เสียงไวโอลินประสานกับเสียงของเปียโนที่บรรเลงโดยนักดนตรีมืออาชีพบนฟลอร์เต้นรำคลอเบาๆในงานแต่งงานที่จัดอย่างหรูหรามีระดับในโรงแรมระดับห้าดาวระหว่างคุณหนูไฮโซตระกูลผมหนึ่งกับลูกชายท่านรัฐมนตรี
แเื่ที่ได้รับเชิญก็ล้วนแต่เป็พวกคนดังและเซเลบมากหน้าหลายตาร่วมแสดงความยินดีโดยไม่ได้รับรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการแต่งงานในครั้งนี้ผมเองที่ถูกเรียกตัวกลับมาจากต่างประเทศกะทันหันก็ไม่ได้รับรู้เื่ตื้นลึกหนาบางอะไรมากรู้เพียงแค่การแต่งงานนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อใช้หนี้เท่านั้น
ผู้หลักผู้ใหญ่ในงานหลายคนที่อยู่ในงานให้ความสนใจกับอาหารและเครื่องดื่มที่จัดมาต้อนรับอย่างดีโดยไม่ได้สนใจผมที่เป็จุดเล็กๆ ภายในงานไม่สำคัญ
“ตาภีมมายืนทำอะไรตรงนี้”เสียงของแม่ดังขึ้นพร้อมกับร่างท้วมๆ แบบพวกคุณหญิงคุณนายที่อายุเยอะๆฮิตกันเดินเข้ามาจูงแขนผมที่ยืนหลบอยู่มุมเสาภายในห้องจัดเลี้ยง “มานี่สิ แม่จะพาไปแนะนำให้รู้จักเพื่อนแม่กับลูกสาว”
แม่ลากผมที่ถือแก้วไวน์ออกมาจากมุมเสาแล้วเดินตรงไปยังกลุ่มของพวกเพื่อนๆที่ยืนอยู่กลุ่มใหญ่ ผมเองก็พึ่งเห็นว่าพวกเพื่อนๆ ของแม่นั้นมีแต่ลูกสาวกันเกือบหมด นี่แม่คงไม่คิดที่จะจับผมหมั้นหมายกับใครคนใดคนหนึ่งในบรรดา
ลูกสาวเพื่อนแม่ใช่ไหม
ดูอย่างคนนั้นสิที่สวมชุดสีชมพูบานเย็นเปิดไหล่นั่นฟันก็เหยินยิ้มทำตาปริบๆส่งมาทางผม
ส่วนอีกคนก็รูปร่างเหมือนที่บ้านทำธุรกิจส่งออกโอ่งัอย่างไงอย่างนั้น
อีกคนดูดีกว่าหน่อยแต่เหมือนจะหยิ่งไปนิดออกแนว เริดๆ เชิดๆ ที่ผมมองแล้วรู้สึกไม่ชอบคนแบบนี้เท่าไหร่แต่ก็นั่นแหละมันเื่ของเขา
“มาแล้วค่ะนี่ตาภีมลูกชายคนเล็กฝาแฝดกับน้องภัทรลูกสาว” แม่แนะนำผมให้กับพวกเพื่อนไฮโซที่ฉีกยิ้มกว้างจนปากจะถึงหูอยู่ละ“คนนี้พึ่งกลับจากสวิซฯ เดี๊ยนเรียกตัวมาเองเลยนะคะปกติคนนี้ดื้อไม่ชอบกลับบ้านเท่าไหร่ไม่รู้ว่าติดใจแหม่มผมท้องคนไหนนะคะ” ผมกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายนี่แม่จะพาผมมาแนะนำหรือว่าจะมาเผาผมให้เพื่อนๆฟังกันเนี่ยอีกอย่างลูกแม่ไม่ได้ชอบผู้หญิง
ซึ่งนี่เป็สาเหตุหนึ่งที่ผมไม่ชอบกลับบ้านเนื่องจากท่านชอบบังคับผมไปออกงานสังคมด้วยบ่อยๆเพื่อหวังว่าจะสานสัมพันธ์กับเหล่าลูกหลานคนรวยหวังสูบเืสูบเนื้อเขานั่นแหละก็อย่างว่าไอ้บ้านผมมันก็มีแต่เปลือกทุกวันนี้ก็อาศัยบุญเก่าเท่านั้น
