ปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา

    อัจฉริยะเริ่มเฉิดฉาย

            ทันทีที่จักรพรรดิหญิงประกาศเริ่มผู้คนก็พากันโห่ร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น ทางสถาบันเวทมนต์นั้นได้จัดที่นั่งให้กับผู้คนจำนวนมากได้ดูและยังมีภาพฉายปรากฎออกมานอบๆสนามประลองอีกด้วยเพื่อให้ตระกูลระดับล่างที่ไม่สามารถเข้าไปจองที่นั่งได้ดูกันอยู่นอกสนามประลอง

            “ปีนี้มีม้ามืดปรากฏตัวออกมาไม่น้อย” จ้าวหยูซินกล่าวพร้อมกับแสดงสีหน้าแปลกใจ

            นอกจากอัจฉริยะของสถาบันจอมเวทย์แล้วยังมีจอมเวทย์ที่ไม่ได้เข้าร่วมกับสถาบันจอมเวทย์อยู่หลายคนและบางคนก็เข้าร่วมกับสมาคมจอมเวทย์อีกด้วย

            “คู่แรก หลางเลี่ย เจอกับ ไฉ้เสอ” ชายชราขี้เมากล่าว

            เมื่อรายชื่อของตัวเองถูกเรียกออกมาหลางเลี่ยก็กระโดดขึ้นไปบนสนามประลองทันที พลังเวทย์สีแดงฉานปรากฏรอบๆตัวของหลางเลี่ย อีกด้าน ไฉ้เสอนั้นเป็นคนของสมาคมเวทมนต์และทั้งสองยังเป็นจอมเวทย์ระดับ 6 อีกด้วย

            “ถึงแม้ข้าจะไม่มีหวังเป็นตัวแทนของอาณาจักรแต่ว่าครั้งนี้ข้าจะต้องกอบกู้ชื่อเสียงของข้าคืนมาให้ได้” หลางเลี่ยคำรามออกมา

            “เริ่มการประลองได้” ชายชราขี้เมาคำราม

            “หายไปซะ” หลางเลี่ยคำรามและพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย เปลวเพลิงลุกไหม้ออกมาจากหมัดทั้งสองข้าง

            “คมมีดวายุ” ไฉ้เสอตื่นตระหนกและใช้การโจมตีออกไปทันที

            “มีพลังเพียงเท่านั้นคิดจะต่อสู้กับข้า หมัดเพลิงระเบิด” หลางเลี่ยคำรามและชกหมัดออกไป เปลวเพลิงที่รุนแรงระเบิดออกมาทำให้ร่างของไฉ้เสอกระเด็นออกจากสนามประลองและได้รับบาดเจ็บทันที

            หลางเลี่ยที่ได้รับชัยชนะก็มองไปทางต้าหมิง แต่ต้าหมิงกลับไม่ได้สนใจการต่อสู้เลยและหันหน้าไปคุยกับจ้าวหลานด้วยใบหน้ามีความสุข

            “ต้าหมิงรอก่อนเถอะ อีกไม่นานข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าข้าหลางเลี่ยนั้นแข็งแกร่งกว่าเจ้า” หลางเลี่ยกัดฟันด้วยความโกรธก่อนจะลงจากสนามประลอง

            “คู่ต่อไป....” ชายชราขี้เมาเริ่มจับรายชื่อคู่ต่อไปทันที

            การประลองในรอบแรกนั้นเป็นไปอย่างดุเดือน เรียกได้ว่าการประลองครั้งนี้อัจฉริยะหลายคนต่างก็แสดงความสามารถอย่างเต็มที่

            “คู่ต่อไป เย่สุ่ย เจอกับ จวิ้นกวง”

            ต้าหมิงที่กำลังหยอกล้อกับจ้าวหลานก็หันหลับมาสนใจทันที จวิ้นกวง 1 ในอัจฉริยะรุ่นเดียวกันกับจวิ้นมู่แต่ว่าเมื่อเทียบกับจวิ้นมู่แล้วจวิ้นกวงด้อยกว่าเล็กน้อย เย่สุ่ยเหินร่างขึ้นมาบนสนามประลอง

