หลิวชิงหยู่รู้ดีว่า หากเขาทำตามข้อเสนอของซือเจิ้นเฉียงตอนนี้ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แม้เขาจะลงคะแนนพร้อมกับเมิ่งฮวนแต่เขาก็ไม่สามารถเอาชนะได้ เนื่องจากรากฐานของซือเจิ้นเฉียงหยั่งรากลึกมานานแล้ว แม้บางคนจะไม่พอใจในพฤติกรรมของซือเจิ้นเฉียง แต่จากอำนาจที่ซือเจิ้นเฉียงมีอยู่ คนอื่นๆ คงไม่กล้าสนับสนุนเขา เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเพ่งเล็งสร้างปัญหาให้ อย่างไรก็ตามหลังจากฟังข้อสรุปสถานการณ์ของหงซานจิน แม้ซือเจิ้นเฉียงจะดูยิ่งใหญ่แต่เขาก็ไม่ใช่เสาเข็มที่ฝังลึกอะไรมากนัก ตราบใดที่สามารถหาวิธีถอนเสา ทำให้เกิดการแบ่งแยกภายในขึ้นมา นี่ก็เพียงพอที่จะจัดการกับอีกฝ่าย รวมไปถึงจางหงเซวียน นี่เท่ากับเป็นการพิสูจน์ความสามารถให้คณะกรรมาธิการทั้งหลายได้ประจักษ์เห็น หลิวชิงหยู่จึงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ผมเห็นด้วยกับเลขาธิการซือ แต่ก่อนการลงคะแนนตัดสินบทลงโทษสหายจางหงเซวียน ผมมีข้อเสนอให้ลงคะแนนกับเรื่องเรื่องหนึ่งก่อน เลขาธิการซือคุณคิดว่าอย่างไร?”
ซือเจิ้นเฉียงผงะไป เขาไม่คิดว่าหลิวชิงหยู่จะเคลื่อนไหวตอบโต้กลับมาลักษณะนี้ ใบหน้าของเขายังคงดูระแวง ขณะกล่าวออกไปว่า “ข้อเสนออะไร ถ้าเราจะไปพูดเรื่องอื่น ก็รอให้จัดการเรื่องนี้เสร็จก่อนไม่ดีกว่าหรือ”
หลิวชิงหยู่ พูดด้วยรอยยิ้ม “ข้อเสนอนี้ไม่ได้ซับซ้อน ซึ่งจะใช้วิธีการลงคะแนนเช่นกัน”
ซือเจิ้นเฉียงได้ยินก็แอบถอนหายใจแล้วพูดขึ้นด้วยความโล่งอกว่า “ข้อเสนออะไร เชิญคุณหยิบยกขึ้นมา”
หลิวชิงหยู่พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มทันที “เหล่าคณะกรรมาธิการที่เคารพ เรื่องการจัดสรรยานพาหนะข้าราชการในตำบลเราล้าหลังมาก บางครั้งสมาชิกคณะกรรมาธิการต้องการใช้รถ ทว่าไม่มีรถให้ใช้ แต่กลับมีรถสองสามคันจอดอยู่โดยไม่มีใครใช้งาน สถานการณ์นี้ไม่ปกติอย่างยิ่ง ดังนั้นผมจึงคิดว่าเราควรเร่งดำเนินการเรื่องยานพาหนะของข้าราชการ ยกเลิกระบบรถประจำตำแหน่งและสิทธิพิเศษสำหรับข้าราชการชนชั้นอภิสิทธิ์ทั้งหมด พาหนะทั้งหมดจะกลายเป็นของสาธารณะ หากสมาชิกคนไหนต้องการใช้ก็ให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ดูแล ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรพาหนะ และเป็นการควบคุมพฤติกรรมสำหรับคนบางคนที่ยึดครองทรัพย์สินทางการมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัว พวกคุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอของผม”
เมื่อสิ้นเสียงของหลิวชิงหยู่ ฉินรุ่ยเจียก็ยืนขึ้นทันที “ดิฉันเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านนายกหลิว ในการทำให้พาหนะของทางการสามารถนำมาหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันใช้งานได้ บางครั้งดิฉันในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการพรรค มีธุระด่วน แต่ดิฉันก็ไม่สามารถเบิกรถมาใช้ได้ ทั้งที่รถคันหนึ่งยังจอดว่างอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่นั่นบอกว่า รถคันนี้เป็นรถประจำตำแหน่งสำหรับสมาชิกบางคน ซึ่งทำให้ดิฉันต้องนั่งแท็กซี่หรือสามล้อคันเล็กๆ ไปจัดการธุระที่เทศมณฑล แต่ในทางกลับกัน มีบางคนได้นำรถทางการที่ว่านี่พาครอบครัวไปทานอาหารและเที่ยวเล่น ทั้งๆ ที่ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุงเป็นงบที่ทางตำบลต้องจ่าย ดิฉันคิดว่าเราควรหามาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องในลักษณะนี้อีก”