“นี่คือคุณหญิงพรรนภาภรรยาท่านสมชายจ้ะส่วนนี้หนูนุชนาถลูกสาว” แม่แนะนำผมกับคุณหญิงท่านหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด
ผมยกมือขึ้นไหว้ตามมารยาทและอดที่จะมองสำรวจเธอั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าได้ไม่ได้คุณหญิงคนนี้แต่งตัวหรูหราคาดว่าคงจะมีเงินไม่เงินไม่น้อยไม่อย่างนั้นแม่คงไม่รีบแนะนำให้ผมรู้จักกับลูกสาวของเธอ
“หนูนุชนี่ได้ทุนกำลังจะไปต่อปริญญาเอกที่เมืองนอกใช่ไหมคะคุณพี่”
“ใช่ค่ะยัยนุชกำลังจะบินไปฝรั่งเศสเร็วๆนี้”
“เก่งสมกับเป็ลูกสาวคุณพี่เลยนะคะ”แม่ผมยกยอมาอีกตะกร้า ส่วนคุณหญิงพรรนภาก็เอาแต่ยิ้มแก้มปริจากสถานการณ์ตอนนี้ผมคิดว่าคุณหญิงท่านคงภูมิใจในตัวของลูกสาวมากจริงๆ
“นี่ลูกชายฝาแฝดคนเล็กใช่ไหมคะหน้าหวานมากเลยนะคะคุณน้อง”คุณหญิงพรรนภาเอ่ยปากชมด้วยรอยยิ้มแหมชมกันต่อหน้าแบบนี้ผมก็เขินแย่สิครับ
“ก็สวยตามพี่สาวเขาแหละค่ะคุณพี่”แม่ก็ไม่วายพูดยอพี่ภัทรอยู่ดี อีกอย่างที่ผมไม่ค่อยอยากจะกลับบ้านที่เมืองไทยก้คงเพราะไอ้อาการลำเอียงของแม่ที่เหมือนว่าพี่ภัทรทำอะไรก็ดีไปหมดทุกอย่างนี่แหละนี่ถ้าผมไม่มีประโยชน์ผมคิดว่าแม่คงไม่พาผมมาแนะนำแบบนี้ด้วยซ้ำ
พอคุยกับคุณหญิงพรรนภาแล้วแม่ก็แนะนำคนต่อไปพร้อมกับลูกสาวให้ได้รู้จักคนนี้เป็ภรรยารัฐมนตรีช่วยกระทรวงอะไรสักอย่างที่ผมก็จำไม่ได้ จึงทำเพียงแค่ยกมือไหว้ตามมารยาทอีกนั่นแหละ
“หนูทัศนีย์พึ่งกลับมาจากนอร์เวย์เมื่อเดือนก่อนนี้เองเห็นว่าเป็ช่างภาพด้วย” แม่บรรยายสรรพคุณครบเหมือนพวกนักพากย์หนังขายยาไม่มีผิดลูกสาวเพื่อนแม่คนนี้หน้าตาสะสวยแต่อีกฝ่ายคงจะไม่ใช่ผู้หญิงหวานอะไรทำนองนั้นดูจากแววตาแล้วคงจะเป็สาวห้าวมากกว่า
ระหว่างที่แม่กำลังพูดคุยกับเพื่อนๆคุณหญิงคุณนายอย่างออกรสเกี่ยวกับการแต่งงานครั้งนี้และเกี่ยวกับว่าที่เ้าบ่าวของพี่ภัทร ผมก็บังเอิญเห็นพี่เด่นเดือนเลขาของแม่ก็วิ่งเข้ามาหน้าตื่นจนแม่ต้องเอ่ยปรามอย่างเสียไม่ได้
“มีอะไรคุณเด่นเดือนวิ่งมาหน้าตื่นเชียว”
“แย่แล้วค่ะคุณนาย”พี่เด่นเดือนบอกเสียงเหนื่อยหอบก่อนที่จะขยับเข้ามากระซิบที่ข้างหูของแม่ให้ได้ยินกันแค่สองคนผมเห็นแม่ทำตาโตแล้วกระซิบกระซาบกับพี่เด่นเดือนจนเราทั้งหมดที่ยืนอยู่งงกันไปหมดว่าเกิดเื่อะไรไม่ดีขึ้นหรือเปล่าถึงได้ดูลุกลี้ลุกลนแบบนั้น
