่จึงเคลื่อนไหวกาย ไปยืนอยู่ในเงามืดหลังมุมหน้าต่าง
“หงรื่อ เหตุใดองค์หญิงถึงตัวสั่นเล่า รีบเอาผ้าห่มมาเร็ว”
“จะต้องเป็นเพราะเมื่อครู่พวกเราไม่อยู่ เหงื่อองค์หญิงออกและต้องลมเป็นแน่” หงรื่อรีบไปหยิบผ้าห่ม คลุมอวิ๋นอินอินไว้ จากนั้นก็กล่าวกับหลานเยว่ว่า “เจ้ารีบไปเตรียมน้ำร้อน รออีกครู่ หากองค์หญิงทรงเหงื่อออก พวกเราค่อยช่วยพระองค์เช็ดตัว”
เช็ดเหงื่ออยู่ตลอด แล้วยังไปต้องลมได้อย่างไร? ความไม่เข้าใจวาบผ่านบนสีหน้าของเซวียนเหยียนฟู่
เห็นหลานเยว่ทั้งสองคนรับใช้อยู่ใกล้ชิด เซวียนเหยียนฟู่ก็คิดว่าคงไม่มีโอกาสเข้าไปแล้ว จึงกระโดดขึ้นเบา ๆ เหินกายออกทางหน้าต่าง กลับตำหนักไปอย่างไร้สุ้มเสียง
หลังจากสะลึมสะลือมาหนึ่งวันหนึ่งคืน ในที่สุดอวิ๋นอินอินก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
“หลานเยว่ ข้าอยากลุกขึ้นไปปลดเบา…”
“องค์หญิง บ่าวจะใช้อ่าง พวกเราอยู่บนเตียงเป็นเด็กดี ดีหรือไม่เพคะ?”
หน้าของอวิ๋นอินอินกลายเป็นสีตับหมู อยู่บนเตียง ไม่ได้จริง ๆ นะ…
“หงรื่อ ลองคิดวิธีเถิด…” อวิ๋นอินอินเบะปาก ออดอ้อนว่า “พี่สาวคนดีทั้งสอง… พี่สาว…”
หลานเยว่กับหงรื่อถูกเรียกจนใจอ่อน เห็นว่าองค์หญิงไม่ยอมปลดเบาบนเตียง จึงได้แต่ตามใจนาง วางโถปัสสาวะที่สะอาดไว้ข้างเตียง ใช้ฉากกันลมล้อมไว้
“องค์หญิงเพคะ ข้ากับหงรื่อจะประคองท่านลุกจากเตียง เพียงแต่ยามที่แตะถูกบาดแผลจะต้องเจ็บเป็นแน่ ถึงเวลานั้นหากพระองค์ทรงทนไม่ไหวแล้ว พวกเราต้องทำบนเตียง ได้หรือไม่เพคะ?”
“ได้ รีบพยุงข้าขึ้นไปก่อนเถิด”
ตอนนี้อวิ๋นอินอินทนไม่ไหวแล้ว ตอนลงจากเตียง ค่อย ๆ เคลื่อนไหวยังพอทนได้ ในตอนที่นั่งลงบนโถฉี่ จึงได้รู้ว่าอะไรที่เรียกว่าเจ็บปวดราวปอดหัวใจฉีกขาด
สองมือนางกำฉากบังลมไว้แน่น อวิ๋นอินอินเจ็บจนเหงื่อโชก
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว อวิ๋นสีหมิ่น แค้นนี้ข้าจะจำไว้ เมื่อถึงเวลาข้าจะต้องเอาคืนกลับให้พวกเจ้าเป็นสองเท่า!
อวิ๋นอินอินอาศัยความแค้นในใจ ยืนหยัดในการเข้าห้องน้ำจนสำเร็จทุกวัน จนกระทั่งสิบวันให้หลัง ในที่สุดบาดแผลก็สมาน ไม่ต้องทนรับความทรมานที่ไม่ใช่คนนี้
หลังจากนอนต่อไปอีกสิบกว่าวัน ในที่สุดอวิ๋นอินอินก็ลุกขึ้นด้วยตัวเองได้แล้ว แม้ว่าจะยังนั่งไม่ได้ แต่สามารถออกไปเดินเล่นข้างนอกได้บ้าง นางก็พอใจมากแล้ว
“หงรื่อ หลายวันนี้เยว่หยาไปไหน? ไม่เจอกันหลายวันล้วนไม่คิดถึงข้าบ้างหรือ?” อวิ๋นอินอินเบะปาก เพราะนางคิดถึงเยว่หยา
หลานเยว่ที่อยู่ด้านข้างเมื่อได้ยิน ก็รีบเดินเข้ามาร้องทุกข์แทนเยว่หยา
“องค์หญิงเพคะ ที่จริงแล้วเยว่หยาถูกขังอยู่ในกรงที่ลานตะวันตกมาตลอดเลยเพคะ”
อวิ๋นอินอินย่นใบหน้าเล็ก ๆ นั้น “เหตุใดจึงขังมันไว้เล่า มันไม่เชื่อฟังทำผิดอะไรให้เสด็จอาไม่พอใจหรือ?”