            ผ่านไปสองปี เย่สุ่ยดูงดงามมากยิ่งขึ้น เสน่ห์ของนางนั้นได้เปิดเผยออกมาจนหมดและด้วยกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์ของนางทำให้ชายหนุ่มเหล่าขุนนางหลายคนจ้องตาเป็นมัน

            “นางคือเย่สุ่ยจากตระกูลระดับล่างสินะ หลังจากจับการประลองนี้ข้าจะให้บิดาของข้าไปสู่ขอนาง” ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าว

            “เหอะ อย่าได้ฝันข้าเองก็ต้องการนางเหมือนกัน”

            “พวกเจ้าทั้งหมดฝันกันอยู่หรือไง เย่สุ่ยคืออัจฉริยะของสถาบันจอมเวทย์และนางได้รับการคุ้มครองจากสถาบันต่อให้เป็นตระกูลระดับสูงก็ไม่สามารถบังคับนางให้มาแต่งงานได้ไม่อย่างงั้นพวกเจ้าได้เจอดีแน่” ปู้เหยียนกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

            “เรื่องนั้นใครจะรู้เมื่อพวกข้าไปพูดคุยกับทางตระกูลเย่และให้ผลประโยชน์มากพอตระกูลเย่ก็อาจจะยกนางให้กับพวกเราก็ได้” ขุนนางหนุ่มคนหนึ่งกล่าว

            “ถ้าอย่างงั้นพวกเจ้าก็เตรียมเจอกับความพิโรธของต้าหมิงได้เลย” ปู้เหยียนกล่าว

            ในสถาบันจอมเวทย์ใครๆก็รู้ว่าต้าหมิงมีนิสัยเจ้าชู้และต้าหมิงก็ไม่เคยปกปิดนิสัยนี้ และเย่สุ่ยก็ถูกมองว่านางจะเป็นสนมของต้าหมิงในอนาคต

            “ต้าหมิงงั้นเหรอ” เหล่าขุนนางหนุ่มกลายเป็นตื่นตระหนกพวกเขาเองก็พึ่งจะได้ยินข่าวที่ต้าหมิงสังหารอัจฉริยะของดินแดนครึ่งอสูรและยังเอาชนะอัจฉริยะของเผ่าภูติได้อีกด้วย

            เย่สุ่ยและจวิ้นกวงเริ่มต่อสู้กันทันที จวิ้นกวงร่ายเวทย์ดินออกมาสร้างหนามแหลมคุมออกมาจำนวนมาก เย่สุ่ยไม่ได้ตื่นตระหนก ร่างของเคลื่อนใหวอย่างใหลลื่นเหมือนกับสายน้ำที่พริ้วใหว

            “นี่มันการเคลื่อนใหวอะไรกัน” จวิ้นกวงกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

            “ตาข้าบ้าง” เย่สุ่ยกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วออกไปพริบตานั้นเองสายฟ้าก็ปะทุออกมาจากนิ้วของเย่สุ่ยและกลายเป็นลำแสงพุ่งออกไป

            “โล่ปฐพี” จวิ้นกวงคำรามออกมาและสร้างเกาะป้องกันหลายชั้นออกไป

            “ปุ!!!!!!”