“มีเื่อะไรหรือคะคุณน้อง”คุณหญิงปานวาดถามขึ้นหลังจากพี่เด่นเดือนรีบวิ่งกลับออกไป
“มีปัญหานิดหน่อยนะคะยังไงเดี๊ยนขอตัวไปดูก่อนนะคะ” แม่ยิ้มแห้งๆ บอกกลับไป พร้อมกับจูงแขนผมมาด้วย
ผมไม่รู้ว่าแม่กำลังรีบร้อนไปไหนแต่ทางที่เรากำลังเดินไปถ้าผมจะไม่ผิดมันคือทางที่จะไปยังห้องที่พี่ภัทรใช้แต่งตัวหรือว่าเื่สำคัญจะเกี่ยวกับพี่ภัทรแม่ถึงได้ร้อนใจมากขนาดนี้
เมื่อมาถึงแม่เปิดประตูเข้าไปทันทีในห้องก็ดูวุ่นวายโกลาหลทั้งพวกช่างแต่งหน้าทำผมที่ดูสาละวนกันไปหมดแต่กลับไม่เห็นเงาของเ้าสาวเลยสักนิด
“ภัทรไปไหน”แม่ถามน้ำเสียงเกรี้ยวกราดเหมือนโมโหจัดผมรับรู้ได้จากอาการสั่นจากแม่ที่ส่งผ่านมายังมือข้างที่จับแขนผมแน่น “ตอบฉันมาซิว่ายัยภัทรหายไปไหน!”
“ม...ไม่ทราบค่ะคุณภัทรบอกแค่ว่าจะไปเข้าห้องน้ำป่านนี้แล้วยังไม่กลับมาเลย” ช่างแต่งหน้าพูดขึ้นเสียงเครียดพอกัน
“ทุกคนใจเย็นนะครับผมว่าเราช่วยแยกย้ายกันหาดีกว่าบางทีพี่ภัทรอาจจะไม่ได้หายไปไหน” ผมเสนอขึ้น
ไม่ว่าจะยังไงพี่ภัทรคงไม่คิดที่จะหนีงานแต่งงานเอาตัวรอดไปคนเดียวแล้วทิ้งหนี้ก้อนใหญ่ไว้ให้ผมกับแม่หรอกนะผมและช่างรวมทั้งคนที่อยู่ในที่นี่ยกเว้นคุณแม่ออกตามหาตามที่ต่างๆจนทั่วก็ไม่พบผมตัดสินใจกลับเข้ามาหาในโรงแรมอีกครั้งไล่หาั้แ่ชั้นที่เราจัดงานไปจนถึงชั้นอื่นๆด้วยแต่ก็ไม่เจอ
พรึ่บ!
กรี๊ดดด!
เสียงกรี๊ดของพวกผู้หญิงดังขึ้นทันทีที่ผมเปิดประตูห้องน้ำหญิงเข้าไปอย่าลืมตัวผมขอโทษพวกเธอและบอกว่ากำลังหาคนหายพวกเธอบางคนก็พยักหน้าเข้าใจบางคนก็ยังคงหวาดกลัวอยู่ผมไม่ได้สนใจแล้วเดินเข้าไปด้านในเปิดประตูห้องน้ำออกทีละห้องๆ เพื่อหาว่าคนที่หายไปนั้นซ่อนอยู่ที่ไหน
“พี่ภัทร!อยู่ในนี้หรือเปล่า” ผมะโเรียกพวกผู้หญิงก็พากันเดินออกไปบางคนเปิดประตูออกมาทำสีหน้าใที่เห็นผมอยู่ในห้องน้ำและรีบออกไปทันที
“เดี๋ยวครับ”ผมรั้งแขนผู้หญิงคนหนึ่งที่พึ่งเดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากห้องน้ำไว้ก่อนที่เธอจะเดินออกไป
“ค...คะ?”พอโดนผมเรียกเธอก็ทำท่าทางเหมือนกลัวผมเต็มทีเธอกอดกระเป๋าแน่นด้วยความกลัวก็ไม่รู้ว่าจะกลัวอะไรผมก็ไม่ได้แต่งตัวเหมือนพวกโรคจิตสักหน่อย
“คุณช่วยดูนี่หน่อย”ผมก็ล้วงมือเข้าไปในกางเกงเพื่อเอาโทรศัพท์มาเปิดหน้าพี่ภัทรให้เขาดูเพื่อจะถามว่าเคยเห็นคนรูปหรือเปล่า
ปึก!