“วันนั้นหลังจากที่ท่านอ๋องทรงอุ้มพระองค์กลับมา เยว่หยาก็พุ่งเข้ามาราวกับเสียสติ กระโดดขึ้นเตียง แยกเขี้ยวเดินวนเวียนไปมารอบตัวพระองค์ ทำเอาหมอหลวงหวาดกลัวจนไม่สามารถรักษาได้ดี ๆ ท่านอ๋องดุไปสองครั้งยังไม่ได้ผล สุดท้ายจึงได้ตีมันไปหนึ่งฝ่ามือ และให้อาเอ้อร์นำมันไปขังไว้เพคะ แล้วก็ถูกขังมาจนถึงตอนนี้…”
เมื่อได้ยินคำพูดของหงรื่อ อวิ๋นอินอินก็ทั้งสงสารทั้งตื้นตัน
ช่างเป็นเจ้าเสือที่ซื่อบื้อเหลือเกิน
“ไป ไปดูเยว่หยากัน”
ในตอนที่อวิ๋นอินอินกำลังจะเดินไปถึงลานตะวันตก เยว่หยาที่นอนอย่างเหี่ยวเฉาอยู่ในกรงก็ลุกขึ้นมาอย่างกะทันหัน เดินวนเวียนไปมาในกรงอย่างยินดี ในยามที่มันเห็นอวิ๋นอินอินที่เดินเข้าประตูมานั้น มันก็กระโดดขึ้นเกาะกรง กระดิกหางด้วยสีหน้ากระตือรือร้นอย่างยิ่ง
“เยว่หยา!”
อวิ๋นอินอินร้องเรียกอย่างมีความสุข ภายใต้การประคองของหลานเยว่และหงรื่อ เด็กสาวก็กระโดดโหยง ๆ เข้าไปหาเจ้าเสือขาว
นางข้ามผ่านลูกกรงไป ลูบหัวปุกปุยอันใหญ่โตของเยว่หยา พอเห็นมันคลอเคลียฝ่ามือของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาของอวิ๋นอินอินก็แดงก่ำขึ้นมาในฉับพลัน “เยว่หยาเด็กดี เจ้าคิดถึงข้าใช่หรือไม่? เจ้าเป็นห่วงข้าใช่หรือไม่? เยว่หยาเด็กดี ข้าก็คิดถึงเจ้าเช่นกัน คิดถึง คิดถึงมากเลย”
อวิ๋นอินอินก้มหน้าลง ผ่านรอยแยกของลูกกรง จูบลงบนหัวของเยว่หยาเบา ๆ
เซวียนเหยียนฟู่ที่ยืนอยู่ที่ทางเข้าลาน เห็นฉากการเคลียคลอที่แสนซาบซึ้งของหนึ่งคนหนึ่งเสือ ยังไม่ทันเดินเข้าไป ก็ได้ยินสาวน้อยผู้นั้นเริ่มบ่นตน
“เสด็จอาก็ใจร้ายเหลือเกิน ถึงกับขังเจ้าเป็นสิบวัน เจ้ารอก่อนนะ ข้าจะปล่อยเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้”
“องค์หญิงเพคะ องค์หญิง”
หลานเยว่แอบดึงแขนเสื้อของอวิ๋นอินอินอย่างเงียบ ๆ เตือนให้นางมองไปด้านหลัง เพียงแต่อวิ๋นอินอินไม่รับรู้สัญญาณของนาง ดึงสลักเหล็กขนาดใหญ่บนประตู ทั้งยังคงบ่นต่อ
“เสด็จอาไม่เพียงใจร้ายกับเจ้า แม้แต่กับข้าก็ไร้ไมตรีเช่นกัน นอนอยู่บนเตียงสิบวัน ยังไม่มาเยี่ยมข้าสักครั้ง แม้แต่คำพูดเป็นห่วงสักคำก็ไม่มี… หึ!”
สีหน้าของเซวียนเหยียนฟู่ที่อยู่หน้าประตูยิ่งเย็นเยียบ แม้ที่เขาทำจะมีความจำเป็นก็ไม่อาจกล่าวออกไปได้
ทั้งที่ขังเยว่หยาเพราะเกรงว่าเยว่หยาจะไปทำร้ายนางโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งที่ทุกราตรีตนไปเยี่ยมนางไม่ขาด แต่สิ่งเหล่านี้ กลับไม่อาจกล่าวกับนางตามตรงได้
ก็เหมือนกับในยามนี้ ตนที่เพิ่งเลิกจากการประชุมราชสำนัก พอได้ยินอาเอ้อร์พูดว่านางสามารถเดินได้แล้ว จึงรีบมาหาดูนางอย่างทนไม่ไหว เพียงแต่ใช้การมาดูเยว่หยาเป็นข้ออ้างเท่านั้น
ภายใต้การเตือนหลายครั้งของหลานเยว่ ในที่สุดอวิ๋นอินอินก็หันศีรษะกลับมา เห็นบุรุษที่เย็นชาราวน้ำแข็ง อวิ๋นอินอินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง รีบเผยรอยยิ้มของหมาน้อยจอมประจบออกมาทันที
นางเอ่ยเสียงหวานว่า “เสด็จอา… บังเอิญเหลือเกินเพคะ…”