ขณะที่ฉินรุ่ยเจียพูด สีหน้าของเธอก็ฉายความเดือดดาลออกมา ดวงตาของนางเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินข้อเสนอของหลิวชิงหยู่ เธอจึงลุกขึ้นกล่าวออกมาอย่างฉะฉาน เห็นชัดว่านี่คือ เรื่องที่เธอเก็บมาแค้นฝังใจ
ในความเป็นจริงไม่เพียงแค่ ฉินรุ่ยเจีย
หลังจากที่ฉินรุ่ยเจียพูดจบ เลขาธิการฝ่ายตรวจสอบวินัยก็พูดขึ้นทันที “รองเลขาธิการฉินพูดถูก ตั้งแต่ผมถูกแต่งตั้งมา ผมไม่เคยได้ใช้รถของทางการเลย บางครั้งผมต้องขี่จักรยานยนต์เข้าตำบล ขึ้นสามล้อจนกลายเป็นที่หัวเราะของข้าราชการตำบลอื่นๆ ”
จากคำร้องเรียนของ เมิ่งฮวน และคนอื่นๆ ที่ร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้พาหนะของทางการ พวกเขาอยากให้หลิวชิงหยู่จัดการเรื่องนี้ เพราะเดิมทีพวกเขาที่ไม่มีรถก็ต้องไปขอยืมคนในหมู่บ้านหรือหน่วยงานย่อย แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่ใช่รถของพวกเขาเองและมันไม่สะดวกเอามากๆ เรื่องนี้มันทำให้พวกเขาหดหู่มานาน
ซือเจิ้นเฉียงตกใจอย่างมากเมื่อได้เห็นปฏิกิริยาคนอื่นๆ นอกจากนี้รถที่ใช้ในราชการมีเพียงสามคัน และตอนนี้มันอยู่ในมือของเขา หู่กวงหยวน และหลิ่วเจี้ยนอิง พวกเขาสามคนจึงได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้มากที่สุด ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกยกขึ้นมา เขาหันไปมองหลิ่วเจี้ยนอิงแล้วพูดว่า “ผู้อำนวยการหลิ่ว คุณคิดเห็นอย่างไร”
ซือเจิ้นเฉียงต้องการให้หลิ่วเจี้ยนอิงคัดค้านความเห็นหลิวชิงหยู่ แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะหลิ่วเจี้ยนอิงเงยหน้าแล้วพูดออกไปว่า “เลขาธิการซือ ผมเห็นด้วยกับนายกหลิว เราควรปฏิรูประบบการเบิกใช้พาหนะเสียใหม่ ผมจึงไม่มีอะไรคัดค้าน และยินดีสนับสนุนข้อเสนอนี้”
ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ
ด้วยคำตอบของหลิ่วเจี้ยนอิง ไม่เพียงซือเจิ้นเฉียง แม้แต่หลิวชิงหยู่ก็ยังคาดไม่ถึง เพราะหลิ่วเจี้ยนอิงคือหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้
ในความเป็นจริงตอนนี้หัวใจของหลิ่วเจี้ยนอิงปั่นป่วน เขารู้ว่าการเห็นด้วยกับหลิวชิงหยู่จะเป็นผลเสียต่อตัวเอง แต่เขาอึดอัดมานานเกินไป เขาอยากจะใช้โอกาสนี้เพื่อให้ตัวเองได้ระบายความอัดอั้นออกมาบ้าง แม้เขาจะมีรถไว้ใช้เป็นการส่วนตัว แต่เขาที่เคยเป็นนายกเทศมนตรี งบค่ารถและอำนาจทางการเงินในสมัยที่เขาประจำตำแหน่งได้ถูกซือเจิ้นเฉียงยึดไป และค่าน้ำของเขาที่เบิกได้ก็ถูกจำกัดไว้แค่ 500หยวนต่อเดือน นอกจากนี้เมื่อเขาย้ายมาเป็นผู้อำนวยการคณะราษฎร เขาก็ถูกลดค่าน้ำมันเหลือ 200หยวนต่อเดือน ดังนั้นมันจะวิ่งได้สักกี่กิโลเชียว
หลิ่วเจี้ยนอิง รู้สึกขับข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก แต่เขาทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทนมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นสมาชิกคนอื่นๆ ออกไปทำธุระ แต่ต้องขอยืมรถผู้เฒ่าผู้แก่ มันทำให้เขารู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก ดังนั้นเมื่อ หลิวชิงหยู่ เปิดหัวข้อนี้ขึ้นมา เขารู้ว่ามันถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะทำอะไรสักอย่าง มิฉะนั้นเขาคงต้องยอมถูกกดขี่ไปตลอด ทำได้แค่อยู่ภายใต้เงาของซือเจิ้นเฉียงไปชั่วชีวิต จนเขากลายเป็นคนที่ไร้คุณค่า ตอนนี้เขาเองก็ใกล้เกษียณแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องยืนหยัดหนักแน่น ด้วยเหตุนี้หลิ่วเจี้ยนอิง จึงกล้าพูดออกมา