“ไอ้โรคจิต!แกจะให้ฉันดูอะไร” เธอฟาดกระเป๋าถือใบยาวลงบนมือผมอย่างแรงจนโทรศัพท์หล่นไปพอผมก้มลงไปเก็บเธอก็ฟาดอีกทีที่กลางหลังผมแบบไม่ยั้ง
มือ แม่คุณเอ๊ย!!ฟังกันบ้างสิ
หมับ!
“เดี๋ยวสิคุณ!”แต่ผมก็คว้าแขนเธอไว้แล้วตะคอกใส่หน้าเธอเสียงดังจนชะงักไป
“ปล่อยนะ!!”เธอสะบัดแขนอย่างแรงแต่ผมก็ไม่ปล่อย “ย...อย่าทำอะไรฉันนะ”ผมก้มเก็บมือถือที่พื้น หันหน้าขึ้นมองเธอที่ยืนกอดกระเป๋าตัวสั่น
“นี่คุณ!ช่วยสงบสติได้ไหมผมแค่จะถามว่าเห็นผู้หญิงในรูปนี้หรือเปล่า”ผมพูดไปมือก็สไลด์หารูปที่มีพี่ภัทรที่อยู่ในมือถือเมื่อหาเจอผมจึงยัดมือถือใส่มือผู้หญิงคนนั้นหลับตาปี๋เหมือนกลัวจะเห็นอะไรที่มันน่ากลัวสยดสยองอะไรแบบนั้น
เธอชะงักไปนิดและค่อยๆ หรี่ตาขึ้นมองมาที่ผมอย่างไม่ไว้ใจ ผมจึงพยักพเยิดให้เธอก้มลงดูรูปในมือถือเธอมองหน้าผมแล้วก้มลงดูอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“เคยเห็นเธอในห้องน้ำนี้ไหมครับ”ผมถามย้ำ
“ไม่เคย”
“ไม่เป็ไรขอบคุณครับ”
“นี่นาย!ทีหลังอย่าเข้าห้องน้ำหญิงสุ่มสี่สุ่มห้าอีกนะ” เธอต่อว่าผมก่อนที่จะเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ขอโทษด้วยแล้วกันที่ทำให้ใ
แอ๊ด!
“แฮ่กคุณภีมอยู่ที่นี่เองพี่หาแทบแย่ มาทำอะไรคะ” พี่เด่นเดือนถามเสียงหอบ
“มาหาพี่ภัทร”
“แล้วเข้ามาในห้องน้ำหญิงแบบนี้เขาไม่แตกตื่นกันแย่หรือคะ”เธอถามเร็วรัวจนผมกลัวว่าจะหายใจไม่ทันแล้วเป็ลมไปเสียก่อน
“ผมว่าพี่เดือนกลับไปพักเถอะครับเดี๋ยวผมหาเอง”
“ไม่ต้องแล้วค่ะ”
“เจอพี่ภัทรแล้วเหรอ”ผมถามเพราะคิดว่าเขาน่าจะเจอกันแล้วถึงได้บอกว่าไม่ต้องตามหา
“ยังค่ะ”
“อ้าว?แล้ว...”
“พี่ก็ไม่ทราบค่ะแต่พี่ว่าเรารีบไปหาคุณนายกันดีกว่าค่ะ”
พี่เด่นเดือนคว้าแขนผมลากผมกลับไปยังห้องแต่งตัวอีกครั้งที่ตอนนี้มีพวกช่างแต่งหน้าเคร่งเครียดกันอยู่ผมที่เดินเข้ามาก็ทำให้ทุกคนยิ้มออกมา
“มีอะไรครับ”ผมถามอย่างงงๆ
“มานี่เลยค่ะ”พี่ช่างแต่งหน้าที่เป็สาวประเภทสองร่างใหญ่เดินเข้ามาจับผมให้ไปนั่งที่หน้ากระจกก่อนที่จะเริ่มลงเครื่องสำอางบนหน้าผม
ผมเองก็หันหน้าหนีมือที่กำลังทาแป้งทารองพื้นให้ผมอย่างรวดเร็วก่อนที่ช่างอีกคนจะเข้ามาจัดแต่งทรงผมให้กับผมด้วย อีกคนก็จัดการเอากรรไกรมาหนีบกางเกงของผมจนขาดขึ้นถึงหัวเข่าแล้วลงครีมแว็กซ์ขนลงบนหน้าแข้งของผม
“นี่มันอะไรครับเนี่ย!!”