> แรก
ผมมิได้พักเลยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เพราะผู้ติดเชื้อมีจำนวนมากขึ้น ในขณะที่ทรัพยากรทุกอย่างเริ่มขาดแคลน
หน้ากากอนามัยเป็สิ่งหายากขึ้นมาทันที ที่มีอยู่เดิมก็ไม่เพียงพอ จะหามาเพิ่มก็เป็ไปได้ยาก ราคาของมันพุ่งสูงเป็เท่าตัว แม้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่าย ๆ
PPE ที่มีอยู่ไม่พอใช้เนื่องจากเรามิได้สำรองมากนัก จู่ ๆ ก็เกิดมีความจำเป็ต้องใช้ และใช้พร้อมกันหมดทุกพื้นที่
ท่ามกลางความขาดแคลน พวกเราต้องช่วยกันประหยัด ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ของพอใช้ เริ่มจากโรงพยาบาลจำกัดการใช้มาสก์ แจกเฉพาะบุคลากรที่ต้องััผู้ป่วยคนละหนึ่งชิ้นต่อเวร หากเป็บุคลากรที่มิได้ััผู้ป่วยโดยตรงจะได้รับหน้ากากแบบผ้า และมันก็นำมาซึ่งความไม่พอใจ
“พี่เต้ยครับ น้อง ๆ ห้องยาเค้าบ่นน้อยใจที่ไม่ได้รับจัดสรรมาสก์อะ เค้าว่าถึงเค้าจะไม่ได้ััผู้ป่วยในการรักษาพยาบาล แต่เค้าก็รับใบสั่งยาโดยตรงจากผู้ป่วยอะ น้องที่ต้องเอายาไปส่งวอร์ด* เค้าก็บอกว่าเค้าเสี่ยงนะ เข้าไปในวอร์ดแต่ไม่ได้รับแจกมาสก์”
ผมนำความคับข้องใจของเ้าหน้าที่ห้องยามาบอกหัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรม ซึ่งทำหน้าที่จัดซื้อจัดหาหน้ากากอนามัย
“มันลำบากว่ะแรก ถ้าเราให้น้อง ๆ เรา เราก็ต้องให้คนอื่นด้วย เ้าหน้าที่การเงินที่เขานั่งเก็บตังค์คนไข้ทั้งวันล่ะ ห้องบัตรอีกล่ะ เค้าก็รับยื่นบัตรจากคนไข้ เดี๋ยวจะลามออกไปถึงห้องคอมพิวเตอร์ งานช่าง โรงอาหาร หน่วยงานอื่น ๆ อีกที่ต้องเข้าไปในวอร์ด เกิดถ้าเค้าบอกว่าถ้าไม่แจกให้ก็ซ่อมคอมพ์ ซ่อมก๊อกน้ำเองแล้วกัน ข้าวไม่ต้องกิน เพราะคนของเค้าไม่อยากเสี่ยงเข้าวอร์ด แรกเข้าใจพี่ใช่มั้ย”
ใช่ ผมเข้าใจพี่เต้ยและผู้บริหารโรงพยาบาล ทุกคนต่างลำบากใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เราช่วยกันประหยัดถึงขั้นที่ว่าพยาบาลที่ต้องทำหัตถการ เช่น เจาะเื ให้น้ำเกลือ ทำแผล และประเมินสภาพคนไข้ ไม่ยอมออกมาจากหอผู้ป่วย แต่เลือกที่ใส่ชุด PPE อยู่เช่นนั้นทั้งวันเพื่อประหยัดชุด เพราะการถอดชุดหนึ่งครั้งหมายถึงต้องทิ้งไปเลย เอากลับมาใช้ใหม่มิได้