เมื่อหลิ่วเจี้ยนอิงพูดจบ หลิวชิงหยู่ก็ยิ้มแล้วมองไปทางซือเจิ้นเฉียงแล้วพูดขึ้นว่า “เลขาธิการซือ คุณเห็นไหมตอนนี้มีคณะกรรมาธิการ 6 ใน 10 คน ยินดีจะปฏิรูประบบการใช้รถข้าราชการกวนซานแล้ว คุณมีอะไรจะคัดค้านหรือเปล่า”
ในตอนนี้ซือเจิ้นเฉียงถูกต้อนจนมุมแล้ว หากเขายังดึงดันคัดค้านมันย่อมสร้างความไม่พอใจให้เหล่าสมาชิกคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับประโยชน์สูงสุดจากระบบการใช้รถนี้ แต่ดูเหมือนว่ามันกำลังจะหายไปแล้ว แม้เขาจะคัดค้านมันก็ไม่มีความหมายอะไร ยกเว้นเขาจะใช้อำนาจของเลขาธิการ แต่การใช้อำนาจของเลขาธิการกับเรื่องทำนองนี้ มันจะทำให้ภาพลักษณ์เสียหายอย่างหนัก ถูกตราว่าเห็นแก่ตัว สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างฝืนๆ แล้วกล่าวว่า “ปฏิรูประบบนี้เป็นเรื่องดีผมเองก็เห็นด้วย”
หลังจากนั้นซือเจิ้นเฉียงก็มองไปยังหลิวชิงหยู่ด้วยความอาฆาต
ส่วนหลิวชิงหยู่ก็จ้องกลับด้วยรอยยิ้ม เพราะการปฏิรูประบบรถของทางการ เป็นแค่ออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อย เป้าหมายหลักคือจัดการกับ จางหงเซวียน เขารู้ดีถ้าจางหงเซวียนยังอยู่ มันจะเป็นอันตรายต่อแผนการของเขา และตอนนี้เขาสามารถยกเลิกระบบการใช้รถของทางการได้สำเร็จ เรื่องนี้ย่อมทำให้ซือเจิ้นเฉียงไม่พอใจ และถ้าการปฏิรูประบบการเบิกใช้รถยนต์สำเร็จอย่างงดงาม มันจะกระตุ้นความกล้าของทุกคนที่จะลุกขึ้นสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลิวชิงหยู่ที่ได้ตรวจสอบหาข้อมูลจนมั่นใจแล้วว่า จางหงเซวียนมักจะอาศัยซือเจิ้นเฉียงเป็นที่พึ่ง และไม่เห็นใครอยู่ในสายตา แม้แต่เมิ่งฮวนก็ต้องไปหาซือเจิ้นเฉียงเพื่อขอหนังสืออนุญาตมิฉะนั้นไม่ว่าเงินจะเล็กน้อยเพียงใด จางหงเซวียนก็จะไม่ให้ความสำคัญเป็นอันขาด ด้วยเหตุนี้มันจึงทำให้คนอื่นๆ ไม่พอใจ ยกตัวอย่างเช่นหลิ่วเจี้ยนอิง
ดังนั้นความไม่พอใจของผู้คนจึงถูกชี้นำ และหาโอกาสที่จะระบายมันออกมา ซึ่งเวลานี้ก็เป็นโอกาสเหมาะที่พวกเขาจะได้ระบาย หากพวกเขาสามารถจัดการกับ จางหงเซวียนได้
ดังนั้นเมื่อสำรวจแล้วว่า เสียงทางฝั่ง ซือเจิ้นเฉียง ลดลง หลิวชิงหยู่ก็พูดขึ้นทันที “เอาล่ะเนื่องจากทุกคนเห็นพ้องกันแล้ว สหายหวางตงหยาง สหายหงซานจิน จากสำนักงานศูนย์ราชการ ช่วยหาวิธีการปฏิรูป และตรวจสอบให้แน่ใจว่า ระบบใหม่จะเอื้อประโยชน์กับทุกคนให้สามารถใช้รถของทางการได้ เอาล่ะ ในเมื่อเรื่องนี้ได้ข้อสรุปแล้ว เลขาธิการซือเรามาโหวตเรื่องสหายจางหงเซวียน เลยดีไหม?”
หลิวชิงหยู่ตระหนักดีว่า เขาไม่มีสิทธิ์เปิดโหวตเองโดยพลการ เพราะเขาเป็นผู้นำลำดับสอง ซึ่งต้องขอคำสั่งของผู้นำลำดับหนึ่งเสียก่อน
ในตอนนี้ซือเจิ้นเฉียงไม่สามารถพูดอะไรได้อีก เขาทำได้เพียงพูดขึ้นด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว “เอาล่ะเรามาเริ่มลงคะแนนกัน ใครเห็นด้วยกับผมให้ยกมือขึ้น”
ซือเจิ้นเฉียง พูดขึ้นพร้อมกวาดสายตามองทุกคน โดยเขาพยายามใช้สายตาเข้ากดดัน หวังให้เหล่าสมาชิกสนับสนุนเขา เขาเชื่อว่าด้วยอำนาจอิทธิพลของเขาที่มี จะสามารถสั่งสอนหลิวชิงหยู่ได้อย่างแน่นอน เขาต้องการจะบอกให้หลิวชิงหยู่ได้รู้ว่า ใครกันแน่ที่ใหญ่ที่สุดในกวนซาน