            แต่การป้องกันนั้นก็ไร้ความหมาย ลำแสงสายฟ้าพุ่งทะลุชั้นป้องกันและเจาะทะลุตรงไหล่ขวาของจวิ้นกวงทันที สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนต้องตื่นตระหนก

            “นางมาจากตระกูลระดับล่างแน่งั้นเหรอ”

            “ไม่ได้การหลังจากนี้ข้าจะต้องไปยังตระกูลเย่สักครั้ง”

            “เด็กคนนี้ไม่เลวนางเหมาะสมกับเจ้ามาก” จวิ้นนู่กล่าวพร้อมกับมองไปที่จวิ้นมู่

            “ท่านพี่ล้อข้าเล่นหรือเปล่า นางนั้นเป็นของต้าหมิงนานแล้ว” จวิ้นมู่กล่าว

            “งั้นเหรอ ดูเหมือนว่าต้าหมิงนั่นจะมีดีเรื่องผู้หญิงไม่น้อยแม้แต่จ้าวหลานที่ว่างดงามและเย็นชายังเป็นได้ขนาดนั้น” จวิ้นนู่กล่าวและมองไปที่จ้าวหลายที่นั่งข้างๆต้าหมิงอย่างมีความสุข

            “พอแค่นั้นแหละ รอบนี้เย่สุ่ยเป็นฝ่ายชนะ” ผู้ตัดสินรีบกล่าวขึ้นมาทันทีเพราะการโจมตีเมื่อครู่ทำให้จวิ้นกวงได้รับบาดเจ็บหนัก

            “เพียงแค่จอมเวทย์ระดับ 6 กลับมีความสามารถมากขนาดนี้เลยงั้นเหรอ” หลายคนกลายเป็นสนใจเย่สุ่ยทันที หลังจากนั้นมาอัจฉริยะมากมายก็เริ่มเฉิดฉาย พวกจวิ้นมู่เองก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย

            ต้าหมิงนั้นไม่สนใจการต่อสู้ของจอมเวทย์ระดับ 6 หรือ 7 เลย เพราะด้วยพลังของต้าหมิงในตอนนี้อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในสายตา แต่เมื่อจอมเวทย์ระดับ 8 และเก้าเริ่มการประลองต้าหมิงก็ตั้งใจมองอย่างจริงจังเพราะคนเหล่านี้คือคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวสำหรับต้าหมิง

            “คู่ต่อไป หลางเยี่ย เจอกับ ต้าหมิง”

            หลายคนกลายเป็นสนใจพวกเขาได้ยินข่าวเกี่ยวกับต้าหมิงมามากแต่ยังไม่เคยเห็นการต่อสู้ของต้าหมิงกับตาเลย ต้าหมิงกระโดดขึ้นไปบนสนามประลองด้วยท่วงท่าสง่างาม

            อีกฝ่ายของต้าหมิงเป็นจอมเวมย์ระดับ 7 ซึ่งผู้อาวุโสของตระกูลหลางต่างสั่งให้หลางเยี่ยเล่นงานต้าหมิงอย่างหนัก

            “หลางเยี่ยถ้าเจ้าเอาชนะต้าหมิงได้ข้าจะมอบทรัพยากรล้ำค่าจำนวนมากให้กับเจ้าและยังมอบอุปกรณ์สีม่วงให้กับเจ้าชิ้นนึง” ผู้อาวุโสตระกูลหลางกล่าว

            “ข้าจะไม่ทำให้ผู้อาวุโสผิดหวัง” หลางเยี่ยกล่าวด้วยสีหน้ามั่นใจก่อนจะเดินขึ้นไปบนสนามประลอง

            “เจ้าคือต้าหมิงสินะ ไม่เลวนี่มาถึงระดับ 6 ได้ในเวลาแค่ 2 ปี” หลางเยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

            “อย่าพูดมากรีบๆสู้เข้าเถอะข้าเหม็นปากสุนัข” ต้าหมิงกล่าวและแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย

            “นี่เจ้ากล้าดูถูกข้างั้นเหรอ ดี ดีมาก ต้าหมิงวันนี้ข้าจะอัดเจ้าจนท่านจักรพรรดิจำใบหน้าของเจ้าไม่ได้เลย” หลางเยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าโหดเหี้ยมแต่ต้าหมิงก็ยังแสดงท่าทางเหยียดหยามอยู่เหมือนเดิม

             

             

    คล้ายกับเรื่องปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา ที่คุณอ่าน