ความที่ชุด PPE คือชุดที่ปิดั้แ่หัวจรดเท้า ซ้ำยังต้องสวมแว่นตาป้องกันสารคัดหลั่งกระเด็นเข้าตา ไหนจะหน้ากากอนามัยชนิดพิเศษที่เรียกว่า N95 ซึ่งกรองอนุภาคดีกว่าหน้ากากอนามัยชนิดธรรมดา ทำให้ผู้สวมใส่ชุดที่ว่าต้องอดทนกับความร้อนและหายใจลำบาก กระทั่งข้าวน้ำก็ต้องกินให้น้อยที่สุดเพื่อจะได้ไม่เข้าห้องน้ำ ซึ่งหมายถึงการถอดชุดทิ้ง
น้องพยาบาลบางคนถึงกับนั่งร้องไห้เมื่อออกเวร เพราะลำพังการดูแลผู้ป่วยก็สาหัสอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอชุดที่ร้อนอบอ้าว และความหวาดกลัวว่าตนเองจะติดโรคเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ การทำงานภายใต้ความเคร่งเครียด ความกดดันที่ถาโถมเข้ามาราวคลื่นสึนามิ มันยากเกินทานรับ
“พี่แรก หนูถามจริง ๆ เถอะ ในฐานะเภสัช พี่จะฉีดวัคซีนมั้ย”
น้องส้ม พยาบาลจบใหม่เดินดุ่ม ๆ เข้ามาถามผมถึงห้องยาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อโรงพยาบาลประกาศให้เ้าหน้าที่ทุกคนฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส แต่เนื่องจากเป็วัคซีนที่เพิ่งมีการวิจัยและผลิตขึ้นมา จึงก่อความไม่มั่นใจเป็วงกว้าง ทั้งเื่ประสิทธิภาพและผลข้างเคียง
“พี่คงฉีดแหละ ก็เค้าขอความร่วมมือกันทุกคนไม่ใช่เหรอ”
“ปากก็บอกว่าขอความร่วมมืออะพี่ แต่ถ้าใครไม่ฉีดก็จะถูกเรียกไปปรับทัศนคติ แบบนี้บ้านหนูเรียกบังคับ”
“แล้วทำไมส้มไม่อยากฉีดล่ะ”
“ก็กลัวอะพี่ พวก stroke* หรือกล้ามเนื้อลีบ”
“เปอร์เซ็นต์มันก็ไม่สูงนะ อีกอย่างวัคซีนเชื้อตายนี่ก็ถือว่าปลอดภัยสุดแล้ว เดี๋ยวพี่ถามเพื่อนพี่ให้ก็ได้ว่าเปอร์เซ็นต์แน่ ๆ มันเท่าไหร่ เพื่อนพี่มันอ่านงานวิจัยเยอะมาก”
“ไอ้ปลอดภัยนี่ก็อีก จะแปลว่ามันป้องกันเชื้อได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทำไม่เค้าไม่ให้เราฉีด mRNA ล่ะพี่”
กับคำถามของส้ม ผมทำได้แต่เงียบเพราะจนปัญญาหาคำตอบ
“แรก เราเจอปัญหาแล้วว่ะ มีคำสั่งให้คิกออฟฉีดวัคซีนวันเดียวกันทั้งจังหวัดพรุ่งนี้ แต่โรงพยาบาลจังหวัดแจ้งมาว่ากว่าวัคซีนจะมาถึงก็คืนนี้ แต่น้องก้าว หัวหน้าคลังยาบอกว่าจะทำงาน่กลางคืนด้วย ให้เราไปรับวัคซีนได้ ยังไงพี่ก็กลัวไม่ทัน ใจพี่อยากยกเลิกหน่วยวัคซีนแต่ก็ทำไม่ได้ จังหวัดไม่ยอม”
พี่เต้ยบ่นอย่างหัวเสีย
“จะไหวมั้ยพี่ โรงพยาบาลเราก็ไกลด้วย ขับรถไปกลับก็เกือบหกชั่วโมงแล้ว”
“พี่ปรึกษา ผอ. ท่านก็ว่าไง ๆ ก็ต้องเปิด ชาวบ้านเค้าลงดอยกันมาแล้ว พี่เลยคุยกับหัวหน้าพยาบาลว่าอาจจะต้องเปิดหน่วยให้ชั่งน้ำหนักวัดความดันอะไรไปพลาง ๆ พอวัคซีนมาถึงก็ฉีดได้เลย”
เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น พี่เต้ยโบกมือเป็สัญญาณให้ผมรับสายตามสบาย ก่อนชี้ไปยังประตูเพื่อบอกว่าแกจะไปแล้ว
ผมกดรับสายไอ้อี คิดว่ามันคงโทรมาถามไถ่ว่าผมตายไปหรือยัง เพราะไม่เจอหน้ากันเกือบเดือน อีกทั้งเมื่อวานผมพิมพ์บ่นเสียยืดยาวในข้อความกลุ่มเื่ของความเหนื่อยล้าและบั่นทอนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
“น้องล่ะ”
อะไรคือ น้องล่ะ ของมันเนี่ย
“น้องไหนวะมึง”
“น้องรหัสเฟิร์ส”
“อ๋อไอ้นอร์ท มันทำไม”
“น้องไปอยู่กับมึงทำไม”
“มันก็มาฝึกงาน แต่บังเอิญมีประกาศล็อกดาวน์ ไม่ให้เดินทางพร่ำเพรื่อ มันเลยฝึกยาว เกาะกูอยู่เป็ครึ่งปีโน่นแหละมึง แต่เอ๊ะ มึงจะถามถึงมันทำไม น้องมึงก็ไม่ใช่”
“น้องเป็ไงบ้าง เหนื่อยไหม ไหวไหม”
“เอ๊ะ มึงนี่ยังไง มึงต้องถามกูนี่ เพื่อนรักมึงนี่ กูจะตายวันตายพรุ่งอยู่แล้ว แม่งโคตรเหนื่อยเลย่นี้ เหนื่อยเื่งานไม่พอ ยังเหนื่อยใจไอ้นอร์ทนี่ด้วย แม่งโคตรดื้อ ไม่รับมาสก์ของโรงพยาบาลว่ะ ใส่แต่หน้ากากผ้า มันบอกให้เก็บมาสก์ให้พี่ ๆ ที่จำเป็ต้องใช้มากกว่ามัน คือมันไปดูคนไข้บนวอร์ดไง เกิดติดเชื้อขึ้นมา พ่อแม่เขาคงมาเอากูตาย เสือกจะมาโชว์เป็พระเอกอะไรตอนนี้”
“มันก็หาซื้อยากจริงนั่นแหละ แต่ไม่นึกว่าจะขาดแคลนขนาดนั้น”
“ราคาต่อกล่องขึ้นมาเป็ห้าหกเท่าเลยมึง จากกล่องละร้อยต้น ๆ วันนี้ขึ้นไปห้าร้อยกว่าแล้ว ที่แย่คือมีตังค์ก็หาซื้อไม่ได้”
“เดี๋ยวกูลองคุยกับพ่อให้ ไม่รู้โรงงานของพ่อจะทำมาสก์เพิ่มได้มั้ย ไหน ๆ ก็ทำพวก cover all* อยู่แล้ว”
ผมคุยกับมันเื่ PPE สักพัก และไม่ลืมที่จะถามเื่วัคซีนให้น้องส้ม
แต่พอมันตัดสายไป จึงนึกขึ้นได้ว่าลืมถามมันโทรมาเื่ไอ้นอร์ททำไมเนี่ย
วอร์ด* : มาจากคำว่า ward หมายถึงหอผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล ส่วนใหญ่แยกตามแผนก เช่น อายุรกรรม ศัลยกรรม สูตินรีเวช และเด็ก
stroke* : คือโรคหลอดเืสมอง เป็ภาวะที่สมองขาดเืทันที อาจเกิดจากเส้นเืในสมองตีบ หรือการเกิดลิ่มเืไปอุดตัน ทำให้สมองขาดออกซิเจน และสมองตาย ผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์ไม่ทันเวลาอาจเสียชีวิต หรือพิการ
cover all* : เป็ชุดคลุมมีซิปรูดปิดเปิด ใช้ป้องกันการติดเชื้อระหว่างผู้ติดเชื้อกับผู้ปฏิบัติงาน
©©©